โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ไฮโดรเจน” พลังงานทางเลือกใหม่ สัดส่วน 20% นำร่อง PDP 2580

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2566 เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2566 เวลา 04.05 น.
Image by Roman/ Pixabay

หลังจากการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) ไทยให้คำมั่นว่าจะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) ในปี 2608 เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อน

นำมาสู่การจัดทำแผน “นโยบายอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน” เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานพร้อมสร้างความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม

โรดแมปแผนพลังงานแห่งชาติ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิด roadmaps แผนพลังงานแห่งชาติ เพื่อพาประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 ประกอบด้วย 5 แผน ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (gas plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (oil plan)

โดยดำเนินการสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตาม 5 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 2) การผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 3) การเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานไฟฟ้าแบบที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ 4) การใช้พลังงานไฮโดรเจนซึ่งเป็นกรีนเทคโนโลยี และ 5) การใช้เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCS)

ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ RE

ในส่วนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือแผน PDP กำหนดว่าในปี 2573 ต้องมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (renewable energy หรือ RE) มากกว่า 30% และตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไปจะต้องมีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% โดยมุ่งเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

ถึงแม้พลังงานหมุนเวียนจะเป็นพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหา (pain point) ของพลังงานหมุนเวียนคือไม่มีเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า เพราะไม่สามารถผลิตได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน เหมือนพลังงานฟอสซิล และต้องอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งประเทศไทยสามารถใช้ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 4.5 ชั่วโมงต่อวัน

รวมถึงพลังงานลมก็มีเงื่อนไขเรื่องความไม่แน่นอน ทำให้ประเทศไทยต้องมองหาทางสำรอง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านระบบกักเก็บพลังงาน (energy storage) และระบบสายส่งกักเก็บพลังงาน (gride storage)

แต่ไทยพบว่า “พลังงานไฮโดรเจน” ความหวังใหม่ที่จะมาสร้างเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้า โดยจะเริ่มจากไฮโดรเจนสีฟ้า (blue hydrogen) พัฒนาสู่ไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) ควบคู่กับระบบการกักเก็บคาร์บอน ที่จะมาช่วยแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็งด้านพลังงานของประเทศไทยอย่างยั่งยืนตามแนวทางโลก

ความหวังใหม่ไทย “ไฮโดรเจน”

นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า พลังงานหมุนเวียนมีจุดอ่อนที่ไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอดเวลา จึงต้องรอเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ซึ่งวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องราคาค่อนข้างสูงจึงต้องแสวงหาทางเลือกใหม่นั่นคือ พลังงานไฮโดรเจน ที่ทั้งโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เริ่มกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง

โดย สนพ.เริ่มศึกษาเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าด้วยกระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (electrolyzer) เป็นการแยกไฮโดรเจนและออกซิเจนด้วยกระแสไฟฟ้า เพื่อให้ได้ไฮโดรเจน ซึ่งการจะได้ไฮโดรเจนสีอะไรขึ้นอยู่กับ “ที่มา” เช่น หากมาจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม จะเป็นต้นทางของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว แต่ชนิดนี้ยังมีต้นทุนค่อนข้างสูง

ด้วยเหตุนี้ สนพ.ร่วมกับหลายภาคส่วนทั้งภาควิชาการ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงภาคเอกชนที่สนใจการใช้ไฮโดรเจนอย่าง Hydrogen Thailand Club ได้ข้อสรุปว่าจะเริ่มต้นผลิตไฮโดรเจนสีฟ้าก่อน โดยการใช้กระบวนการนี้กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปี 2574

ตาราง ‘ไฮโดรเจน’ ทางเลือกใหม่

4 ยุทธศาสตร์ “ไฮโดรเจน”

นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า สำหรับแนวทางสำคัญที่จะส่งเสริมการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนมี 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ใช้ เพื่อให้ได้ปริมาณมาก ต้นทุนต่ำลง (economies of scale) ด้วยมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับกลุ่มผู้ใช้ พัฒนากลไกราคาที่มีการพิจารณาเกณฑ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) พร้อมพัฒนาโครงการนำร่อง ซึ่งได้ดำเนินนำร่องร่วมกับ กฟผ. เป็นที่เรียบร้อย

ยุทธศาสตร์ 2 คือ การส่งเสริมการวิจัยและอุตสาหกรรมในประเทศ มาตรการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการ พัฒนาการตลาดและกลไกการซื้อขายคาร์บอน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ต่อเนื่องทั้งการขนส่ง เก็บและการนำไปใช้

ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการพัฒนาโครงข่ายระบบท่อสำหรับเชื้อเพลิงผสม พัฒนาระบบจัดเก็บ ขนส่ง และสถานีเติมไฮโดรเจน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับไฮโดรเจนสีเขียว

และยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรการเกี่ยวกับการใช้การผลิต ความปลอดภัย การขนส่ง การจัดเก็บ และการจำหน่าย

3 กลุ่มประเดิมใช้ไฮโดรเจน

นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ รองผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวเสริมว่า กลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในการใช้ไฮโดรเจน มี 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า กลุ่มที่ 2 โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เชื้อเพลิงความร้อน อาทิ น้ำมันเตา และกลุ่มที่ 3 คือภาคขนส่งอย่างกลุ่มรถขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก ทั้ง 3 กลุ่มศักยภาพนี้เป็นเป้าหมายที่รัฐจะผลักดันการใช้ไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2030

ทั้งนี้ เป้าหมายแรกของ สนพ. เริ่มให้มีการผลิตและใช้ไฮโดรเจนในกลุ่มโรงไฟฟ้าตามแผน PDP ฉบับล่าสุด (ระหว่างปี 2023-2037) โดยกำหนดปริมาณการใช้ไฮโดรเจนมากสุดอยู่ที่ 20% ภายในปี 2580 เนื่องจากเป็นปริมาณที่ไม่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ พร้อมลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

แต่ยังเป็นห่วงในเรื่องของต้นทุน เพราะจากการศึกษาพบว่า ต้นทุนไฮโดรเจนที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ ควรมีราคาไม่เกิน 2 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม ซึ่งปัจจุบันยังมีต้นทุนที่สูงอยู่ โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียวที่มีต้นทุนอยู่ที่ 5-10 เหรียญสหรัฐ และต้นทุนไฮโดรเจนสีฟ้าที่ 3-5 เหรียญสหรัฐ

“ประเทศไทยตอนนี้มีทางเลือก 2 ทาง คือไฮโดรเจนสีฟ้าควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี CCS ซึ่งก็มี pain point ในเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง เพราะยังไม่ได้มีการใช้ราคาเชิงพาณิชย์ เช่นเดียวกับไฮโดรเจนสีเขียวที่มีปัญหาเรื่องต้นทุนจากเทคโนโลยี electrolyzer จึงคาดว่า หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและราคาถูกลงจนทำให้ราคาต้นทุนสามารถแข่งขันได้ วันนั้นก็สามารถมุ่งไปสู่ไฮโดรเจนสีเขียวได้อย่างแน่นอน”

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเป็นความกังวลหลัก ทั้งในเรื่องจัดเก็บและการขนส่งที่ต้องมีมาตรฐานการควบคุมที่ได้ประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้ทำให้เริ่มเห็นภาพการวางแผนและการศึกษาเชิงนโยบายเกี่ยวกับ “ไฮโดรเจน” เพื่อมาตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนด้านพลังงานที่จะพาประเทศไทยมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เปิดทางไปสู่โลกใบใหม่ที่สะอาดมากยิ่งขึ้นแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...