โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค่าเงินบาทอ่อนค่า หลังตัวเลขส่งออกไทยเดือนล่าสุดต่ำกว่าคาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 มี.ค. 2567 เวลา 12.27 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2567 เวลา 11.49 น.

ค่าเงินบาทอ่อนค่า หลังตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนล่าสุดต่ำกว่าคาดการณ์

วันที่ 29 มีนาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 25-29 มีนาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (25/3) ที่ระดับ 36.37/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (22/3) ที่ระดับ 36.38/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังเคลื่อนไหวในเชิงแข็งค่า

โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวเหนือระดับ 104.00 ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการที่นักลงทุนคาดหมายว่าธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสเลื่อนการปรับลดดอกเบี้ยออกไปจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้น่าจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน

แม้ว่าในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า คณะกรรมการในการประชุมเฟดได้ส่งสัญญาณผ่านการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2567 โดยปรับลดครั้งละ 0.25% รวม 0.75% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในการประชุมเดือน ธ.ค. 2566

อย่างไรก็ตามจากแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาที่ยังอยู่เหนือระดับเป้าหมายของเฟด รวมถึงราคาน้ำมันที่ทยอยปรับตัวขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ดำเนินอยู่ในหลาย ๆ แห่งทั่วโลก

ซึ่งในวันพฤหัสบดี (28/3) นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในสมาชิกคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาเน้นย้ำว่า เฟดจำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงต่อไปอีกเป็นเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพื่อรักษาทิศทางของเงินเฟ้อให้ปรับตัวสู่ระดับ 2% อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้แรงหนุนจากการทยอยประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่ล้วนออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาทิ ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2566 ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.4% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และ 2 ที่ระดับ 3.3% และ 3.2% ตามลำดับ และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.2%

นอกจากนี้ ตัวเลขยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนกุมภาพันธ์ขยายตัวอยู่ที่ 1.4% เมื่อเทียบรายเดือน มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.2% และมากกว่าในเดือนมกราคมที่หดตัวอยู่ที่ 6.2% โดยจากปัจจัยเบื้องต้นทำให้ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 63.6% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งแรกในการประชุมเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ในคืนวันศุกร์ (29/3) ซึ่งเป็นข้อมูลเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อเทียบรายปี ลดลงจาก 2.5% ในเดือนมกราคมและคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อเทียบรายปี ทรงตัวจาก 2.8% ในเดือนมกราคม

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มไม่สู้ดี โดยในวันอังคาร (26/3) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือน ก.พ. 67 ว่า การส่งออก มีมูลค่า 23,384 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 3.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน จากตลาดคาดขยายตัว 3.9-4.3% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 23,938 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 3.2% ส่งผลให้ในเดือน ก.พ. ไทยขาดดุลการค้า 554 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้หากพิจารณาในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ไทยขาดดุลการค้า 3,311 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจากการประกาศตัวเลขดังกล่าว ทำให้มีนักวิเคราะห์หลายสำนักได้ปรับประมาณการยอดส่งออกของไทยลง

โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับประมาณการการส่งออกไทยในปี 2567 มาอยู่ที่ 3.1% จากที่เคยคาดการณ์ที่ระดับ 3.7% ซึ่งมีปัจจัยกดดันจากปัญหาการโจมตีของกบฏฮูตี และความแห้งแล้งของคลองปานามา ปัญหาการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ถูกนำมาใช้เพิ่มเติม

นอกจากนี้ SCB EIC มองว่ารูปแบบความต้องการในตลาดโลกที่เปลี่ยนไป เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศักยภาพการส่งออกไทยอยู่ในระดับเทียบกับศักยภาพของประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้นักลงทุนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบาย Digital Wallet ของรัฐบาล

