โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาอยู่ในร่างหญิงปัญญาอ่อนซ้ำยังต้องแต่งงานกับบุรุษใบ้ (มีอีบุ๊ก)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 12.40 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 12.40 น. • กัญจารีย์
มาอยู่ในร่างหญิงปัญญาอ่อน ถูกตราหน้าว่าเป็นลูกโจรที่เคยเข่นฆ่าผู้คนไปทั่ว ซ้ำร้ายเขายังต้องการล้างแค้นแทนพ่อโดยใช้หัวใจเป็นเดิมพัน

ข้อมูลเบื้องต้น

ไรต์มีนิยายพื้นบ้านมาฝากอีกแล้วค่า เน้นการใช้ชีวิตประจำวัน เนื้อเรื่องไม่หวือหวาส่วนใหญ่เกิดจากจินตนาการของไรต์มากกว่าเหตุการณ์ในยุคนั้น ใครชอบแนวนี้ไรต์ฝากกดหัวใจกดติดตามกันด้วยนะคะ

หญิงสาวที่ตื่นมาตอนเช้าเพื่อเตรียมตัวไปรับพระราชทานปริญญาบัตร แต่กลับต้องย้อนไปอยู่ในยุค 60 ในร่างหญิงปัญญาอ่อนที่มีความทรงจำอันน้อยนิด มีพ่อเป็นอดีตโจรที่ขาพิการ ครอบครัวยากจน กับค่าแรงวันละเจ็ดบาท แล้วเช่นนี้เธอจะทำให้ครอบครัวกินอยู่อิ่มท้องได้อย่างไร

พระเอกนางเอกเรื่องนี้มีการแก้แค้นเอาคืนไม่ได้เป็นคนดีบริสุทธิ์นะคะ ทุกคนโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

อีบุ๊กพร้อมโหลดทั้งในเมพและเด็กดีแล้วนะคะ

จำนวนคำ 82,XXX คำ มีทั้งหมด 65 ตอนย่อย ในอีบุ๊กมี 31 ตอน รวมตอนพิเศษอีก 1 ตอนค่ะ

จากราคา 229 บาท ลดเหลือเพียง 139 บาทเท่านั้นค่ะ โปรโมชันถึงวันที่ 2 พฤษภามคม 2567 นี้นะคะ รีบไปโหลดกันนะคะ

ส่วนใครที่สะดวกอ่านรายตอนมากกว่า ไรต์จะลงให้อ่านวันละ 2 ตอน ตอนละ 4 เหรียญ ปลดล็อกให้อ่านฟรี 2 วันต่อ 1 ตอน โดยจะเริ่มลงให้อ่านตอนล่วงหน้าในวันที่ 20 เมษายนนี้เป็นต้นไปค่ะ อดใจรอก่อนน้า

ลิงก์อีบุ๊กจิ้มตรงนี้เลยค่ะ

……………………………….

คำแก้วเดินออกมาถึงทางห้าแยกที่จะเลี้ยวเข้าหมู่บ้านสี่แจและหมู่บ้านอื่น ๆ ก็เจอกับชายฉกรรจ์สามคนยืนขวางอยู่ตรงหน้า คำแก้วเดินต่ออย่างไม่รู้สึกเกรงกลัว

“เฮ้ย! มีคนเดินมาทางนี้ว่ะ”

“ลูกพี่มันแบกหมูป่าตัวเบ้อเร่อมาด้วย”

“เอาของมีค่าทั้งหมดมาจากมันให้ได้”

“แต่มันเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เองนะลูกพี่”

“พ่อมึงสอนให้โจรอย่างพวกมึงใจดีกับพวกผู้หญิงเหรอวะ” คนที่เป็นหัวหน้าแก๊งตวาดเสียงดังจนคำแก้วต้องเงยหน้ามอง ดวงตากลมไหวสั่นเล็กน้อย เข้ามาสิจะใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าช็อตให้ ปืนก็มี มีดก็มี กลัวอะไรล่ะ หักแขนหักขาคนก็ได้ด้วย

“มะ ไม่ได้บอกครับ” คนที่เป็นลูกน้องตอบเสียงสั่น แล้วพวกมันก็ก้าวเท้าไปขวางหน้าคำแก้วไว้

“เอาของมีค่าจากตัวมึงมาให้หมด รวมถึงหมูป่าด้วย” ลูกน้องหนึ่งในสองคนพูดขึ้น แปลกใจที่ในกระบุงมีผลไม้หลายอย่างที่พวกเขาไม่เคยกิน

