โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร ยุคต้นสงครามเย็น (7)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ธ.ค. 2567 เวลา 02.58 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2567 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร

ยุคต้นสงครามเย็น (7)

อย่างไรก็ตาม สำนักศิลปากรก็มิได้มีแต่ด้านที่ต่อสู้กับความคิด “ชาตินิยมสุดโต่ง” ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเชื้อชาตินิยมเพียงอย่างเดียว กระแสความคิด “ประวัติศาสตร์ศิลปะแบบฝ่ายซ้าย” ก็เป็นอีกแนวคิดที่สำนักศิลปากรไม่เห็นด้วยอย่างมากเช่นกัน

แวดวงศิลปวัฒนธรรมไทยในบรรยากาศช่วงสงครามเย็น เริ่มมีการนำแนวคิดฝ่ายซ้ายเข้ามาอธิบายงานศิลปะแบบจารีตของไทยว่าเป็นภาพสะท้อนของการกดขี่ทางชนชั้นในสังคมศักดินา ซึ่งงานเขียนแนวนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนมุมมองต่องานศิลปะไทยไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน”

จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของไทย เป็นผู้จุดกระแสนี้ขึ้นจนทำให้แนวคิดนี้แพร่เข้ามาในแวดวงวิชาการ ไม่เว้นแม้แต่ในมหาวิทยาลัยศิลปากร (หลายคนอาจไม่ทราบว่า จิตรเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ช่วงหนึ่งในต้นทศวรรษที่ 2500)

อาจกล่าวได้ว่า การต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ได้ขยับขยายเข้ามาสู่ปริมณพลทางศิลปะวัฒนธรรมอย่างเต็มตัว ณ ขณะนั้น และต่อมาไม่นานก็ได้ขยายตัวกลายเป็นวิวาทะใหญ่ในประเด็นว่าด้วย “ศิลปะเพื่อศิลปะ” และ “ศิลปะเพื่อประชาชน” ในช่วงราวปี พ.ศ.2500 จนนำมาซึ่งความรุนแรง การยึด และเผาหนังสือที่มีบทความทางศิลปะที่ถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์

แต่ถึงแม้จะถูกปิดกั้นและเผาทำลาย แต่แนวคิดฝ่ายซ้ายกลับยิ่งขยายตัวมากขึ้นในหมู่นักศึกษา โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ในหนังสือที่โด่งดังมากอีกเล่มของจิตร เรื่อง “โฉมหน้าศักดินาไทย” ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2517 (ตีพิมพ์เป็นบทความครั้งแรกนานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2500) ได้อธิบายงานศิลปะในสังคมศักดินาเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

“…ศิลปะของสังคมศักดินาทั้งมวลมีทั้งศิลปะของประชาชนและศิลปะในราชสำนักและสำนักผู้ดี ศิลปะของประชาชนถูกเหยียบย่ำเป็นของต่ำ ศิลปะในราชสำนักที่รับใช้ชนชั้นศักดินาเท่านั้นที่ได้รับการส่งเสริมยกย่องเป็นแบบฉบับ…ศิลปะและวรรณคดีของสังคมศักดินาในยุคต้นๆ เป็นศิลปะและวรรณคดีที่ดำเนินไปในคติ ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ ซึ่งหมายถึงเพื่อชีวิตของชนชั้นศักดินาเท่านั้น! ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพในการผลิตศิลปะเพื่อรับใช้ชีวิตของพวกเขาเองได้…สภาพเช่นนี้ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่ของชนชั้นกลางในปลายยุคศักดินารู้สึกอึดอัด เขากำลังต่อสู้เพื่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ศิลปะและวรรณคดีของพวกเขาจะเป็นเครื่องมือที่รับใช้พวกเขาในการต่อสู้อยู่ชั่วระยะหนึ่ง ครั้นเมื่อเขาประสบชัยชนะแล้ว ศิลปะและวรรณคดีของพวกชนชั้นกลางก็จะเตลิดเข้ารกเข้าพงไปสู่คติ ‘ศิลปะเพื่อศิลปะ’ อันเป็นแนวคิดทางศิลปะของระบบเสรีนิยมที่ต้องการความอิสระทางความเพ้อฝัน ไม่ผูกพันกับชีวิตใดๆ ในสังคม…”

