โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนทำความรู้จัก "ดาวหาง" ให้มากขึ้นอีกสักนิด

สวพ.FM91

อัพเดต 10 ธ.ค. 2564 เวลา 04.58 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 04.58 น.

เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โพสต์บทความ เชิญชวนทำความรู้จัก "ดาวหาง" ให้มากขึ้นอีกสักนิด ระบุว่า 

ช่วงนี้อากาศเย็นใจ เป็นใจ หลายท่านเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หากใครอยู่ในบริเวณที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ปราศจากเมฆรบกวน อาจจะสามารถสังเกตเห็นดาวหางลีโอนาร์ด หรือ C/2021 A1 (Leonard)  ตั้งแต่บัดนี้ถึง 10 ธันวาคม 2564 ในช่วงรุ่งเช้า ทางทิศตะวันออก ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และอีกครั้ง ตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2564 ถึงต้นมกราคม 2565 ในช่วงหัวค่ำ ทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

แอดมินได้รวบรวม Q&A ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ #ดาวหาง มาฝากมิตรรักแฟนเพจทุกท่านครับ

>> เราจะเห็นดาวหางลีโอนาร์ดได้อย่างไร?

เราสามารถสังเกตเห็นดาวหาง C/2021 A1 (Leonard) ได้ตั้งแต่ตอนนี้ถึง 10 ธันวาคม 2564 ในช่วงรุ่งเช้าทางทิศตะวันออก ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และอีกครั้ง ตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2564 ถึงต้นมกราคม 2565 ในช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันตกหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ตั้งแต่ตอนนี้ถึงประมาณวันที่ 10 ธันวาคม 2564 ดาวหางลีโอนาร์ดจะปรากฏในตำแหน่งของกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ (Boötes) เหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเล็กน้อยในช่วงรุ่งเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น เราสามารถสังเกตกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ได้จากการลากผ่านส่วนโค้งของ “ด้ามกระบวย” ที่เป็นส่วนหางของกลุ่มดาวหมีเล็ก (Ursa Major) ส่วนโค้งจะไปบรรจบที่ดาวฤกษ์สว่างที่มีชื่อว่าดาวดวงแก้ว หรือ Arcturus

ดาวหางดวงนี้สังเกตด้วยตาเปล่าค่อนข้างยาก จึงควรใช้กล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาช่วยสังเกตการณ์ ด้วยการสังเกตหาฝุ่นมัวๆ หรือ “ดาว” ดวงหนึ่งที่ไม่ได้คมชัดเหมือนดาวดวงอื่น และประการสำคัญ คือ ควรสังเกตการณ์ในพื้นที่มืด ไร้แสงรบกวน แนะนำให้มองผ่านกล้องโทรทรรศน์ หรือกล้องสองตา จะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

>> ดาวหางคืออะไร?

ดาวหาง เป็นวัตถุหนึ่งในระบบสุริยะ ประกอบด้วย น้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารประกอบระเหิดง่าย รวมถึงฝุ่นและหินปะปนกันอยู่ มีแหล่งกำเนิดอยู่บริเวณนอกระบบสุริยะ และใช้เวลาหลายปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อโคจรเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน จะปรากฏเป็นวัตถุสว่างที่มีหางพาดผ่านท้องฟ้าในยามค่ำคืน

ดาวหาง มีลักษณะคล้ายกับ "ก้อนหิมะสกปรก" เนื่องจากองค์ประกอบของดาวหางเกิดขึ้นจากน้ำแข็งที่ทำมาจากน้ำ แอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำแข็งแห้ง) หิน ดิน ฝุ่น สารประกอบอินทรีย์ และอื่นๆ แต่ดาวหางหลายดวงนั้นจะมีองค์ประกอบของหินและฝุ่นมากกว่า จึงอาจจะมีลักษณะคล้ายกับ "ก้อนหินแช่แข็ง"