“ไม่มี” คำแก้วตอบเสียงห้วน มองชายทั้งสามด้วยแววตาไม่สะทกสะท้าน เธออยากเห็นโจรตัวเป็น ๆ วันนี้เธอก็ได้เห็นแล้ว พวกมันใช้ผ้าขาวม้าคลุมหน้าไว้ ยุคสมัยนี้ตำรวจคงทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้จริง ๆ

“ปากดีซะด้วย กูชอบว่ะ จะมีผู้หญิงสักกี่คนวะที่ไม่กลัวโจรอย่างพวกกู ฮ่า ๆ ๆ” เรืองว่าพลางหัวเราะเสียงลั่น ในมือถือปืนเคาะฝ่ามืออีกข้างเล่นไปพลาง ๆ แล้วสั่งลูกน้องเสียงเหี้ยม “จับตัวมันไว้”

ลูกน้องทั้งสองกรูเข้าไปจับตัวคำแก้วไว้ คำแก้วปล่อยหมูและกระบุงลงบนพื้นดิน

เรืองก้าวเท้ายาวเข้ามาใกล้ ดึงผ้าขาวม้าออกจากหน้าเธอ สายตาคมกริบมองใบหน้าเรียวเล็กของอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจเป็นที่สุด

“นี่มันลูกสาวคนโตของไอ้เสือเข้มนี่หว่า มึงกล้าออกมาป่าคนเดียวได้ยังไงวะ” เขาใช้ปลายกระบอกปืนเชยคางของคำแก้วขึ้น แล้วพิศมองใบหน้าเธอนิ่ง

คำแก้วจ้องตามันกลับอย่างไม่ลดละ โจรพวกนี้อาจจะเป็นพวกเดียวกันกับที่ทำร้ายพ่อของเธอก็เป็นได้ ถึงได้รู้จักเสือเข้ม

ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนหลบอยู่ในพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลมากนักถึงกับเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินว่าสาวน้อยคนที่เขาเดินตามออกมาจากป่าเป็นลูกของไอ้เสือเข้ม แต่เขาได้ยินมาว่าลูกสาวคนโตของเสือเข้มเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางปัญญาไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเข้าป่าไปล่าสัตว์คนเดียวได้อย่างไม่รู้สึกเกรงกลัวสัตว์ป่า หรือแม้แต่โจรพวกนี้ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย ตัดสินใจไม่ผิดจริง ๆ ที่เดินตามเธอมา คราแรกเขาแค่อยากรู้ว่าเธอเป็นคนของหมู่บ้านไหนกันแน่ เพราะเขาไม่เคยเห็นหน้า และกลัวว่าเธอจะเป็นอันตรายจึงเดินตามมาอย่างเงียบ ๆ ไม่คิดว่าจะเป็นลูกสาวคนที่เขาตามหามานาน

ตอนที่ 1 เตรียมพร้อม

หมู่บ้านสี่แจเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเขตภาคอีสาน ทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำ ทิศใต้ติดกับภูเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้าง

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง สองแม่ลูกเพิ่งกลับจากรับจ้างดำนา เดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของตนที่อยู่ท้ายหมู่บ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่ทั้งสองจะได้ไปรับจ้างดำนาเพราะในหมู่บ้านนี้มีเพียงนาของเสงี่ยมเท่านั้นที่จ้างคนงาน เขาเป็นเศรษฐีที่มีนาเกือบสองร้อยไร่ นอกนั้นถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็ทำคนละไร่สองไร่เท่านั้น เพราะการทำนานั้นลำบากนักต้องใช้จอบขุด เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่มีต้นไม้มากและเป็นป่ารก ใช้ควายไถไม่ได้ แต่นาของเสงี่ยมนั้นจ้างคนถางป่าและตัดไม้ออกจึงสามารถใช้ควายไถได้ เขาจึงมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้

ทั้งสองกำลังจะเดินผ่านหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน

“คำพอง” ผู้เป็นแม่ที่รีบสาวเท้าตามลูกหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงผู้ใหญ่บ้านเรียกเสียงกระซิบกระซาบ

คำพองหันไปถามผู้ใหญ่หลอดเสียงเบา “มีอะไรหรือคะพ่อผู้ใหญ่” น้ำเสียงแบบนี้เธอรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจนัก คำพาผู้เป็นลูกชายวัยสิบห้าปีก็หยุดฟังเช่นกัน

