ส่อคดีพลิก? 13 ชีวิตนอนข้างถนน เจ้าของที่ แฉวีรกรรม ทั้งข่มขู่ ไล่ตีหมา ด่ากราดไปทั่ว
ส่อคดีพลิก! 13 ชีวิตนอนข้างถนน เจ้าของที่ แฉวีรกรรม ทั้งข่มขู่ ไล่ตีหมา ด่ากราดไปทั่ว
จากกรณีดราม่า ปิดทางเข้าออก 13 ชีวิต ต้อมากางเต้นนอนริมถนน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ ริมถนนเข้าหมู่บ้านวังน้ำ – วังไทร หมู่4 ตำบลบ้านพร้าว อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ที่มีครอบครัวหนึ่ง 13 ชีวิต ออกมากางเต้นริมถนนปากทางเข้าบ้าน เนื่องจากถูกเจ้าของที่ดินติดป้าย พื้นที่ส่วนบุคคล ห้ามเข้า ห้ามทิ้งขยะ ฝ่าฝืนมีโทรปรับตามกฎหมาย บริเวณทางเดินเข้าบ้านนั้น
เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวได้ลงไปในที่เกิดเหตุพบเต้นสีเขียว ขนาด 2 คูณ 2 เมตร ภายในเต้นมีข้างของเครื่องใช้ น้ำดื่ม ถังน้ำสีน้ำเงินบรรจุน้ำใช้ โต๊ะสีแดง วางอุปกรณ์หม้อหุงข้าวเครื่องครัว และมีแคร่ 1 ตัวมีเครื่องนอนวางอยู่ แต่ไม่พบใครอยู่ในเต้น ตั้งอยู่ปากทางเข้าที่เป็นทางกว้างประมาณ 1-1.5 เมตร ที่คนสามารถเดินและรถจักรยานยนต์สามารถสัญจรผ่านไปมาได้
ห่างจากเต็นท์ ริมถนน ประมาณ 220 เมตร พบเพิงร้านค้า ขนาดใหญ่ ความยาวร้านที่ระนาบกับแนวถนนประมาณ 30 เมตร มีความลึกตั้งแต่ริมถนน ผ่านเสาไฟฟ้า ไปด้านหลังเสาไฟฟ้าประมาณ 8-10 เมตร ทราบว่าเป็นร้านค้าของ 13 ชีวิต ที่มีบ้านอยู่ด้านใน โดยร้านค้าดังกล่าว ถูกปลูกมานานประมาณ 30 ปี จากร้านเล็กๆ และขยับขยายจนใหญ่โตอย่างที่ปรากฏ จากคำบอกเล่าของเจ้าของที่ดิน ที่ครอบครับ 13 ชีวิต มาขออาศัยสร้างร้านค้าหน้าบ้านก่อนถือวิสาวะขยับขยายจนเจ้าของที่ได้รับความเดือดร้อน
ได้พบกับ นายสำราญ วงษ์สระแก้ว ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองหมู่ที่4 เจ้าของบ้าน และเจ้าของที่ดิน ที่ติดป้ายประกาศห้ามเข้า ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าว ว่า ร้านค้าของครอบครัว13 ชีวิตนั้น ได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของตนหน้ากว้างระยะทางยาวกกว่า 30 เมตร และลึกเข้ามาประมาณ 5-8 เมตร ทำให้ตนมีเนื้อที่วางที่ติดกับทางเดินติดริมรั้วประมาณ 20 เมตร
โดยก่อนที่พ่อตนเสียชีวิตได้ ได้ให้รถไถมาทำทางไว้ตรงกลางที่ดิน ที่มีพี่น้องอยู่ 5 คน เพื่อใช้เป็นทางเข้าของออกของพี่น้องให้กับพี่น้องลูกหลานในอนาคต และจะได้ไม่มีใครมาปิดทางเข้าออกได้ ซึ่งที่ตรงนี้ตรงกับร้านค้าของครอบครัว13 ชีวิตที่มาสร้างร้านปิดทาง ที่ผ่านมาในฐานะที่ตนเป็นเจ้าของที่ได้ขอร้องให้ครอบครัว13ชีวิต เปิดทางให้ก็ถูกปฏิเสธ ซึ่งใช้เวลานานกว่า 20 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนพ่อตนตาย และตอนมีชีวิตพ่อตนก็ทะเลาะกับครอบครัวนี้มาโดยตลอด
แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้ รวมถึงถนนเป็นที่ดินของครอบครัวตน แต่ย่าตนได้ยกที่ส่วนหนี่งที่เป็นถนนในปัจจุบันให้เป็นถนนสาธารณะ โดยตอนแรกที่ครอบครัวนี้ย้ายมา ได้มาขอทางครอบครัวตนว่าจะมาสร้างเพิงร้านค้าเล็กๆ(จุดที่มีศาลพระภูมิ) ก่อนจะขยับขยายใหญ่โตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าครอบครัว13 ชีวิตนี้ ใช้อำนาจอะไรมาสร้างร้านค้านี้ นายสำราญได้บอกว่า เขาใช้อำนาจนักเลง ในสมัยก่อนครอบครัวนี้ได้มาอาศัยอาบน้ำห้องน้ำบ้านของตน ปัจจุบันได้ขอบ้านเลขที่เก่าของพ่อแล้วเอามาสวมใช้กับเพลิงร้านค้าริมถนนเพื่อใช้ไฟ ส่วนน้ำใช้น้ำประปาหมู่บ้าน
