รู้จัก “เจ๊พัช กฤษอนงค์” ผู้ก่อตั้งองค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่
เจ๊พัช กฤษอนงค์ ผู้ก่อตั้งองค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่ เคลียร์ชัดๆ กับอีจัน
ทุกประเด็นที่ถาโถม เธอมีคำตอบให้ทุกคำถาม!
เป็นคนสองหน้า รับเงิน 2 ทาง จากคดีดิไอคอน จริงหรือไม่ ห้ามพลาดบทสัมภาษณ์นี้ค่ะ
กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์ เป็นใคร?
กฤษอนงค์ เป็นคนธรรมดาทั่วไปนี่แหละค่ะ เป็นคนที่ทำงานแบบทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย เรามองตัวเองแบบนั้น ก็มองว่าอาชีพอะไรที่เราทำมากกว่าคนอื่น แต่ทำไมเราได้เท่าคนอื่น เราจะเป็นคนที่มองฟังก์ชันในการทำงานประมาณนี้
ก็มีหลากหลายอาชีพที่เราได้ทดลองทำ จนกระทั่งมาอยู่ที่ธุรกิจเครือข่ายขายตรง แต่ตอนนั้นเริ่มต้นจากการเป็นสมาชิก
เราเกิดในครอบครัวข้าราชการ พ่อเป็นครูใหญ่ ฐานะระดับกลางๆ พ่อจะสอนจากการกระทำมากกว่า เช่น เราจะสอบได้ที่ 1 ทุกเทอม ขอรางวัลจากพ่อ แต่พ่อจะบอกว่า เราทำเราได้หรือพ่อได้ ดังนั้นเราจะไม่เคยได้รางวัลจากพ่อ เพราะพ่อจะสอนว่ารางวัลมันจะเป็นผลจากการกระทำเราเอง ดังนั้นอย่าทำดีเพื่อรางวัล เราเลยเติบโตมาจากแบบอย่าง พ่อจะเป็นนักสู้ วันหยุดไม่เคยอยู่บ้าน ลูกน้องพ่อมีรถใช้กันหมด แต่พ่อไม่มี เพราะอยากจะเก็บเงินเอาไว้ให้เราเรียนมากกว่า
และด้วยความที่เราเป็นเด็กบ้านนอก อยู่พิจิตร พอได้เข้ามาในเมือง เราก็จะมีอินเนอร์ของการสู้ เราอยู่ตรงไหนก็ต่อสู้ สู้เพื่อให้เรามีทักษะ ได้มีประสบการณ์ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นการต่อสู้หรอก เราว่ามันเป็นการพัฒนาตัวเอง
เข้าสู่วงการธุรกิจขายตรงได้ยังไง?
เราเรียนจบสื่อสารมวลชน จบมาก็สมัครงานไปทั่วเลย งานอะไรที่เหมาะกับสายงานที่เราจบมา แล้วก็ได้เข้าทำงานเป็นโฆษกประมูลรถยนต์ ในท้ายที่สุดแล้วสำหรับเรา เรามองว่าอาชีพมันยังไม่สุด เราได้ใช้ความสามารถกับมันระดับหนึ่งและเราก็อิ่มกับมันแล้ว เราก็เริ่มรู้สึกว่าต้องหาอย่างอื่นแล้ว