“วันนี้กินเข้าแต่หัววันแล้วรีบดับไฟนะ แล้วพากันอยู่อย่างเงียบ ๆ” พ่อใหญ่หลอดบอกเธอเหมือนเช่นทุกครั้งที่จะมีเหตุเกิดขึ้น

“อีกแล้วหรือคะ”

“อืม รีบกลับบ้านเถอะ ฉันจะรีบไปบอกคนอื่น”

“ค่ะ” คำพองได้ยินผู้ใหญ่บ้านพูดดังนั้นก็รีบจูงมือลูกชายจากไปโดยเร็ว เธอเป็นห่วงสามีกับลูกอีกสองคน นี่เป็นสัญญาณเตือนจากผู้ใหญ่บ้านว่าวันนี้โจรกำลังจะเข้ามาปล้นในหมู่บ้าน ถ้าทุกคนไม่ออกไปอยู่ทุ่งนาก็ต้องรีบกินข้าวกินปลาแล้วรีบดับไฟตะเกียงและอยู่กันอย่างเงียบกริบห้ามส่งเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น

มาถึงบ้าน ผู้เป็นสามีที่ขาขาดข้างหนึ่งกำลังนึ่งข้าวไว้รอ เขานั่งอยู่บนตั่งที่ทำจากไม้ ขาข้างที่ถูกตัดมาถึงครึ่งแข้งพาดไว้บนตั่งไม้ ขาอีกข้างชันเข่าขึ้น เขาใช้ไม้ค้ำในการเคลื่อนกายไปยังที่ต่าง ๆ ที่ไม่ไกลมากนัก พอไม่เห็นลูกสาวคนเล็กคำพองก็ถามสามีด้วยความร้อนใจ

“พี่เข้ม คำแพงไปไหนคะ”

“พี่ใช้ไปเก็บหัวปลีมาต้มซุบ เอ็งถามทำไมเหรอ” ตั้งแต่เขาพิการฐานะทางครอบครัวก็ลำบากลงเรื่อย ๆ จนตอนนี้หาข้าวสารจะนำมาต้มก็แทบจะไม่มี ทั้งบ้านเหลือข้าวสารไม่ถึงครึ่งกระบุง เขายังไม่รู้เลยว่าจะไปหาข้าวมาจากไหน เพราะทำงานทุกอย่างต้องอาศัยการเดินแต่เขาเองเดินไกลไม่ได้ ล่าสัตว์หรือหาของป่าก็ทำได้แค่คิด เพราะถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วเกือบปีตั้งแต่โดนหมอตัดขา แต่แผลก็ยังอักเสบอยู่เรื่อย ๆ โดนไม้เกี่ยวแผลเข้าหน่อยก็เลือดไหลออกมาไม่หยุด หรือไม่แผลก็อักเสบบ่อยครั้ง เขาจึงต้องทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้าน ปลูกพืชผักสวนครัวอยู่กับลูกสาวคนเล็ก ปกติคำแพงก็ไปรับจ้างช่วยแม่กับพี่ชาย แต่เพราะพี่สาวป่วยหนักมาหลายวันเธอจึงจำเป็นต้องอยู่บ้านช่วยพ่อดูแลพี่สาว

“โจรจะเข้าบ้านวันนี้ค่ะ ผู้ใหญ่บ้านบอกมา”

นัยน์ตาคมเข้มดำมืดลงอีกเมื่อได้ยินคำว่าโจร หลายเดือนแล้วที่โจรไม่ได้เข้ามาปล้นในหมู่บ้านแห่งนี้ ยังไม่ทันที่เข้มจะกล่าวอะไรลูกสาวคนเล็กวัยสิบสามปีก็เดินขึ้นมาบนเรือนพอดี

“หัวปลีได้แล้วค่ะพ่อ” เข้มรับหัวปลีกล้วยนวลที่ลูกสาวยื่นมาให้

“พ่อจะทำอะไรกินหรือคะ” คำแพงแอบสงสัย หมูไม่มี ปลาไม่มี หนูไม่มี กบเขียดก็ไม่มี แล้วพ่อเอาหัวปลีมาทำอะไรกิน

