หุ้นไทยวันนี้ ปรับขึ้นต่อในกรอบ 1,350-1,380 จุด หลัง “ทรัมป์” ไม่แข็งกร้าวทำเทรดวอร์
หุ้นไทยวันนี้ 22 ม.ค. นักวิเคราะห์คาดดีดขึ้นต่อในกรอบ 1,350-1,380 จุด หลังคลายความกังวลระยะสั้นนโยบายกำแพงภาษี "ทรัมป์" ไม่ได้มีท่าทีรุนแรง ดันบอนด์ยีลด์และดอลลาร์อ่อนตัวหนุนสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาหุ้นไทยลงมาระดับที่ valuation ไม่แพงและความเชื่อมั่นน่าจะเป็นภาพค่อยๆ ฟื้นกลับขึ้นมา
วันที่ 22 มกราคม 2568 บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET ยังได้แรงหนุนจากเงินบาทที่แข็งค่า เป็นบวกต่อ Fund Flow อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามถึงนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ ซึ่งคาดทำให้ตลาดมีความผันผวน ทำให้มองกรอบบนยังถูกจำกัดที่แนวต้าน 1,360-1,365 จุด ส่วนกรอบล่างมีแนวรับ 1,345 และจุดติดตามบริเวณ 1,340 จุด หากต่ำกว่ากลับมาเป็นสัญญาณลบ
ช่วงสั้นมอง SET มีแนวโน้มฟื้นตัวในกรอบแคบ โดยมีแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 1,400 จุด ทั้งนี้แม้มองปัจจัยภายนอกจากภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยมีท่าทีดีขึ้น รวมถึงผลประกอบการ 4Q67 ของ บจ. ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มออกมาแข็งแกร่ง และท่าทีของว่าที่ปธน. สหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปยังทำให้ตลาดคลายกังวลได้ในระดับนึง
แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยภายในประเทศ (นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ) ยังมีแนวโน้มเปราะบางจากการขาดความเชื่อมั่นด้านการลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นไทยอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่าตลาดหุ้นในต่างประเทศ
อีกทั้งกระแสเงินของนักลงทุนต่างชาติยังไม่มีสัญญาณกลับมาซื้อหุ้นไทยอย่างมีนัยฯ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้น่าจะปรับตัวขึ้นไปต่อได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนคลายความกังวลระยะสั้นนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีท่าทีที่รุนแรงน้อยกว่าที่เคยกังวลการตั้งกำแพงภาษี
เบื้องต้นยังไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน แต่หันไปโฟกัสที่แคนาดาและเม็กซิโก 25% ตั้งแต่ 1 ก.พ. ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยังมีโมเมนตัมของการผ่อนคลาย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (บอนด์ยีลด์) ย่อตัวลง และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสในการปรับตัวขึ้น
สำหรับการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติเพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันของทรัมป์ ระยะสั้นทำให้ราคาน้ำมันและราคาก๊าซธรรมชาติลดลงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็น sentiment บวกให้กับกลุ่มที่มีต้นทุนด้านพลังงานสูง โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้า
ขณะที่ในประเทศ ราคาหุ้นไทยปรับตัวลงมาระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ Valuation ไม่แพง และความเชื่อมั่นจะเป็นภาพของการค่อย ๆ ฟื้นกลับขึ้นมา โดยปัจจัยบวกสำคัญ คือ รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง อาทิ โครงการ Easy E-receipt
นอกจากนี้ วานนี้มีการเปิดเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-19 ม.ค. 68 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ขยายตัวได้ดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมทั้งให้กรอบแนวรับ 1,350 จุด และแนวต้าน 1,380 จุด
บล.กรุงศรี คาด หุ้นไทยวันนี้ “Sideways/Up” แนวต้าน 1,358/1,363 จุด แนวรับ 1,344/1,340 จุด หนุนหลักจากการขับเคลื่อนนโยบายสงครามการค้า Trump 2.0 เน้นไปที่แคนาดาและเม็กซิโก จะขึ้นภาษีนำเข้า 25% ส่วนจีน 10% มีผล 1 ก.พ. ค่อยเป็นค่อยไปกว่าตลาดคาด
ขณะที่การปรับใช้มีโอกาสล่าช้ากว่าแผน โดยเฉพาะแคนาดาที่มีข้อตกลง Free Trade ระหว่างกัน ลดความกังวลผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ+โลก และความกังวลตลาดต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ ผสาน 24 ม.ค. ตลาดคาด BOJ จะปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย
ประเมินโมเมนตัมดังกล่าวหนุน SET แกว่งขึ้นได้ หุ้นนำคือ หุ้นที่ยังอยู่ในโซนฐาน และอยู่ในธีมเศรษฐกิจภายในเป็นบวก (ท่องเที่ยว ธนาคาร ค้าปลีก สื่อสาร) ได้ประโยชน์เงินบาทแข็งค่า และแรงหนุน Bond Yield คาดคลายลงต่อเนื่อง วันนี้แนะนำ CPALL, AAV, MALEE (ราคาน้ำตาล YTD -7.8%) เด่น
บล.พาย ประเมิน SET INDEX วันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,345 – 1,365 แม้มีข่าวออกมาว่าโดนัล ทรัมป์เตรียมพิจารณาขึ้นภาษีจากจีน 10% ในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทยแต่ตลาดหุ้นทั่วโลกยังดูไม่วิตกกังวลมากเท่าใดพร้อมกับเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง จึงไม่น่าจะสร้างแรงกดดันอย่างมีนัยยะต่อตลาดหุ้น
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน SET อาจปรับขึ้นมาบ้างแต่ยังเป็นระดับที่ไม่แพง ยังแนะทยอยสะสมได้เช่นเดิมเน้นที่หุ้นปรับลงมาลึกแต่ปัจจัยพื้นฐานยังดี อาทิ ค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT) ศูนย์การค้า (CPN) ส่งออก (ITC TU)