ดาวหางต่างจากดาวเคราะห์น้อย ตรงที่ดาวหางมีองค์ประกอบของ "น้ำแข็ง" ที่ระเหิดเป็นแก๊สได้ปนอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดาวหางปลดปล่อยแก๊สออกมาเมื่อดาวหางเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ จึงปรากฏเรืองออกมาเป็นฝุ่นแก๊สที่ลากไปในลักษณะของ "หาง" ที่ทำให้เราเห็น

เนื่องจาก "น้ำ" เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของดาวหาง จึงทำให้เราสันนิษฐานว่าน้ำในแม่น้ำและมหาสมุทรบนโลกของเราอาจจะมาจากดาวหางที่ตกลงบนโลกภายหลังจากโลกเย็นตัวลงเพียงพอที่จะมีน้ำในรูปของเหลวได้เมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม เราพบว่าธาตุไฮโดรเจนในดาวหางนั้นมีอัตราส่วนของดิวเทอเรียมที่ต่างจากน้ำบนโลกเป็นอย่างมาก ดาวหางจึงไม่ใช่แหล่งน้ำหลักของน้ำบนโลก อย่างไรก็ตาม น้ำส่วนหนึ่งของทุกแก้วที่เราดื่มลงไปนั้น ครั้งหนึ่งก็เคยมาจากดาวหางอยู่ดี

องค์ประกอบหลักของดาวหาง ได้แก่

1. นิวเคลียส คือ ใจกลางของดาวหาง เป็นของแข็งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.5 เมตร ไปจนถึงหลายสิบกิโลเมตร

2.โคมา (Coma) คือ ชั้นฝุ่นและแก๊สที่ห่อหุ้มนิวเคลียส ประกอบด้วย ฝุ่นและแก๊สที่ระเหิดออกมาเมื่อได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์ จะปรากฏแสงเรืองสีเขียวซึ่งเป็นปรากฏการณ์เรืองแสงจากอะตอม หรือโมเลกุลของแก๊สไซยาโนเจน (CN) และแก๊สคาร์บอน (C2) เรียกว่าปรากฏการณ์ Fluorescence

3. หาง (Tail) คือ แก๊สและอนุภาคฝุ่นที่ถูกปล่อยออกมาจากนิวเคลียส แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

- หางฝุ่น (Dust Tail) เกิดจากฝุ่นและอนุภาคที่เป็นกลางทางไฟฟ้าระเหิดออกจากนิวเคลียส เมื่อดวงอาทิตย์ปะทุจึงถูกผลักออกไปในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ฝุ่นเหล่านี้จะสะท้อนแสงดวงอาทิตย์ปรากฏเป็นทางโค้งสว่างตามทิศทางวงโคจรของดาวหาง

- หางแก๊สหรือหางไอออน (Ion Tail) เป็นแก๊สเรืองแสงที่ประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุ เรืองแสง เนื่องจากได้รับพลังงานจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ เมื่อถูกสนามแม่เหล็กซึ่งเกิดจากการปะทุบนดวงอาทิตย์ผลักไปด้านหลังในทิศทางชี้ออกจากดวงอาทิตย์ ทั้งนี้ กระแสของลมสุริยะที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้หางแยกออกจากกันได้

>> เราเห็นดาวหางมีลักษณะอย่างไร?

หากสังเกตด้วยตาเปล่า สิ่งแรกที่เราจะพบเกี่ยวกับดาวหางก็คือ ดาวหางจะมีลักษณะเป็น "ฝ้าจางๆ" ที่ฟุ้งไปรอบๆ ต่างจากดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ เครื่องบิน หรือไฟอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นจุด สำหรับใครที่อยู่ในบริเวณท้องฟ้าปลอดโปร่ง และปราศจากแสงรบกวนสักหน่อย อาจจะเห็น "หาง" ของดาวหางเป็นทางได้ นอกจากนี้ หากใครมีกล้องโทรทรรศน์ หรือตั้งกล้องถ่ายภาพเปิดหน้ากล้องนาน ๆ สักหน่อย อาจจะสามารถสังเกตเห็นหางทั้งสองของดาวหางได้

