WHA Group เล็งทุ่ม 3.3 หมื่นล้าน สร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่ รับมืออุปทานเปลี่ยนทิศ
WHA Group เล็งทุ่มงบ 3.3 หมื่นล้านบาท สร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในอาเซียน เพื่อรับมือการย้ายอุปทานจากจีน เนื่องจากภาษีศุลกากร ทรัมป์
วันที่ 10 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชีย รายงานว่า ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ ดับเบิลยูเอชเอ กรุ๊ป (WHA Group) ซึ่งเป็นบริษัทด้านโลจิสติกส์และอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของไทย วางแผนที่จะลงทุน 3.3 หมื่นล้านบาท (978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2571 เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ผู้ก่อตั้งร่วมและ ประธานคณะกรรมการบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group การขยายตัวนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงดำเนินอยู่จากจีน ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากภัยคุกคามด้านภาษีศุลกากรของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ
ในปัจจุบัน WHA Groupบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม 13 แห่ง บนพื้นที่กว่า 12,500 เฮกตาร์ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย และจังหวัดเหงะอานของเวียดนาม บริษัทฯ มีแผนจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 4 แห่งในแต่ละประเทศ และกำลังพิจารณาขยายกิจการไปยังอินโดนีเซียและกัมพูชา
ในช่วงแรก WHA Groupดำเนินกิจการด้านโลจิสติกส์ แต่ในปี 2558 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Hemaraj Land and Development เพื่อขยายธุรกิจไปยังเขตอุตสาหกรรมต่างๆ เขตอุตสาหกรรมของWHA Group มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เช่น เครือข่ายโลจิสติกส์ ถนน และระบบไฟฟ้า ทำให้ดึงดูดผู้ผลิตได้
ความเชี่ยวชาญของ WHA Group ในภาคส่วนยานยนต์นับเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ โดยบริษัทต่าง ๆ เช่น ฟอร์ด (Ford) และ เจเนอรัล มอเตอร์ (General Motors) เข้ามาดำเนินการในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตั้งแต่ช่วงปี 2533 ทำให้ประเทศไทยได้รับสมญานามว่า "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" โดยในปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรม WHA Group เป็นที่ตั้งของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์มากกว่า 400 แห่ง รวมถึง มาซด้า (Mazda) ซูซูกิ (Suzuki) และบอช (Bosch)
นางสาวจรีพร กล่าวว่า การลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลังมานี้ โดยคิดเป็น 65% ของผู้ซื้อแปลงที่ดินตั้งแต่ปี 2563 ถึงกลางปี 2567
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่กว้างขึ้นของบรรดาธุรกิจที่ย้ายฐานผลิตไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อตอบสนองต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน นอกจากนี้แล้ว ผู้ซื้อชาวจีนยังนิยมแปลงที่ดินที่มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย
บีวายดี (BYD) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนได้ก่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งแรกนอกประเทศจีน ในเขตอุตสาหกรรมของWHA Group ในไทย ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายอื่น ๆ เช่น เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) และเอสเอไอซี มอเตอร์ (SAIC Motor) และ ฉางอัน ออโต้โมบิล (Changan Automobile) ต่างก็ได้สร้างโรงงานผลิต หรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้างโรงงานในเขตอุตสาหกรรมWHA Group เช่นกัน
นางสาวจรีพร เปิดเผยว่า แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้น หลังจากที่นายทรัมป์ เข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง และจะเข้ารับการสาบานตนเข้าสู่ตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนม.ค. 2568 โดยภัยคุกคามด้านภาษีศุลกากรที่อาจจะเกิดขึ้นทำให้ธุรกิจต่าง ๆ เร่งย้ายฐานการผลิต โดย WHA Groupได้รับการติดต่อจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายราย และกำลังจับตาดูความต้องการของผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูลด้วย
ผลประกอบการทางการเงินของWHA Group ก็แข็งแกร่ง โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้นประมาณ 4% สู่ระดับ 1.55 หมื่นล้านบาทในปี 2566 และมีอัตรากำไรสุทธิประมาณ 30% โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2576
ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของไทยก็กำลังใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานเช่นกัน โดย อมตะ คอร์ปอเรชั่น (Amata Corparation) กำลังขยายนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดกว๋างนิญของเวียดนาม โดยได้รับการสนับสนุนจาก มารูเบนิ (Marubeni) บริษัทการค้าญี่ปุ่น
ในขณะเดียวกัน สหกรุ๊ป (Saha Group) กำลังลงทุนเพิ่มเติมในการดำเนินงานนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้แล้ว ไฮเออร์ กรุ๊ป (Haier Group) ยักษ์ใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าจีน ก็กำลังก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทย ด้วยเม็ดเงินการลงทุน 1.35 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามการค้ารอบใหม่กำลังเกิดขึ้น โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เตือนว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐเพิ่มมากขึ้น อาจเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวอาจจำกัดการส่งออกและทำให้เกิดภาวะล้นตลาดในภูมิภาค ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมการเชิงรุก
อ้างอิง : asia.nikkei.com