จนแม่เราก็เลยชวนเราไปรู้จักกับสินค้าของหมอเส็ง แล้วเขาก็มีอบรมพิธีกร วิทยากร แม่ก็ชวนให้เราลองไปอบรม ก็คือเหมือนหลอกล่อเราไปดูธุรกิจนั่นแหละ ก็เลยไปอบรมพิธีกร วิทยากร ในบริษัทหมอเส็ง ในการสอนก็จะมีให้ปฏิบัติด้วย ให้เราได้ลองเขียนแผนธุรกิจขายตรง พอเราได้ทำได้พูดในสไตล์เราผลตอบรับก็ดี ก็เลยได้ทำงานเป็นพิธีกร วิทยากรในบริษัทหมอเส็ง เป็นที่แรกที่ได้ทำงานในการเริ่มต้นของธุรกิจเครือข่าย ก็ได้เห็นจากคนเก่งๆ จากคนที่ประสบความสำเร็จ คนที่ล้มเหลว คือมันสะสมหมู่รวม จนเราก็เริ่มอยากทำธุรกิจบ้างแล้ว เราก็เลยได้มาทำเป็นผู้นำแม่ทีมเลย ที่แรกที่บริษัทของลูกสาวหมอเส็ง แล้วก็ออกมาหาที่ใหม่ คราวนี้มันเหมือนเครื่องร้อน สำเร็จมาเยอะ ก็ไปทำผู้นำเครือข่ายหลายที่ จนเราก็เรียกได้ว่าเป็นผู้นำเงินล้านในสมัยก่อน เพราะเราเน้นการนำเสนอ เน้นการสร้างองค์กร เน้นการขายสินค้าที่เข้าถึงคน สมัยก่อนมันจะเป็นแพทเทิร์นฟอร์มแบบ สินค้า-แผน-บริษัท ชัดๆ เลย คือ คุณต้องเสนอสินค้าก่อน ดียังไง แผนการตลาดกินดีแล้วบอกต่อยังไงมันถึงจะมีรายได้ แล้วบริษัทมั่นคงแค่ไหน คือมันเป็นพื้นฐานของงานเลย ฉะนั้นเราเลยมีพื้นฐานของงานเบสิคมาตั้งแต่ต้นในเรื่องของเครือข่ายขายตรง ไปเป็นผู้นำที่ไหนเราก็สามารถอ่านแผนการตลาดได้ สามารถนำเสนอสินค้าได้ สร้างองค์กรจากคนไม่เป็นธุรกิจเลยเข้าสู่องค์กรเราได้ ทำให้เรามีทีมงานทั่วประเทศ ก็เลยมีรายได้ค่อนข้างตามเนื้อผ้า แต่ค่าใช้จ่ายเราก็สูง มันเป็นเงินสดมันได้เงินเยอะจริงๆ เพราะมันทำมากได้มากตามจริตเลย ไม่ทำก็ไม่ได้ แล้วมันคือการสร้าง เราสร้างคนสักคนหนึ่งมันยิ่งกว่าซื้อที่อีกนะ ทุกวันนี้คนที่เป็นทีมงานเราในอดีตก็ยังคุยกันอยู่ ต่างคนต่างเติบโตด้วยซ้ำไป การสร้างคนมันมีมูลค่ามหาศาลที่ไม่มีวันสิ้นสุด การให้โอกาสซึ่งกันและกันตรงนี้
ฉะนั้นพอเรามีประสบการณ์เยอะๆ ความคึกคะนองมันเกิดขึ้นอยู่แล้ว อยากจะทดลองอยากทำ ท้ายที่สุดเราก็เลยมาเปิดบริษัทขายตรงเอง
จุดเปลี่ยนของชีวิต หลังทำธุรกิจขายตรงเอง!