“ต้มซุบใส่ปลาร้า” วันนี้ไม่มีอะไรให้ทำกินแล้ว ยังดีที่ยังมีปลีกล้วยนวลที่เขาปลูกไว้หลายกอ รอว่าวันนี้ภรรยากับลูกชายไปรับจ้างได้เงินมาคงพอซื้ออาหารมาทำกินได้ คำว่าหาเช้ากินค่ำไม่เกินจริง

“แล้วพี่คำแก้วอาการดีขึ้นไหมครับพ่อ” คำพาเอ่ยถามถึงอาการป่วยของพี่สาว

“ยังเลย นอนไม่ได้สติเหมือนเดิม พ่อให้คำแพงเช็ดตัวให้ทั้งวัน” คำแก้วมีไข้สูงตลอด เขากลัวจริง ๆ กลัวว่าลูกสาวจะเป็นอะไรไปอีกคน เพราะในหมู่บ้านมีคนป่วยตายไปหลายคนแล้ว

“งั้นฉันพาลูกไปอาบน้ำก่อนนะ แล้วจะรีบมาช่วยพี่” น้ำที่ตักมาใส่โอ่งไว้ เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เพราะอย่างไรบ้านของเธอก็อยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน และยังติดกับลำธารและใกล้ภูเขาอีก จึงไม่ลำบากหากต้องไปหาบน้ำมาดื่มมาใช้

“ไปเถอะ ไม่ต้องห่วง พี่จะทำอาหารรอ”

สิ้นคำของสามีเธอกับลูกอีกสองคนก็รีบไปอาบน้ำทันที อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดวงตะวันก็จะลาลับขอบฟ้าแล้ว

คำพองเดินเบาเข้าไปดูลูกสาวคนโตที่นอนหลับใหลหายใจรวยรินมาหลายวัน หลังมือแตะที่หน้าผากและใบหน้าแดงระเรื่อเพราะพิษไข้ของลูกเบา ๆ ริมฝีปากของเธอแห้งผาก

“ลูกแม่ไข้ไม่ลดเลย” น้ำใสในตาเริ่มเอ่อคลอ รู้สึกสงสารลูกจนเจ็บไปถึงหัวใจ เธอไม่รู้ต้องรักษลูกด้วยวิธีไหนลูกถึงจะหาย เธอเป็นไข้สูงมาเกือบสองสัปดาห์ กินยาฝนที่หมอยาสมุนไพรเรียกว่ายาเย็นแต่ไข้ของลูกสาวก็ไม่ลดลงบ้างเลย จนสองสามวันมานี้ เธอนอนนิ่งไม่ตื่นขึ้นมากินข้าวกินยาเลย “แม่จะทำอย่างไรดี หรือแม่ต้องยอมเสียเอ็งไป” น้ำตาหยดแรกหยดลงบนพื้นข้างกายลูก คำแก้วเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางปัญญาตั้งแต่กำเนิด ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ยังต้องมาป่วยหนักแบบนี้อีก

ริมฝีปากของผู้เป็นแม่ประทับลงจุมพิตหน้าผากอันร้อนผ่าวของลูกสาวแผ่วเบา

“คำพอง”

“ฮึ!” เธอขานรับสามีเสียงขึ้นจมูก

“ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ” เข้มเองก็สงสารลูกเหลือเกิน เงินก็ไม่มี โรงหมอก็อยู่ไกลเกือบห้าสิบกิโลเมตร หากจะต้องไปรักษาก็ต้องเดินเท้าไป เขาเองก็เดินไกลขนาดนั้นไม่ได้

“ค่ะ” เธอคลานถอยหลังออกไปอีกห้องหนึ่งของบ้านเพื่อทานข้าวร่วมกัน

ทั้งสี่คนรับประทานอาหารเย็นพร้อมกันกับซุบดอกกล้วยนวลแกล้มกับยอดกระถินที่มีอยู่ข้างรั้วบ้านอย่างเอร็ดอร่อย

ตอนที่ 2 โจรปล้น

พวกเขายังรับประทานอาหารไม่เสร็จก็มีเสียงดังขึ้นมาจากหน้าบ้าน พวกเขาปิดประตูห้องครัวกินข้าว

“มีใครอยู่ในนั้นบ้าง ออกมาข้างนอกเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นกูจะพังประตูเข้าไป” ทุกคนกำลังเคี้ยวข้าวอ้าปากค้างทันควัน ต่างมองตากันปริบ ๆ เข้มจำได้ในทันทีว่าเสียงนั้นเป็นเสียงใคร มือใหญ่เอื้อมไปปัดตะเกียงให้ดับจนภายในบ้านมืดสนิท

แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงพังประตูเข้ามา

ปัง!