ข้อความนี้โจมตีทั้งศิลปะแบบจารีตและศิลปะที่เป็นสัญลักษณ์ของอุดมการณ์เสรีนิยมอเมริกันไปพร้อมกันซึ่งศิลปะทั้ง 2 แบบเป็นสิ่งที่ “สำนักศิลปากร” สนับสนุน

น่าสังเกตว่า หลังจากมีการตีพิมพ์ “โฉมหน้าศักดินาไทย” ราว 1 ปี หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ก็ได้ทรงตีพิมพ์บทความแปล “อดีตรับใช้ปัจจุบัน จีนคอมมิวนิสต์มองวิชาโบราณคดีอย่างไร” ลงในวารสาร โบราณคดี ปี 6 ฉบับ 2 (ธันวาคม 2518)

โดยเนื้อหาสาระสำคัญคือ การพูดถึงการทำงานทางโบราณคดีของจีน (หนึ่งในพี่ใหญ่ของคอมมิวนิสต์ ณ ขณะนั้น) ที่เน้นการนำงานวิชาการมาตีความเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเกินขอบเขต

ในบทความตอนหนึ่งท่านพูดถึงแนวโน้มที่นักโบราณคดีจีนยุคนั้นมักอธิบายการขุดพบโบราณวัตถุและโบราณสถานต่างๆ ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมจีนของประชาชนทั้งชายหญิงชาวจีน

ในขณะเดียวกันก็แสดงนัยยะวิจารณ์กระทบไปถึงชนชั้นปกครองจีน (กลุ่มศักดินาจีน) ในอดีตว่า ชอบแย่งผลงานของราษฎรสามัญไปเป็นความสำเร็จของตนเอง

บทความแปลชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในช่วงเวลาที่กระแสคอมมิวนิสต์ในสังคมไทยกำลังแหลมคมที่สุด ดังนั้น คงไม่เกินไปนักที่จะกล่าวว่า ท่านมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อใช้บทความนี้โต้แย้งแนวทางศิลปะเพื่อประชาชนที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในเวลานั้น โดยเฉพาะในตอนท้ายบทความ ม.จ.สุภัทรดิศ ทรงสรุปเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“…๑. วิชาโบราณคดีเป็นวิชาที่สำคัญแม้ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ๒. การเมืองอาจผันแปรความรู้ทางวิชาการได้เสมอหากมีผู้ต้องการ ๓. ถ้าไม่มีชนชั้นศักดินาในอดีตแล้วไซร้ โบราณวัตถุที่งดงามเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร…”

สิ่งที่น่าคิดคือ ม.จ.สุภัทรดิศ พยายามชี้โดยนัย (ผ่านบทความแปลนี้) ให้คนอ่านเห็นว่า คอมมิวนิสต์จีนนั้นทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งบิดเบือนหลักวิชาการทางโบราณคดี ในขณะที่งานวิชาการที่แท้จริง (แบบสำนักศิลปากร) คืองานศึกษาทางวิชาการที่จริงแท้ ยึดมั่นในระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นอิสระปราศจากอคติและผลประโยชน์ทางการเมือง

แต่ในความเป็นจริง งานพิจารณางานเขียนสำนักศิลปากรให้ถึงที่สุดก็จะพบว่า เป็นงานเขียนที่ในหลายครั้งก็มิได้ยึดมั่นต่อหลักการสูงสุดทางวิชาการเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความจริงทางวิชาการนั้นนำไปสู่การสั่นคลอนความมั่นคงของชาติและอุดมการณ์ชาตินิยมกระแสหลักที่รัฐไทยปลูกฝังไว้ งานเขียนสำนักศิลปากรก็พร้อมจะงดเว้นหลักการทางวิชาการไม่ต่างจากที่คอมมิวนิสต์ทำ

ข้อความในจดหมาย “คำปรารภ” ของ ม.จ.สุภัทรดิศ ที่ประทานให้แก่สมาคมประวัติศาสตร์เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2526 เพื่อนำไปตีพิมพ์ลงในวารสาร “รวมบทความประวัติศาสตร์” ช่วยยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี (ดูรายละเอียดใน หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล “คำปรารภ” หมายเลขแฟ้ม 008 หมวดเอกสารต้นฉบับ ห้องสมุด ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล)