>> สีสันของดาวหาง

ส่วนของดาวหางที่เป็นก้อนน้ำแข็งนั้น เราเรียกกันว่า "นิวเคลียส" แม้ว่าเราจะไม่สามารถสังเกตเห็นนิวเคลียสของดาวหางได้ แต่เราสามารถสังเกตเห็นส่วนของแก๊สที่ปล่อยออกมาได้ แก๊สที่เพิ่งถูกปลดปล่อยออกมาโดยแสงอาทิตย์นั้นจะประกอบขึ้นเป็นส่วนของ "หัว" ดาวหางที่เราเรียกกันว่า "โคมา" (Coma) ถึงแม้ว่าตัวนิวเคลียสของดาวหางอาจจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่ตัวโคมาของดาวหางนั้นสามารถมีขนาดใหญ่กว่าโลกของเรา ไปจนถึงขนาดพอๆ กับขนาดของดวงอาทิตย์ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณแก๊สที่ถูกปล่อยออกมา

ถึงแม้ว่าตาของมนุษย์นั้นอาจจะไม่ไวต่อสีในช่วงค่ำคืน และผู้สังเกตทั่วไปอาจจะไม่สามารถสังเกตเห็นสีของดาวหางได้ แต่ผู้สังเกตที่ส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์ในบริเวณที่ท้องฟ้ามืดสักเล็กน้อย หรือถ่ายภาพด้วยระยะเวลาเปิดหน้ากล้องที่นานสักหน่อย จะพบว่าโคมาของดาวหางนั้นมักจะมีสีออกเป็นสีเขียว ที่เป็นเช่นนี้นั้นสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ที่คล้ายกับหลอดไฟนีออน เมื่อโมเลกุลในแก๊สของโคมาดาวหางนั้นดูดซับแสงยูวีจากดวงอาทิตย์ และเรืองแสงออกมาในแสงสีต่างๆ โมเลกุลที่เรืองแสงออกมาในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นในปริมาณที่มากที่สุดคือโมเลกุลของไซยาโนเจน (CN) และคาร์บอนอะตอมคู่ (Diatomic Carbon - C2) ที่เปล่งออกมาเป็นสีเขียว

อีกโมเลกุลหนึ่งซึ่งไวต่อแสงอาทิตย์เป็นอย่างมาก ก็คือโมเลกุลของคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซึ่งเมื่อถูกแสงยูวีจากดวงอาทิตย์จะแตกตัวออกเป็นไอออน (CO+) และจะถูกสนามแม่เเหล็กที่เหนี่ยวนำโดยอนุภาคที่มีประจุจากลมสุริยะ ผลักให้ชี้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ ประกอบขึ้นเป็นส่วนที่เราเรียกว่า "หางไอออน" (Ion Tail) เนื่องจากหางไอออนเกิดขึ้นจากไอออนของคาร์บอนมอนอกไซด์เพียงชนิดเดียว เราจึงเห็นหางไอออนเป็นสีฟ้า ที่เป็นเส้นตรงบางๆ และชี้เป็นเส้นตรงออกห่างจากดวงอาทิตย์

ส่วนของฝุ่นและแก๊สที่ไม่ได้แตกตัวเป็นไอออน จะถูกปัดเป่าไปด้วยความดันที่เกิดจากแสงอาทิตย์ (radiation pressure) ชนเข้ากับฝุ่น แล้วลากฝุ่นออกเป็นเส้นโค้งอย่างช้าๆ ตามแนวทางการโคจรของดาวหาง ปรากฏเป็นส่วนที่เราเรียกว่า "หางฝุ่น" (Dust Tail) ปรากฏเป็นสีออกโทนเหลือง

ทั้งหมดนี้คือ "สีสัน" ที่เราสามารถสังเกตได้จากดาวหาง ส่วนจะเห็นได้มากแค่ไหนนั้น คงต้องรอลุ้นกัน เพราะกว่าดาวหางลีโอนาร์ดดวงนี้จะกลับมาเจอกันอีกที ก็ต้องรอไปอีก 80,000 ปี เท่านั้นเอง

ภาพ : ดาวหางนีโอไวส์ C/2020 F3 (NEOWISE) บันทึกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563

ข้อมูล : ดร. มติพล ตั้งมติธรรม - นักวิชาการดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...