โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝาง' เก่าสุดถึงยุคสมัยใด? ถึงยุคพระเจ้าพรหมมหาราชหรือไม่? / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 มี.ค. 2565 เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2565 เวลา 08.00 น.

ปริศนาโบราณคดี

เพ็ญสุภา สุขคตะ

‘พระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝาง’

เก่าสุดถึงยุคสมัยใด?

ถึงยุคพระเจ้าพรหมมหาราชหรือไม่?

ตํานานสิงหนวัติกล่าวถึงชื่อของ “วีรบุรุษในตำนาน” ท่านหนึ่งชื่อ “พระเจ้าพรหมมหาราช” ผู้เป็นพระโอรสของ “พระเจ้าพังคราช” โดยพระเจ้าพรหมมหาราชท่านนี้มีบทบาทในการปราบขอมที่เมืองอุโมงคเสลาแล้วสร้างเมือง “ไชยปราการ” ขึ้น

เมื่อตรวจสอบดูความเห็นของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า “เมืองไชยปราการ” ตั้งอยู่ที่ไหนกันแน่

เดิมเคยเชื่อว่าอยู่ที่อำเภอไชยปราการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองฝางมาก่อน

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีผู้เสนอว่า “ไชยปราการ” นั้นควรที่อยู่ที่บริเวณที่เรียกว่า “ปงเวียงชัย” ในเขตอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงรายมากกว่า

อีกทั้งความคลุมเครือที่ยังไม่พบหลักฐานด้านโบราณวัตถุ/โบราณสถานแต่อย่างใดเลยในแถบเมืองฝาง ไชยปราการ หรือจังหวัดเชียงราย ว่าเมืองในแถบลุ่มน้ำกกแถวนี้จะมีอายุเก่าแก่ไปถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ตามที่ตำนานระบุถึงอายุสมัยของพระเจ้าพรหมมหาราช

เมื่อเทียบศักราชช่วงรัชสมัยของพระเจ้าพรหมมหาราชแล้ว พบว่าเป็นบุคคลร่วมสมัยกับบุคคลที่ชื่อ “พระญาอาทิตยราช” มหาราชแห่งนครหริภุญไชย ต่างกันเพียงแต่ว่า หลักฐานด้านโบราณคดีในลำพูนนั้นสอดรับยืนยันถึงความเก่าแก่ของนครแห่งนี้ว่ามีอยู่จริง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-13 ลงมาแล้ว

 

เก่าถึงรัชกาลใดในราชวงศ์มังราย?

ถ้าเช่นนั้นพระพุทธรูปสกุลช่างฝางก็ควรเก่าถึงสมัยพระญามังราย ปฐมกษัตริย์ของล้านนา คือช่วงต้นพุทธศตวรรษ ที่ 19 ได้หรือไม่?

ในเมื่อตำนานหิรัญนครเงินยางกล่าวว่า ก่อนที่พระญามังรายจะบุกยึดนครหริภุญไชยได้นั้น หลังจากที่พระองค์ครองราชย์ที่เชียงรายได้ 6 ปีแล้ว พระองค์ได้มาประทับที่เมืองฝางในปี 1811 อยู่นานถึง 10 ปี เพื่อเตรียมส้องสุมกำลังพลยกทัพไปตีลำพูน

เราทราบกันดีว่า ศาสนาที่พระญามังรายนับถือก่อนที่จะเข้ารีตสมาทานตนเป็นพุทธศาสนิกชนหลังจากที่ยึดลำพูนได้แล้วนั้น พระองค์ทรงนับถือบูชา “ผีบรรพบุรุษ” มาก่อน ตามความเชื่อทั่วไปของคนละแวกอุษาคเนย์ในยุคกระโน้น

ดังนั้น คงไม่ต้องถามหาหลักฐานด้านพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยพระญามังรายโดยเด็ดขาด ตราบใดที่พระองค์ยังยึดหริภุญไชยนครไม่ได้

แล้วลูกหลานของพระองค์เล่า พระญาไชยสงคราม (ขุนคราม) กษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 2 ต่อจากพระญามังราย ในช่วงทำสงครามกับพระญาเบิกแห่งเมืองเขลางค์ ขุนครามก็ขอกองกำลังจากเมืองฝางจำนวน 5,000 นายไปชวยรบ ซ้ำขุนครามก็เคยส่งโอรสองค์โต “พ่อท้าวน้ำท่วม” มาครองเมืองฝางด้วยมิใช่หรือ?