“…ข้าพเจ้าเห็นด้วยในการค้นคว้าและคิดว่าถ้าเมื่อไรได้ค้นพบหลักฐานใหม่ที่แน่นอนกว่า ก็ย่อมลบล้างหลักฐานเดิมที่มีผู้เขียนไว้ก่อนแล้วอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเห็นว่านักประวัติศาสตร์โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ไม่สมควรเป็นผู้ ‘อยากดัง’ ดังที่มีผู้นิยามให้ข้าพเจ้าฟังว่า ผู้ที่อยากดังในวิชาประวัติศาสตร์นั้นอาจกระทำได้ 2 ประการคือ คุ้ยเขี่ยเรื่องที่ไม่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์และโดยมากเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วออกมาเผยแพร่ รวมทั้งเหยียบย่ำผู้ที่ค้นคว้ามาก่อนตน

ยังอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าใคร่กล่าวถึงก็คือนักประวัติศาสตร์ในสมัยปัจจุบันมักทำการค้นคว้าโดยบูชาความจริงเป็นหลักซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นด้วย แต่ความจริงนั้นเมื่อค้นพบแล้วเราสมควรเผยแพร่ได้ทุกเรื่องหรือเปล่า ข้าพเจ้าเห็นว่าคนไทยทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพอย่างไรก็ตาม เรามีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความมั่นคงและความเป็นเอกราชของชาติด้วยกันทุกคน…”

แม้เนื้อความในจดหมายฉบับนี้ จะมิได้เขียนขึ้นภายใต้บรรยากาศยุคสงครามเย็นอีกต่อไปแล้ว และแม้สุดท้ายคำปรารภนี้จะไม่ได้ถูกนำไปตีพิมพ์จริง แต่ข้อความก็แสดงให้เห็นชัดว่าเมื่อ “ความจริง” กับ “ชาติ” (แบบที่รัฐไทยนิยาม) ขัดแย้งกัน “สำนักศิลปากร” ก็พร้อมที่จะปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อ “ความจริง” ได้เช่นกัน ซึ่งการกระทำนี้ก็เท่ากับเป็นการใช้งานเขียนวิชาการเข้าไปโอบอุ้มอุดมการณ์ของตนเองทางอ้อม ไม่แตกต่างมากนักกับงานวิชาการตามแนวทางคอมมิวนิสต์

เอาเข้าจริงแล้ว ในช่วงกลางทศวรรษ 2520 งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะแบบฝ่ายซ้ายก็ยังได้รับความสนใจและตีพิมพ์ต่อเนื่องออกมาไม่น้อยนะครับ ชิ้นที่ควรกล่าวถึงอีกเล่มคือ “ตำนานแห่งนครวัด” โดย จิตร ภูมิศักดิ์ ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2525 (สันนิษฐานกันว่าต้นฉบับเขียนไว้ตั้งแต่ราว พ.ศ.2501)

เนื้อหามีการอธิบายการล่มสลายของอาณาจักรเขมรว่าเกิดจากปัจจัยภายในสังคมตนเอง มากกว่าการรุกรานของสยามตามขนบการอธิบายทางวิชาการแบบเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลงระเริงในอำนาจและการกดขี่ประชาชนของกษัตริย์ที่สะท้อนผ่านการก่อสร้างปราสาทหินมากมายมหาศาลในอาณาจักร

ในทัศนะของจิตร ปราสาทหินจึงมิใช่มรดกวัฒนธรรมที่สะท้อนอารยธรรมและความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ แต่คือสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนคราบน้ำตาและการสูบเลือดประชาชนจากชนชั้นศักดินา และดังนั้น จึงนำมาซึ่งการปฏิวัติประชาชนและการล่มสลายของอาณาจักร

งานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะแบบฝ่ายซ้ายที่พลิกคำอธิบายชนิดกลับหัวกลับหางดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติตามทัศนะภาครัฐอย่างมาก และแน่นอนว่างานเขียนสำนักศิลปากรในฐานะเครื่องมือทางความรู้ที่สำคัญของรัฐ ย่อมต้องออกมาตอบโต้

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า จดหมายที่ไม่ถูกตีพิมพ์ฉบับนี้ คงไม่ได้มีเป้าหมายตอบโต้กับงานเขียนของจิตรชิ้นนั้นหรอกนะครับ แต่ที่ผมยกมาก็เพราะเนื้อความในจดหมายสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศร่วมทางสังคมวิชาการของสำนักศิลปากร ณ ขณะนั้นที่มีต่องานเขียนแบบฝ่ายซ้ายได้เป็นอย่างดี

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร ยุคต้นสงครามเย็น (7)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...