จนกระทั่งเพิงร้านค้าของครอบครัวนี้ขยายใหญ่ขึ้น ก็ปิดขวางทางไหลของน้ำทำให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้านตนเวลาหน้าฝน ก่อนหน้านี้ก็มีขยะทิ้งเข้ามาที่ดินของตนเอง ซึ่งเป็นด้านหลังร้านค้า(ที่รุกล้ำมาที่ดิน) ตนก็ได้ร้องเรียนอบต.ให้ทางอบตมาเก็บ โดยเก็บได้เต็มเที่ยวรถ 6 ล้อ โดยตอนนี้เรื่องได้ถึงอบจ. โดยทางครอบครัว13ชีวิตได้มีการร้องไปถึงศาลปกครองให้คุ้มครองเค้าอยู่ แต่ตนไม่แน่ใจคุ้มครองนานกี่ปี
สำหรับความเป็นมาของครอบครัว 13 ชีวิต เดิมที่ครอบครัวนี้อยู่ห่างจากที่นี่ไป 300-400 เมตร ก่อนที่จะโดนไล่ที่จากเรื่องครอบครองที่ดินปรปักษ์ในรุ่นพ่อแม่เขานานกว่า 30-40 ปีที่ผ่านมา และแพ้คดีเจ้าของที่ดิน
จากนั้นได้ขอแม่ตนเองเปิดเพลิงเล็กๆ หน้าบ้านเมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน จนกระทั่งตอนนี้ขยับขยายยาวเปิดที่ดินของตนกว่า 30 เมตร จนเหลือที่ดินอยู่ไม่ถึง 20 เมตร โดยที่ดินผืนที่ที่มีถนนตัดถ่านเดิมเป็นที่ดินของครอบครัวตน จนกระทั่งจะมีการตัดถนนผ่านจึงยกที่ดินส่วนหนึ่งที่เป็นถนนให้เป็นทางสาธารณะ
ครอบครัวนี้ย้ายมาก็มาจับจองพื้นที่ปลูกเพลิงจนใหญ่โตในปัจจุบันซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ (ส่วนที่เลยเสาไฟไปบนถนน ส่วนหลังเสาไฟลงมาเป็นที่ดินของนายสำราญ) โดยการปลูกสร้าต่อเติมของครอบครัวนี้ไม่เคยมีการขออนุญาติใดใด โดยกระทำโดยพละการ ใช้อำนาจข่มขู่
จนกระทั่งเดินประเด็นขึ้นจากป้ายห้ามเข้าโดยครอบครัว 13 ชีวิต ได้มีเรื่องกับน้องสาวตนโดยสมาชิกในครอบครัว13ชีวิต ได้ตีหมาของน้องสาว ด่าน้องสาว ท้าทายให้ปิดทาง จากนั้นน้องสาวตนก็ได้จ้างช่าง ให้มาติดป้ายและปิดทางตามคำท้าทาย และได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบๆบ้าน โดยแจ้งว่าหากมีใครเข้ามาโดยไม่รับอนุญาติ ตนจะแจ้งความหมดทุกคนไม่ว่าใคร
จนกระทั้งเมื่อไม่กี่วันก่อนที่อนุญาตให้เขาเข้ามาเก็บเสื้อผ้าได้ เป็นเวลา 2 ชั่วโมง และทางครอบครัว 13 ชีวิตไปร้องศูนย์ดำรงธรรม ทางปลัดอำเภอ ได้โทรมาประสานกับตนให้ทางคู่กรณีเข้าไปเก็บเสื้อผ้าชุดนักเรียน ซึ่งทางตนก็อนุญาติให้ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเข้าไปได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางครอบครัว13ชีวิตได้เข้ามาเก็บไปแล้ว ซึ่งตนก็ไม่ได้ว่าอะไร
ทั้งนี้ตนก็อยากให้มีการปิดทางเข้าตั้งแต่วันแรกที่มี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อส. รวมทั้งตนเองจนกระทั้งรุ่งเช้าก็ยังให้ผ่านได้เพราะต้องการให้ทางครอบครัว 13ชีวิตออกไปดำเนินการตามขั้นตอนขอหมายศาลแต่ไม่เป็นเช่นนั้นทางครอบครัว 13 ชีวิตกลับไปแจ้งความ เพื่อต้องการให้น้องสาวตนเปิดทางเข้าออก ที่ผ่านมาทางครอบครัวตนก็ขอให้ทางครอบครับ 13 ชีวิตไปร้องศาลแต่ก็ไม่ไป แต่กลับไปร้องกับทางเพจสื่อเพจหนึ่งตามที่ปรากฏ จนทำให้ตนได้รับความเสียหาย