จะเป็นไปได้หรือไม่ที่พระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝางที่พบตามวัดต่างๆ เหล่านี้สร้างในสมัยพ่อท้าวน้ำท่วม คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้ เหตุที่พระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝางส่วนใหญ่ (มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์) มีพุทธลักษณะนั่งขัดสมาธิราบ ทำพระรัศมีเป็นเปลวเพลิงค่อนข้างสูง และมีชายสังฆาฏิยาว

รูปแบบที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ในทางประวัติศาสตร์ศิลปะมองว่า ล้านนาจำเป็นต้องได้รับอิทธิพลต้นแบบจากสุโขทัยขึ้นมาเสียก่อน จากนั้นจึงจักสามารถคลี่คลายรูปแบบ แล้วปรับรายละเอียดในส่วนต่างๆ ให้เข้ากับจริตรสนิยมของสล่าผู้สร้าง จนกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นของสกุลช่างเมืองฝางได้

ถ้าเช่นนั้น ช่วงรัชสมัยของใครล่ะหรือที่มีการติดต่อกับกรุงสุโขทัยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ถึงขั้นที่สามารถรับเอารูปแบบศิลปะมาสร้างได้

คงต้องมองข้าม 3 รัชกาลนี้ไปได้เลย คือพระญาแสนภู (ให้ท้าว 7 คนตู โอรสองค์ที่ 2 มาครองฝาง) พระญาคำฟู (สมัยนี้มีพระญากาวเมืองน่านมาปล้นเอาเมืองฝาง) รวมทั้งสมัยพระญาผายู (ให้อนุชาชื่อท้าวเจ็ดพลตู มาครอง)

เพราะสมัยกษัตริย์ทั้งสามพระองค์นี้ สายสัมพันธ์ระหว่างล้านนาที่มีกับสุโขทัย ยังไม่มีความแนบแน่นมากพอที่จะให้เกิดการรับอิทธิพลงานพุทธศิลป์จากสุโขทัยขึ้นมาคลุกเคล้ากับพระพุทธรูปสกุลช่างล้านนาแบบพระสิงห์

บุคคลที่เราควรพุ่งเป้าไปมากที่สุดก็คือ “พ่อท้าวมหาพรหม” อนุชาของกษัตริย์กือนา เหตุที่ท้าวมหาพรหมคือบุคคลผู้นำเอาพระแก้วมรกต กับพระพุทธสิหิงค์จากกำแพงเพชรขึ้นมาไว้ที่เชียงราย

สมัยพระญากือนาได้แต่งตั้งให้ท้าวมหาพรหมปกครองถึงสองเมือง ได้แก่ เมืองเชียงรายและเมืองฝาง ดังนั้น ความน่าจะเป็นไปได้ ควรต้องเริ่มต้นในสมัยของพ่อท้าวมหาพรหมท่านนี้เป็นต้นไปกระมัง จึงจะใกล้เคียงกับความจริง?

แต่ให้บังเอิญว่า พระสกุลช่างเมืองฝางนั้น มิได้มีรูปแบบพุทธศิลปะตามอย่างสุนทรียศาสตร์แบบสุโขทัยแท้ๆ เช่น ไม่ได้ทำปางลีลา (ผิดกับพระพุทธรูปปูนปั้นลีลาที่ฐานเจดีย์วัดป่าสักเชียงแสน ซึ่งที่นั่นชัดเจนว่าสร้างเสริมเพิ่มเติมขึ้นมาในสมัยพระญากือนา)

สุนทรียะแห่งพระสกุลช่างเมืองฝาง กลับไปละม้ายคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปสกุลช่างล้านช้างบ้าง เชียงตุงบ้าง พระสกุลช่างล้านนาตะวันออก แพร่-น่านบ้าง

นอกจากนี้แล้ว เมื่อพินิจให้ลึกซึ้งยังพบว่าส่วนนูนที่เชื่อมรอยปีกพระนาสิกให้เป็นเส้นลึกเด่นชัดไปถึงใต้พระเนตรนั้น ยังละม้ายกับพระพักตร์ของกลุ่มพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา หรือสกุลช่างเวียงจุนอีกด้วย

รูปแบบศิลปะสกุลช่างต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ถือกำเนิดขึ้นในยุคที่ไม่อาจเก่าเกินไปกว่าสมัยของพระเจ้าติโลกราชไปได้

ดังนั้น ตัวชี้ขาดด้านการกำหนดอายุพระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝาง จึงย่อมอยู่ที่สมัยพระเจ้าติโลกราช คือราวต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ลงมาแล้วเท่านั้น

 