โดยล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet (บอร์ดดิจิทัลวอลเลต) ยืนยันว่า ในวันที่ 10 เม.ย. จะได้ความชัดเจนทั้งหมด และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนเมษายนเช่นกัน พร้อมยืนยันว่า กรอบไทม์ไลน์เป็นไปตามที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง แถลงไว้

โดยจะมีการลงทะเบียนร้านค้าและประชาชนในไตรมาสที่ 3 และเงินจะถึงประชาชนในไตรมาสที่ 4 ทั้งนี้ นักลงทุนได้จับตาว่าแหล่งที่มาของเงินดังกล่าวจะมาจากที่ใด ซึ่งต้องรอคำแถลงจากคณะกรรมการในวันที่ 10 เมษายน ที่จะถึงอีกครั้ง

ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.25-36.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (20/3) ที่ระดับ 36.38/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (25/3) ที่ระดับ 1.0802/04 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (22/3) ที่ระดับ 1.0814/16 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรทยอยปรับตัวอ่อนค่าลง จากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาระหว่างสัปดาห์ ยังค่อนข้างแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยสำนักงานสถิติแห่งเยอรมนี (FSO) เปิดเผยในวันพฤหัสบดี (28/3) ว่า ยอดค้าปลีกของเยอรมนีปรับตัวลดลง 1.9% ในเดือน ก.พ. 2567 เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์ในโพลของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3%

นอกจากนี้ ค่าเงินยูโรยังถูกกดดันเพิ่มเติมหลังมีการคาดการณ์ว่า ทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน สอดคล้องกับที่ นางคริสติน ลาการ์ด ประธานกรรมการของธนาคารกลางยุโรป บอกเป็นนัยมาก่อนหน้านี้ โดยล่าสุด นายฟาบิโอ พาเนตตา (Fabio Panetta) สมาชิกคณะกรรมการของธนาคารกลางยุโรป ได้กล่าวยืนยันว่า ความเสี่ยงทางด้านเงินเฟ้อของภูมิภาคว่ากำลังปรับตัวลดลง ซึ่งจะเป็นเหตุผลสำคัญให้ทาง ECB สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ เนื่องด้วยเข้าใกล้เทศกาลอีสเตอร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยมีกรอบระหว่าง 1.0769-1.0865 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (29/3) ที่ระดับ 1.0782/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (25/3) ที่ระดับ 151.30/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (22/3) ที่ระดับ 151.60/62

ในสัปดาห์นี้ค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่าตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันพุธ (27/3) ค่าเงินเยนได้อ่อนค่าแตะระดับ 151.97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 34 ปี ภายหลังจากที่นายนาโอกิ ทามูระ หนึ่งในกรรมการของ BOJ ได้กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะยังคงอยู่ที่ระดับใกล้ 0% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

โดยถึงแม้ว่าทาง BOJ จะมีการปรับมาใช้นโยบายการเงินแบบปกติแล้ว หลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยติดลบมาเป็นระยะเวลานาน แต่ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นและสหรัฐยังคงกว้าง ทำให้นักลงทุนเทขายเงินเยนเพื่อเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินเยนมีจำกัดเนื่องจากมีการคาดการณ์จากนักลงทุนว่า ทางรัฐบาลญี่ปุ่นมีโอกาสจะเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนอีกครั้ง หลังในเดือนตุลาคม 2565 ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงตลาดเงิน เมื่อเยนอ่อนค่าใกล้ระดับ 152 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนายมาซาโตะ คันตะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าเงินมีการผันผวนมากถึง 4% ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการเก็งกำไรไม่ได้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งการอ่อนค่าของเยนมีผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจ รวมถึงกระทบความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านต้นทุนสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น

ดังนั้นทางการญี่ปุ่นจะจับตาดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอย่างใกล้ชิด รวมถึงอาจมีการดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องค่าเงิน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 151.00-151.97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (22/3) ที่ระดับ 151.33/35 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินบาทอ่อนค่า หลังตัวเลขส่งออกไทยเดือนล่าสุดต่ำกว่าคาด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...