โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สุรชาติ : เจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา ไม่มี The Winner Take All

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 พ.ย. 2567 เวลา 09.37 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2567 เวลา 09.17 น.
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง

พรรคพลังประชารัฐเดินหน้าภายใต้การสั่งการของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค บี้ให้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ยกเลิก MOU 44

จากปมพื้นที่ทับซ้อน ทาบทับกับเรื่องแหล่งพลังงาน และข้อกังวลเรื่องไทยอาจเสียดินแดน “เกาะกูด” หรือไม่

“ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” นักรัฐศาสตร์ด้านความมั่นคง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนบทความวิชาการถึง การอ้างกรรมสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ข้อสังเกตทางรัฐศาสตร์ รวมทั้งหมด 32 ข้อ อย่างน่าสนใจ

1) หนึ่งในสาขาที่ยากที่สุดของวิชารัฐศาสตร์ คือสาขากฎหมายระหว่างประเทศ และหนึ่งในสาขาที่ยากที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทศคือ กฎหมายทะเล (เป็นหัวข้อที่ไม่ให้นิสิตในที่ปรึกษาเขียนวิทยานิพนธ์ เพราะไม่มีองค์ความรู้มากพอ และไม่จบ)

2) ความยากในทางวิชาการทำให้มีคนจบในสาขานี้ไม่มากนัก (ของจริงคือ น้อยมาก น่าจะเป็นเลขตัวเดียว)

3) ต้องตระหนักเสมอว่า ถ้าปัญหาเส้นเขตแดนทางบกยุ่งยากและซับซ้อนมากเท่าใด เส้นเขตแดนทางทะเลยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่าหลายเท่า

4) เส้นเขตแดนทางบกมีความเป็นรูปธรรมจากสถานะของพื้นที่ภูมิศาสตร์กายภาพ แต่เส้นเขตแดนทะเลเป็นจินตนาการ หรือเส้นเขตแดนทะเลเป็น “ค่าสมมุติ” ของเส้นรุ้งและเส้นแวง

5) สภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดความง่ายในการบิดเบือนประเด็น เพื่อทำให้สังคมเกิดความไขว้เขว และง่ายในการสร้างเรื่องปลอม หรือสร้างความเชื่อแบบที่ไม่เป็นจริง เช่น ถ้าย้ายหลักเขตที่ 73 ได้แล้ว เราจะเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนทางทะเลของไทยได้

6) ปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเป็นเรื่องที่ใช้สร้างกระแสชาตินิยมได้ดีที่สุด และนำไปสู่การปลุกระดมที่ง่ายที่สุด เพราะมีพื้นฐานของประวัติศาสตร์ชาตินิยมและทัศนคติแบบต่อต้านประเทศเพื่อนบ้านรองรับ

7) ในการอ้างกรรมสิทธิ์ข้อพิพาทเรื่องดินแดน ทุกประเทศจะอ้างในลักษณะสูงสุด Maximum Claim เพื่อนำไปสู่กระบวนการการเจรจาต่อรอง และทำให้เสียน้อยที่สุด ไม่มีประเทศในอ้าง Minimum Claim เช่น ปัญหาแม่น้ำเหงืองที่บ้านร่มเกล้า ตกลงเส้นเขตแดนอยู่ที่เหงืองใด และทำให้เกิดสงครามบ้านร่มเกล้า (แผนที่ปักปันระวางที่ 5 ของส่วนทางเหนือ)

8) ต้องยอมรับว่า การอ้าง Maximum Claim เป็นเรื่องปกติในทางการเมืองระหว่างประเทศและต้องไม่หงุดหงิด เพราะในมุมของเพื่อนบ้าน ฝ่ายเราก็กระทำการในลักษณะเดียวกัน

9) การเจรจาต่อรองในเรื่องเส้นเขตแดน คือการประนีประนอมที่ใหญ่ที่สุดในทางการเมืองระหว่างประเทศ เพราะจะไม่มีลักษณะที่เป็น Zero-Sum Game คือ The Winner Take All หากเป็น Win-Win Solution

10) ปัญหาที่ต้องหลีกเลี่ยงในกรณีเส้นเขตแดน คือการไม่สามารถตกลงในข้อพิพาทที่เกิดขึ้น และคู่กรณีนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก เพราะคำตัดสินอาจเป็นแบบ Zero-Sum Game