พอเราเริ่มทำเอง ความที่เราไม่รู้อีกหลายเรื่องของการเป็นผู้ประกอบการ ตอนนั้นเราสำเร็จในการเป็นผู้จำหน่ายอิสระ มันคือข้างหน้า แต่ข้างหลังภายในเราไม่มีแน่ๆ พอเรามาอยู่จุดนี้ทั้งหมดที่กล่าวมามันคือเราแล้วที่ต้องจัดการ การเป็นเจ้าของบริษัทสอนเราเยอะมากจนถึงตอนนี้
สินค้าของเราก็เป็นสินค้าอาหารเสริม ปวดข้อ ปวดกระดูก เป็นอาหารเสริมที่เป็นน้ำๆ ตามความถนัดของเราแล้วก็ใช้แผนการตลาดที่เราสามารถควบคุมได้ แต่เนื่องจากว่าการทำเององค์ประกอบมันเยอะ มันไม่ใช่แค่สินค้าดีอย่างเดียว ระบบต้องดี บริษัทต้องค่อนข้างมั่นคง แต่ตอนนั้นเราเด็กมากๆ นะในความเป็นจริงแล้ว เพราะฉะนั้นประสบการณ์เรายังสะสมอยู่ เขาเรียกว่าสะสมชั่วโมงบิน การเปิดบริษัทเองนี่แหละที่แลกมาด้วยเลือดด้วยเนื้อ
จุดเริ่มต้นการรู้จัก Money Game แชร์ลูกโซ่
คือทุกอย่างเงินทุนเราไม่ได้มีมากพอที่จะเอามาดูแล มันเริ่มต้องหาทางออกอื่นๆ ตรงนี้แหละคือเริ่มแล้วนะ ที่ทำให้เรารู้จัก Money Game แชร์ลูกโซ่ มีผู้นำแม่ทีมมาเสนอแผนว่าทำแบบนี้สิแล้วจะมีเงินเข้ามา แล้วเราจ่ายแบบนี้ก่อนแล้วเค่อยหารันเวย์ลง คือเงินมันไหลเข้ามาเยอะจริงๆ ไหลเข้ามาด้วยแผนการตลาดที่มาลงทุนก่อน แล้วผลตอบแทนเกินกว่ากฎหมายกำหนดมากๆ แล้วโปรโมชั่นทำคนไหลเข้ามาเยอะมาก แล้วเราก็กลายเป็นคนอยู่บนเวที เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอยู่เพียงผู้เดียว แผนของบริษัทเราตอนนั้นคือการเปิดขายสินค้าแบบการันตีการจ่าย ให้เปอร์เซ็นที่สูงมาก สมมุติว่าลงทุนมา 100 ได้คืน 300 แล้วก็หาคนเข้ามาเยอะๆ หาตัวแทนเข้ามา เหมือนที่เกิดปัญหาอยู่สมัยนี้ เราถึงอ่านเกมได้ในปัจจุบัน
แต่ในการจ่าย ถ้าไม่มีคนใหม่เข้ามาเปิดบิล เราก็จะไม่มีเงินมาจ่ายคนเก่า เพราะมันจะจ่ายแบบบานไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ถึงจุดจุดหนึ่ง คนเริ่มนั่งรอเงิน ก็ไม่ไปหาคนแล้ว ไม่ไปขายสินค้าไม่ไปหาตัวแทนแล้ว กลายเป็นว่าเราต้องจ่ายออกอย่างเดียว สุดท้ายเราก็จ่ายไม่ได้ เราก็ถูกฟ้อง ถูกแจ้งความที่กองปราบฯ ขึ้นศาล ขึ้นโรงพักทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดด้วย และเราก็ได้บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เราไม่มีเงินขึ้นศาล ไม่มีเงินจ้างทนายความ วันที่ขึ้นศาลเราก็ขึ้นคนเดียว เราบอกศาลว่าเราอธิบายเองได้ไหม เพราะเราไม่ได้โอนเงินให้ทนาย ทนายก็เลยไม่มา ซึ่งศาลท่านก็เมตตาบอกว่าเราก็น่าจะรู้ดีที่สุด ก็ได้พูดเองอธิบายเอง อันไหนใช่ตอบใช่ อันไหนไม่ใช่ก็บอกไม่ใช่ อันไหนว่าไปตามผิดก็ว่าไปตามผิด จนคดีนั้นศาลยกฟ้อง ก็ใช้เวลา 5 ปี ในการเคลียร์ปัญหา หาเงินมาจ่ายคืนได้จนหมด