โครม!

ประตูบ้านที่เป็นไม่ไผ่สานขัดถูกเท้าถีบพังเข้ามาจนมันทะลุ ทุกคนที่นั่งกินข้าวอยู่ต่างผงะเมื่อมีแสงไฟจากกระบองส่องหน้า แล้วถอยหลังไปนั่งกอดกันอยู่ติดผนังห้อง

“ไอ้เรือง!” เข้มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น

“ใช่ กูเอง โลกมันกลมจังเลยว่ะ” เรืองไม่คิดว่าจะได้เจอเพื่อนร่วมอาชีพเก่าที่นี่ พูดจบเขาก็หันไปคุยกับชายอีกคนที่เดินขึ้นบันไดมา “ลูกพี่มาดูสิว่าฉันเจอใคร”

“ใครวะ!” ร่างสูงใหญ่ก้าวท้าวยาวเข้ามาในบ้านหลังเล็กอย่างองอาจ ดวงตาคมปลาบกระตุกเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าชายตรงหน้าชัดเจนขึ้น มุมปากยกยิ้มขึ้นก่อนพูดขึ้นว่า “ไอ้เข้ม! มึงยังไม่ตาย”

“พี่สำรวย” เข้มพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน ตั้งแต่เขาพาลูกกับภรรยาหนีมาอยู่ในหมู่บ้านนี้ก็ปีกว่าแล้วที่เขาไม่เจอหน้าสำรวยเลย เขาคิดว่าจะหนีไอ้หัวหน้าโจรคนนี้ได้สำเร็จ แต่แล้วมันกลับไม่ใช่

“มึงยังจำกูได้รึ”

“จะ จำได้สิ” เข้มกล่าวเสียงสั่นเมื่อเห็นอดีตหัวหน้าผู้โหดร้าย

“งั้นก็ดีแล้ว รีบส่งเงินมาให้ลูกพี่กูถ้ามึงไม่อยากตาย” เรืองกดเสียงต่ำแววตาลุกวาว

“ฉะ ฉันไม่มีหรอก” สภาพเช่นนี้จะให้เขาหาเงินมาจากไหน

“อย่ามาถ่วงเวลาให้มากความ” เรืองพูดพร้อมกับเอื้อมมือหนาไปบีบคางคำพองแน่น

“โอ๊ยเจ็บ!” คำพองพูดไม่ชัดนัก ตอนนี้ทุกคนกลัวจนตัวสั่นเทาไปหมด

“อย่าทำเมียฉัน” เข้มเอ่ยห้าม แต่เรืองกลับบีบแรงขึ้น คำพองเจ็บจนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

สำรวยยกเท้าข้างขวาเหยียบขาข้างที่พิการแล้วบดขยี้ลงกับพื้น มือข้างหนึ่งยกปืนขึ้นมาเชยปลายคางของเข้มให้เชิดขึ้น เขากัดฟันแล้วกล่าวเสียงเหี้ยม “ถ้ามึงหลอกกูครั้งนี้กูไม่ไว้ชีวิตมึงเหมือนครั้งที่ผ่านมาแน่” สำรวยเป็นคนพูดจริงทำจริงเสมอ เรื่องเลว ๆ เขาถนัดอยู่แล้ว

เข้มทำได้เพียงนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

ขณะนั้นคำพาหยิบบางอย่างใส่ในปากไว้ โดยไม่ให้ใครเห็น

คำพองมองดูสามีด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เมื่อหมดทางสู้เธอจึงควักเงินที่ไปรับจ้างมาวันนี้ให้พวกมัน “ฉันมีแค่นี้” วันนี้เธอกับลูกไปรับจ้างได้เงินมาสิบสองบาท

สำรวยแค่นยิ้มแล้วพูดออกมาด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้น “แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง ครั้งหน้าถ้ากูมาที่บ้านมึงอีก กูต้องได้เงินกลับไป” เท้าที่เหยียบแผลอยู่กดน้ำหนักลงอีกครั้ง

“โอ๊ย!” เข้มทนความเจ็บปวดไม่ไหวจึงร้องออกมาเสียงดัง

เรืองกับสำรวยหันหลังเดินลงบันไดไปโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร พวกมันสะใจที่ได้ทำให้ไอ้คนอกตัญญูคนนี้เจ็บปวด