11) ถ้าปีกขวาจัดไทยยังยืนยันที่จะปลุกระดมดังที่ปรากฏ จะกลุ่มการเมืองบางส่วนในรัฐสภาแล้ว พวกเขาควรกลับไปอ่านคำตัดสินศาลโลก 2505 เพื่อจะมีบทเรียนว่าศาลโลกจะตรวจหลักฐาน/เอกสารทุกอย่าง จนเหมือนเปิด “วิชาประวัติศาสตร์เส้นพรมแดนไทย“ อย่างที่เราไม่เคยรู้ข้อมูลมาก่อน

12) ถ้าคนที่สะพานมัฆวานในปี 2551 ตระหนักถึงความเสียเปรียบอันเป็นผลจากคำตัดสินเดิมในปี 2505 แล้ว ต้องตระหนักว่า การปลุกระดมในปี 2551 คือ การพาประเทศไทยไปติดกับดักเดิม และเสียดินแดน

13) การปลุกระดมเรื่องเส้นเขตแดนทะเล คือ “สะพานมัฆวานภาค 2” เพราะรับประเด็นเดิมมาเคลื่อนไหวในเรื่องของการยกเลิก MOU 2544/2001

14) MOU ทั้งฉบับบก (2000) และทะเล (2001) เป็นการกำหนดกรอบของการเจรจา ยกเลิกไปก็จะต้องกำหนดกรอบแบบเดิม เพราะรัฐไม่สามารถเปิดการเจรจาทางการทูตได้โดยปราศจากกรอบการคุย

15) MOU 2001 เท่ากับกำหนดให้กัมพูชาต้องยอมรับที่ดำเนินการในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และค้ำประกันสิทธิทางทะเลของไทย

16) เส้นเขตแดนทางทะเลไม่ปรากฏชัดเท่ากับเส้นเขตแดนทางบก จึงทำให้เกิดความยุ่งยากในการตีความ และภาษาที่ใช้มีความหมายเฉพาะ เช่น ทะเลอาณาเขตจากฝั่ง 12 ไมล์ของไทยอยู่ตรงจุดไหน

17) เส้นเขตแดนทางบก ไทยทำกับรัฐตะวันตกในยุคอาณานิคม แต่เส้นเขตแดนทะเลกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำในยุคหลังอันเป็นผลจากอนุสัญญากฎหมายทะเล 1958/2501 การประชุมนี้มีผู้แทนไทยเป็นประธาน คือกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

18) ผลของกฎหมายทะเลทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ที่เรียกว่า “เขตไหล่ทวีป” และทำให้เกิดปัญหา “พื้นที่ทับซ้อน” ทางทะเล

19) ปัญหาของเส้นเขตแดนทะเลทับซ้อนดับความต้องการของรัฐในการนำทรัพยากรทางทะเลมาใช้ โดยเฉพาะในกรณีทรัพยากรพลังงาน ทำให้เกิดคำถามในทางปฏิบัติคือ จะกำหนดเส้นเขตแดนทะเลก่อน หรือใช้ทรัพยากรก่อน หรือจะทำคู่ขนานเพื่อนำเอาทรัพยากรมาใช้ด้วย

20) กลุ่มการเมืองปีกขวาจัด เชื่อว่าต้องทำเส้นเขตแดนก่อน เพราะเอาชุดความคิดแบบชาตินิยมเป็นธงนำ ที่ต้องการกำหนด/ปักปันแบบ Maximum Claim คือต้องการได้พื้นที่แบบ Maximum (ถ้าเราได้ฝ่ายเดียว ผู้นำรัฐเพื่อนบ้านจะตอบคำถามอย่างไรในบ้านเขา ต้องคิดในมิติของการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นปัจจัยคู่ขนานด้วย เพื่อไม่ให้เกิดสภาพ “The Winner Take All” ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาไม่จบ)

21) ทางออกในทางปฏิบัติที่ดีที่สุดคือ กำหนดพื้นที่การใช้ทรัพยากรด้วยการจัดทำ “พื้นที่พัฒนาร่วม” (JDA) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐ หรืออยู่ภายใต้หลักการของการแสวงประโยชน์ร่วมกัน