สอดรับกับจารึกที่ฐานพระพุทธรูป

เมื่อตรวจสอบกับจารึกที่ฐานพระพุทธรูปหลายองค์ที่พบในพระสกุลฝาง ทั้งตัวอักษรฝักขาม (ลายสือไท) และบางองค์จารด้วยตัวอักษรธัมม์ล้านนา (ตั๋วเมือง) มีการระบุศักราชอยู่หลายชิ้น

องค์ที่มีอายุเก่าสุดสร้างในปี พ.ศ.2022 ตรงกับสมัยพระเจ้าติโลกราช นั่นคือองค์ที่วัดปัณณาราม ตำบลสันทราย อำเภอฝาง ถัดมาคือองค์ที่วัดศรีบุญเรือง (แม่ฮ่างหลวง) ระบุศักราช 2024

จากนั้นพบจารึกที่ฐานพระพุทธรูปที่มีอายุไล่เรียงกันมาถึงสมัยพระญายอดเชียงราย พระเมืองแก้ว พระเมืองเกษเกล้า จนถึงสมัยพระเมกุฏิ และยุคที่ล้านนาถูกปกครองโดยพม่า นั่นคือ พ.ศ.2100 เป็นต้นไปแล้ว

สะท้อนให้เห็นว่า ตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราชเป็นต้นมา มีการสร้างวัดวาอารามพร้อมด้วยพระพุทธรูปจำนวนมากในเมืองฝาง ทั้งๆ ที่ยุคพระเจ้าติโลกราชนั้น สถานะของเมืองฝาง หาใช่เมืองลูกหลวงที่มีความสำคัญทัดเทียมกับสมัยล้านนาตอนต้นอีกต่อไปไม่

กล่าวคือ สมัยล้านนาตอนต้นนั้น เมืองฝางมีความเมืองสำคัญเทียบเคียงในระนาบเดียวกันกับเมืองเชียงแสน-เชียงรายเลยทีเดียว ผู้ปกครองเมืองฝางต้องเป็นโอรสหรือไม่ก็อนุชาของกษัตริย์เชียงใหม่-เชียงแสนเท่านั้น

ทว่าในสมัยพระเจ้าติโลกราช สถานะของเมืองฝาง ถูกวางไว้เป็นแค่ “ประตูสู่เมืองเนรเทศ” ปลายสุดของดินแดนล้านนาฟากตะวันตก เลยจากนี้ไปก็คือพรมแดนรัฐฉาน

น่าแปลกที่เรากลับพบพระพุทธรูปที่สร้างจำนวนมหาศาลในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระเมืองแก้ว ปี 2060 พระองค์ได้แต่งตั้งให้เจ้าเมืองนายมาปกครองเมืองฝาง ดำรงตำแหน่งเป็น “แสนฝาง” ทั้งยังให้ไพร่พลชาวเงี้ยว (ไทใหญ่) จากเมืองกาย (เอกสารใช้คำว่า เมืองกายเงี้ยว) รวม 1,200 คน มาอาศัยอยู่ในเมืองฝางอีกด้วย

ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เป็นไปได้หรือไม่ว่า เมื่อประชากรชาวเงี้ยวจำนวนมากได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองฝางอย่างเป็นล่ำเป็นสัน พวกเขาได้นำเอารสนิยมพื้นถิ่นแบบไทใหญ่ไทลื้อในรัฐฉานเข้ามาผสมคลุกเคล้ากับศิลปะล้านนา ที่มีรากฐานอิทธิพลสุโขทัยผ่านขึ้นมาปนกับเชียงใหม่แล้ว ผสมกับกลิ่นอายของสกุลช่างพะเยาบ้าง ล้านนาตะวันออก (กลุ่มแพร่น่าน) บ้าง หลอมรวมกัน จนเกิดเป็นรูปแบบพิเศษ

นั่นคือความงามเฉพาะของพระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝาง •

 

…………………………………………………………………………….

อ่านเพิ่มเติม :

อัตลักษณ์ของ ‘พระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝาง’ 

อัตลักษณ์ของ ‘พระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝาง’ / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

‘พระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝาง’ จากการศึกษาของปราชญ์ล้านนารูปสำคัญ ‘พระครูอดุลสีลกิตติ์’

‘พระพุทธรูปสกุลช่างเมืองฝาง’ จากการศึกษาของปราชญ์ล้านนารูปสำคัญ ‘พระครูอดุลสีลกิตติ์’ / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

ย้อนรอย ‘คาร์ล บ็อค’ ลอบย้าย ‘พระพุทธรูปเมืองฝาง’ ไปยุโรป

ย้อนรอย ‘คาร์ล บ็อค’ ลอบย้าย ‘พระพุทธรูปเมืองฝาง’ ไปยุโรป / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...