“ไปบ้านอื่นต่อ” เสียงสำรวยสั่งลูกน้องที่รออยู่ด้านล่าง ไม่ถึงสิบนาทีทุกอย่างก็เงียบกริบ

คำพองถลาเข้าไปหาสามี “พี่เข้มเป็นยังไงบ้าง”

คำแพงก็เข้าไปกอดแขนพ่อเช่นกัน ตัวเธอยังสั่นไม่หาย ทุกครั้งที่โจรเข้าบ้านพวกเขายังไม่เคยเจอตัวพวกมันเป็น ๆ สักหน ครั้งนี้คงถึงคราวซวย พวกมันถึงได้เลือกเข้าบ้านหลังนี้

“พี่ไม่เป็นอะไร” เข้มกัดฟันพูดออกมาทั้งที่เลือดเริ่มไหลออกมาจากแผล มือใหญ่เอื้อมไปลูบผมลูกสาวเพื่อปลอบประโลม

“ฉันขอโทษที่รักษาเงินไว้ไม่ได้” คำพองบอกสามีทั้งน้ำตา เธอทนเห็นสามีต้องเจ็บปวดมากกว่านี้ไม่ได้

คำพาจุดไม้ขีดไฟใส่ตะเกียงให้สว่างขึ้นอีกครั้ง

“ไม่เป็นไร ขอแค่ทุกคนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” เข้มกล่าว เขาก็ไม่คิดว่าจะเจอเรืองกับสำรวยอีกเหมือนกัน หมู่บ้านนี้ก็เป็นหมู่บ้านที่หกแล้วที่เขาพาลูกกับภรรยาย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีพวกมันไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายก็เจอพวกมันจนได้

คำพาคายบางอย่างออกมาจากปากแล้วบอกทุกคน “ฉันยังมีเงินอยู่อีกหนึ่งสลึง น่าจะพอซื้อไข่ได้”

สายตาทุกคนมองเหรียญสลึงนั้นเป็นตาเดียว

“คำพาฉลาดมากลูก” เข้มกล่าวทั้งที่ยังมีความหนักใจอยู่มาก

ถึงเงินหนึ่งสลึงจะซื้อไข่ได้ไม่กี่ฟอง แต่เข้มก็ยังชื่นชมในไหวพริบของลูก

ตอนที่ 3 ร่างใหม่

เช้าวันใหม่ที่แสนเร่งรีบวิไลลักษณ์ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสามเพื่อมาอาบน้ำเตรียมตัวไปงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน วันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดของเธอ พ่อกับแม่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อวาน เธอเรียนจบคณะเกษตรศาสตร์ ความฝันหลังเรียนจบเธออยากเปิดร้านขายพันธุ์ไม้อยู่ทางภาคอีสานสักแห่ง และเธอก็ได้เริ่มทำมันแล้ว เพราะสี่ปีที่เรียนอยู่ที่นี่เธอซึมซับเอาความเป็นอีสานเข้าไปทั้งภาษาและวัฒนธรรม เพื่อนส่วนใหญ่ก็เป็นคนภาคอีสานทั้งนั้น พ่อกับแม่เองยังนึกเป็นห่วงที่ลูกสาวไม่ยอมกลับไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะหลังเรียนจบช่วงรอรับปริญญาเธอก็ยังขายต้นไม้อยู่ที่ภาคอีสาน

วิไลลักษณ์ยืนรีดเสื้อผ้าอยู่ภายในห้องนอนที่คอนโดฯ เพียงลำพัง จู่ ๆ ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเพราะความดีใจกับความสำเร็จของตัวเองก็หุบยิ้มลงทันควัน เธอหลับตาแน่นมือบางยกขึ้นกุมศีรษะตัวเอง ทำไมถึงได้รู้สึกมึนศีรษะแบบนี้ มือที่จับเตารีดรีบหรี่ไฟลงจนสุด ร่างที่ยืนอยู่อย่างมั่นคงในคราแรกกำลังโอนเอียง เธอลืมตาไม่ได้เลยเพราะตอนนี้ห้องมันกำลังพาเธอหมุน และยังดูมืดดำไปหมด ไม่ถึงสองนาทีร่างอรชรก็ล้มลงไปนอนกับพื้น ลมหายใจเริ่มแผ่วลงเรื่อย ๆ แล้วก็แน่นิ่งไปในที่สุด