22) JDA เป็นทิศทางของการแก้ปัญหาข้อพิพาททางทะเลในโลกสมัยใหม่หรือเป็นทิศทางของการยุติข้อพิพาท และการจัดการทรัพยากรทางทะเลของยุคโลกาภิวัตน์

23) ไทยมีบทเรียนในการทำ JDA กับมาเลเซียมาแล้วในปี 2522 และเป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่ดีในการแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

24) การจัดทำพื้นที่เช่นนี้ไม่กระทบต่ออธิปไตยของเกาะกูด เพราะเกาะนี้มีความชัดเจนที่อยู่ใต้อธิปไตยของสยาม (การแลกดินแดนตามสนธิสัญญา 1907 และการสร้างกระโจมไฟในยุคปัจจุบัน) ไม่ใช่ประเด็นเช่นที่ฝ่ายขวาเอามาปลุกระดม [ดูคำตอบของนายพลลอนนอลต่อจอมพลประภาส]

25) การเจรจาไม่ได้มีแต่ฝ่ายการเมือง แต่มีฝ่ายต่าง ๆ อีก 4 ชุดอยู่ร่วมด้วย จึงไม่ใช่ฝ่ายการเมืองสามารถตกลงใจเองได้โดยพลการ ทำให้การแอบแลกผลประโยชน์ไม่อาจเกิดขึ้นโดยฝ่ายเทคนิคไม่รับรู้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการปลุกระดมอย่างมาก (คณะอนุกรรมการคณะทำงาน 2 ชุด และคณะผู้เชี่ยวชาญ)

26) การเจรจาไม่ใช่เกิดในปี 2544/2001 แล้ว จบลงด้วยความสำเร็จทันที แต่เป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องต่อกันมาตั้งแต่ยุคจอมพลถนอม/จอมพลประภาส

27) ไทยประกาศเขตทางทะเลครั้งแรกในรูปแบบของการประกาศเขตให้สัมปทานในอ่าวไทยในปี 2511 และไทยประกาศเขตไหล่ทวีปครั้งแรกในปี 2516 (เวียดนามประกาศ 2514 กัมพูชาประกาศ 2515)

28) การเจรจาปัญหาทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา เกิดครั้งแรกในปี 2513 ที่กรุงพนมเปญและอีก 25 ปี เจรจาครั้งที่ 2 ในปี 2538 แต่ไม่เกิดความคืบหน้าจริง

29) การเจรจาครั้งที่ 3 ในปี 2544 จึงสามารถตกลงกันได้เป็น MOU 2001/2544 โดยใช้เส้นละติจูดที่ 11 เป็นเส้นหลัก

30) MOU 2001 เป็นการหาทางยุติข้อพิพาทในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาเจนีวาเรื่องไหล่ทวีป 1958/2501 แต่ยังไม่สามารถผลักดันเกินไปกว่าระดับนั้น

31) ในทางการเมืองระหว่างประเทศ ต้องตอบคำถามว่า ข้อตกลงนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศหรือไม่ รักษาผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่ ไม่ใช่ตั้งคำถามว่าข้อตกลงนี้ทำในยุครัฐบาลใด หรือใครทำ

32) การปลุกระดมและสร้างความไขว้เขวในเรื่องเส้นเขตแดนจะดำรงอยู่ต่อไป แม้จะยุติปัญหาข้อพิพาทได้ แต่ฝ่ายขวาไทยจะยังคงหยิบเรื่องเส้นเขตแดนมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเสมอ เพราะเส้นเขตแดนคือ จิตวิญญาณของลัทธิชาตินิยม และปลุกระดมได้ง่าย ดังเช่นกรณีเส้นเขตแดนที่พระวิหาร

ศ.ดร.สุรชาติ ยังยกประโยคของ พลเรือเอกถนอม เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่และเส้นเขตแดนทางทะเลของไทย ที่ระบุว่า

“ปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนไม่มีอะไรดีกว่าการเจรจา คือการเจรจานี้เมื่อได้มาแล้วจะเป็นการได้มาที่ยั่งยืนและมั่นคง เกิดความยินดีทั้งสองฝ่าย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุรชาติ : เจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา ไม่มี The Winner Take All

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...