โดยถนนทั้งผืนนี้รวมทั้งทางเดินที่ปิดป้ายตนนี้เป็นที่ดินมีโฉนดเป็นที่ชื่อของตน เนื้อที่ 2 ไร่กว่า เนื่องจากเดิมเป็นของพ่อและได้เสียชีวิต ตนก็กลายเป็นผู้จัดการมรดก
ครั้งสมัยที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ได้อนุญาตให้ทางเดินริมกำแพงนี้มานานแล้วนานหลายสิบปี จนกระทั่งมีเหลือเพียงแค่2 ครั้งคือ 1 ครอบครัว 13 ชีวิตด้านใน ตรงกลาง ที่ชื่อของคนชื่อหลวย ก็คือพี่สาวตน ไม่ได้มาอาศัยอยู่ที่นี่แต่เป็นพื้นที่ส่วนมรดกเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน
ส่วนประเด็นที่มีคนบอกว่า หากเขาตายไป ลูกหลานจะทำอะไรกับที่ดินก็แล้วแต่ ก็คือพ่อของตนที่เสียชีวิต โดยพ่อได้บอกว่าหากตนตายไปทางเดินนี้ลูกหลานจะให้เค้าเดินต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ลูกหลานที่ยังอยู่ ที่ผ่านมาหลังพ่อตายไปด้วยความสงสารตนเด็กๆ ตนก็ให้เด็กๆ และครอบครัวนี้เดินผ่านมาตลอด
อีกทั้งในโฉนดที่ดินก็ไม่เคยมีระบุหรือสลักหลังกว่าจะใช้ทางเดินตรงนี้เป็นทางสาธารณะหรือยกให้กับใคร แต่เอาตามจริงตนจะปิดทางเข้าออกแต่แรกเลยก็ได้แต่ตนสงสารครอบครัวนี้เป็นว่าไม่มีทางเข้า เพราะตนรู้มาว่าครอบครัวนี้ 13 ชีวิต ก็ทะเลาะกับบ้านด้านหลัง เรื่องซื้อที่ดินเปิดทางเข้าออก แต่ไปบอกเค้าว่าไม่มีเงินซื้อแต่ต้องการจะเข้าออกฟรี ซึ่งเป็นที่ของคุณแอ๋วกับคุณทองสุข โดยทั้งสองแบ่งที่ให้ คนละ 1.5 เมตร แล้วทำทางเข้าหาบ้านของครอบครับ 13 ชีวิต แต่ครอบครัวนี้จะเอาที่แต่ไม่ออกเงิน
ในส่วนที่ครอบครัว13 ชีวิตอ้าง ว่า ในตอนนั้นที่จะซื้อที่ดินนั้นไม่มีเงินนั้น จริงแล้วแม่ของครอบครัวนี้มาตั้งเพิงร้านค้าหน้าบ้านตนมานานก่อนจะให้ซื้อที่ดินทางเจ้าบ้านเสียอีก ตอนนั้นครอบครัวนี้เปิดโต๊ะสนุ๊ก มีรถยนต์ ดังนั้นจะบอกว่าไม่มีเงินได้ยังไง กับเงินเพียง3,000 บาท(ใช้ซื้อที่ดินเข้าบ้าน)
ซี่งตนมองว่าเขามีแต่เขาไม่ให้ ซึ่งเป็นความเห็นแก่ตัวของเขา ซึ้งถ้าเค้าตกลงซื้อในตอนนั้นก็จะมีทางเข้าออกขนาดใหญ่รถยนต์ผ่านได้ ( 1.5 เมตร 2 ฝั่ง = 3 เมตร ) ซึ่งทางตรงนั้นสะดวกกว่าทางตรงนี้ที่มีประเด็นอยู่มาก ซึ่งเหตุการณ์รวมเงินซื้อทางผ่านมาประมาณ 10 ปีได้
พฤติกรรมนิสัยของครอบครัว 13 ชีวิต ไม่เอาใคร ใครพูดไรจะโวยวายด่า โดยเฉพาะคนในซอยบ้านนี้ ไม่เอามนุษย์ จะเอาแต่ตัวเองถูก คนอื่นเลวในสายตาเขาหมด แม้กระทั้งหมายังเลวในสายตาเขา
สำหรับหมาชื่อเฉาก๊วย เป็นหมาสีน้ำตาลอายุ มากกว่า 10 ปี มักชอบนอนหน้าห้องน้ำ ฟันหักกร่อนตามอายุ ชอบเดินทางเดินริมกำแพง วนรอบบ้าน ส่วนกะทิเป็นหมาเด็ก ตัวนิดเดียว ผู้สื่อข่าวเจอได้ลองเรียกก็ไม่ถูกเห่า หรือมีท่าทีไม่เป็นมิตร สามารถจับได้ แต่แรกๆก็มีอาการกลัวบ้างแต่พอได้ลูบหัวก็ไม่มีท่าทีดุหรือก้าวราวอะไรแสดงออกมา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่อคดีพลิก? 13 ชีวิตนอนข้างถนน เจ้าของที่ แฉวีรกรรม ทั้งข่มขู่ ไล่ตีหมา ด่ากราดไปทั่ว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th