ร่างโรยแรงที่นอนนิ่งอยู่ภายในห้องมาหลายวันค่อย ๆ ขยับกายทีละส่วน เปลือกตาอันหนักอึ้งถูกเปิดขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตากลมโตแต่นัยน์ตาแดงก่ำกลอกมองไปรอบทิศ บ้านทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ด้านข้างมีช่องคล้ายกับหน้าต่างเปิดไว้เพื่อให้ลมโกรกเข้ามา หลังคามุงด้วยหญ้าคา สายตาเหลือบมองต่ำลงมาที่พื้นที่เป็นไม้ไผ่เช่นกัน ทุกส่วนของบ้านดูยังไม่เก่ามากนัก บนพื้นมีเพียงเสื่อหนึ่งผืนที่เธอนอนอยู่เท่านั้นที่ค่อนข้างเก่าคร่ำคร่า แต่ทว่าภายในห้องนี้ก็เล็กกว่าคอนโดฯ ของเธอหลายเท่า

วิไลลักษณ์ค่อย ๆ ใช้สองมือยันกายลุกขึ้นด้วยความมึนงง เธอกำลังฝัน มือน้อยลูบแผ่นไม้ไผ่ที่ปูพื้นเบา ๆ เธอสัมผัสได้ถึงความแข็งได้อย่างสมจริง เธอต้องทำอะไรสักอย่างจะมานั่งฝันนอนฝันอยู่แบบนี้ไม่ได้ วันนี้เธอต้องรีบไปแต่งหน้าเพื่อไปรับปริญญาในช่วงบ่าย คิดได้ดังนั้นสองมือก็ตบเข้าที่หน้าตัวเองแรง ๆ ทั้งสองข้างจนหน้าหัน

เพียะ! เพียะ!

“โอ๊ย! ทำไมเจ็บจริงวะ” วิไลลักษณ์หลุดปากร้องออกมาเสียงดัง เธอก้มมองฝ่ามือของตัวเองสายตาไล่ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มือไม่ใช่ นิ้วไม่ไช่ ผิวพรรณและรูปร่างก็ไม่ใช่ ถึงมันจะไม่ได้ดูแย่มากแต่ร่างนี้ก็ผอมเกินไป เนื้อตัวมีแต่รอยแผลที่น่าจะเกิดจากมดหรือแมลงต่าง ๆ กัด เธอเบิกตากว้าง เนื้อตัวสั่นเทา ลำคอแห้งผาก เมื่อเห็นรอยสักรูปหัวเสืออยู่ที่ส่วนท้องของข้อมือข้างซ้ายของตน ร่างนี้ไม่ใช่ร่างของเธอแน่นอน

แอ๊ดดดดด!

สติยังไม่ทันกลับมาดีก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามาก่อน พร้อมกับร่างของเด็กผู้หญิงเดินเข้ามา วิไลลักษณ์เงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง

“พี่คำแก้ว! พี่คำแก้วฟื้นแล้ว” เด็กหญิงวัยแรกรุ่นเอ่ยขึ้นเป็นภาษาอีสาน ภาษาที่เธอค่อนข้างคุ้นเคยจนสามารถพูดได้คล่อง เพราะใช้กับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยทุกวัน ไม่ถึงนาทีก็มีคนอีกสามคนวิ่งเข้ามาในห้อง คำพองได้ยินเสียงคำแพงบอกว่าคำแก้วฟื้นแล้วก็รีบวิ่งออกจากครัวจนลืมไปว่าตัวเองกำลังป่วย เข้มกับคำพากำลังช่วยกันรดน้ำผักสวนครัวอยู่ก็รีบวิ่งขึ้นมาดูเช่นกัน

ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเรียวแต่อิดโรยของคำแก้ว

“คำแก้วลูกแม่ฟื้นแล้ว” คำพองนั่งลงข้างที่นอนลูก คนอื่น ๆ ก็นั่งตาม เธอสลบไปสี่วันเต็มไม่มีใครคิดว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาอีก หลวงตาโมกที่วัดป่าก็บอกให้ทำใจไว้แล้ว

คำแก้ว! ลูก! หมายความว่าอย่างไร? ดวงตากลมคู่นั้นฉายแววดูสับสน เธอสูดหายใจเข้าลึกและตั้งสติเพื่อลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เธอตื่นขึ้นมารีดผ้า แต่ด้วยความที่เมื่อคืนนอนดึกเพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจึงนอนไม่ค่อยหลับ เธอรู้สึกมึนศีรษะเพราะนอนน้อยและอาจจะเป็นเพราะเธอเป็นโรคความดันต่ำอยู่แล้วจึงทำให้เธอ…เป็นลมหมดสติและทุกอย่างก็มืดสนิทในเวลาต่อมา

รู้สึกตัวอีกทีก็มานอนอยู่ตรงนี้แล้ว

แล้วที่นี่คือที่ไหน ทุกคนที่มองเธอหน้าสลอนอยู่ตอนนี้เป็นใครกัน ดูจากการแต่งกายก็น่าจะไม่ใช่ยุคปัจจุบัน วิไลลักษณ์ยังทำหน้างง

“คำแก้วจำพ่อกับแม่ไม่ได้หรือลูก” ผู้ชายอายุราวสี่สิบต้นเอ่ยถาม เมื่อเห็นแววตาสับสนของลูก ขาของชายคนนั้นข้างหนึ่งพิการ มีผ้าฝ้ายสีขาวพันแผลเอาไว้

วิไลลักษณ์ไล่สายตามองหน้าทีละคน ความทรงจำร่างเดิมค่อย ๆ กระจ่างชัดขึ้น แต่ทำไมความทรงจำมันถึงได้มีน้อยนิดเพียงนี้ เธอรู้เพียงว่าร่างนี้ชื่อคำแก้วอีกเดือนเดียวอายุก็จะครบสิบแปดปีเต็ม ชายหญิงวัยกลางคนนี้คือแม่คำพองกับพ่อเข้ม เด็กผู้ชายคนที่นั่งถัดจากแม่คือน้องคำพา ส่วนผู้หญิงน้องเล็กสุดของบ้านก็คือคำแพง ในความทรงจำของหล่อนตอนนี้ทราบแค่นี้

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น วิไลลักษณ์พยายามกลืนน้ำลายที่แทบจะไม่มีลงคอสามสี่ครั้ง ถึงจะรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เธอก็ต้องควบคุมสติให้ดี ห้ามกระโตกกระตาก และต้องพิสูจน์ให้แน่ชัด วิไลลักษณ์ตัดสินใจเอ่ยถามออกไปว่า “ฉันเป็นอะไรไปคะ” เธอพูดภาษาเดียวกันกับทุกคน

คำพองยิ้มออกมาพร้อมกับหยดน้ำใสไหลรินออกมาจากตาด้วยความดีใจสุดซึ้ง “เอ็งเป็นไข้ไม่ได้สติมาสี่วันแล้ว ก่อนจะหมดสติก็ไข้สูงมาเกือบสองอาทิตย์ แม่คิดว่าเอ็งจะไม่ฟื้นกลับมาหาพวกเราเสียแล้ว” พูดพลางยกมือหยาบกร้านขึ้นปาดน้ำตาตัวเอง

“พี่คำแก้วลุกไปกินข้าวกันดีกว่าค่ะ พี่ไม่ได้กินข้าวตั้งหลายวัน” คำแพงกล่าว ผู้เป็นแม่เอื้อมมือไปลูบคลำใบหน้าลูกสาวอย่างทะนุถนอม เลื่อนมือมาตามแขนอันเรียวเล็กแผ่วเบา แท้จริงแล้วคำที่หลวงตาบอกว่าคำแก้วชะตาขาดมันก็เป็นแค่คำพูดแก้เคล็ดเท่านั้น

“ลุกไหวไหม มา เดี๋ยวแม่ช่วย” คำพองช่วยพยุงลูกสาวลุกขึ้น คนอื่นเดินไปข้างนอกแล้ว ส่วนพ่อของเธอก็ใช้ไม้ค้ำงอเข่าขาข้างพิการไว้แล้วเดินตามหลังคำพากับคำแพงออกไป ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี

“ฉันเดินเองได้ค่ะแม่” ถึงจะรับรู้ได้ว่าร่างนี้ผอมแห้งเพราะล้มป่วยมาหลายวัน แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอ่อนแรงอีกแล้ว อยู่ดี ๆ ไม่รู้ว่าพลังมาจากไหนถึงได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนคนไม่เคยป่วยมาก่อน

แปลกจริง แต่ก็ดีแล้ว เธอไม่ชอบตอนร่างกายป่วยเลยสักนิด

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวล้มหัวฟาดพื้นไปจะแย่” แม่พูดดังนั้นคำแก้วจึงตามใจ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...