“มันเป็นการต่อสู้ที่โดดเดี่ยวมากนะ ไปศาลคนเดียว ทนายไม่มา ฉะนั้นบาดแผลของการประสบภัยของการไม่มีคนช่วย ความโดดเดี่ยวเรามันถูกสะสมแล้วมันเคว้งคว้าง เวลาคนมาขอความช่วยเหลือเรา เราจะนึกถึงเงาตัวเองในวันที่ขึ้นศาลไม่มีใคร”
“ความโดดเดี่ยวในตอนนั้น มันไม่มีพื้นที่หายใจ และมันไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเลยนอกจากเราต้องพึ่งตัวเอง”
จุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ “เจ๊พัช กฤษอนงค์” ผู้ก่อตั้งองค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่
หลังจากเหตุการณ์นั้น ทำให้เรารู้สึกว่า เราต้องเลิกใช้ชีวิตโลดโผนแล้ว เราก็เริ่มเคลียร์ปัญหา แก้ปัญหา ในขณะเดียวกันที่เราแก้ปัญหา เราก็ได้รับคำแนะนำจากคนที่เป็นพ่อของลูก เขาไม่มีอะไรจะช่วยเรา ไม่มีเงินจะช่วยเรา แต่เขามีคำแนะนำให้ เราก็เอาคำแนะนำนี้ไปขึ้นศาล เอาคำแนะนำนี้ไปแก้ปัญหา มันทำให้เรามีภูมิคุ้มกันในการที่มีหลักยึดในทางกฎหมาย มันก็เลยได้เกิดการเริ่มต้นความเป็นชีวิตคู่ในรูปแบบที่อาจจะไม่ได้เหมือนคนทั่วไป เพราะเขาก็มีภรรยาจดทะเบียนอยู่แล้ว แต่ในความที่เราไม่มีที่พึ่งส่วนหนึ่ง แล้วเขาเป็นที่พึ่งให้ในด้านความคิดที่เราอ่อนแอ เราก็ได้เริ่มต้นจากตรงนั้น ก็เลยได้มีลูก และเราก็ได้ใช้วิชาของตัวเองในการทำสำนักงานที่บ้าน เพราะว่าในช่วงนั้นพ่อของลูกไปเป็นตำรวจปกติ แล้วก็เรียนปริญญาเอกด้วย ได้ศึกษาข้อกฎหมายใน พ.ร.บ.ขายตรง ด้วย ก็เลยทำให้เรามองเห็นปัญหาที่ผ่านมาที่เราเจอ และกฎหมายที่มันสามารถคุ้มครองดูแลได้ ก็เลยทำบ้านเป็นสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายเลย
ดังนั้น เมื่อไหร่ที่มีผู้เสียหายมาขอให้ช่วย เราจะช่วย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกตัวเล็ก เพิ่งเริ่ม แล้วเขาไม่มีเงิน เราก็จะให้คำแนะนำ ให้แนวทาง หรือแม้กระทั่งโทรคุย เจรจา ไกล่เกลี่ย ให้มันเกิดการเดินหน้าไปด้วยกัน ฉะนั้นเรามาด้วยจุดเริ่มต้นแบบนี้มันก็เลยต่อมาเป็นแบบนี้ จนแปลงสภาพจากที่ปรึกษากฎหมายมาเป็นพรรคการเมือง ด้วยโครงสร้างที่ว่ามันแก้ยากจัง เราอยู่ตรงนี้เราแก้ไม่ได้หรอก แต่ถ้าเราได้เข้าไปพูดในสภา มันอาจจะเกิดการแก้ไขได้ ก็เลยต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา พรรคแรกในปี 2557 ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมในการตั้ง และหลังจากนั้นก็ติดกฎอัยการศึก เลื่อนเลือกตั้งไปหนึ่งครั้งไม่ได้ประกาศผล แล้วเราก็มองเห็นโครงสร้างนโยบายแล้วมันเกิดคดีใหญ่คดีหนึ่งขึ้นมาคือยูฟัน ฉะนั้นพรรคการเมืองเขาไม่ให้ขยับเขาฟรีซ ก็ต้องมาตั้งองค์กรใหม่ชื่อ “องค์การต่อต้านแชร์ลูกโซ่” ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคพลังเครือข่ายประชาชน เราติดกฎอัยการศึกเป็นประธานเองไม่ได้ ต้องถอยมาอยู่ฉากหลัง ก็ตั้งคนหนึ่ง คือ ส. เป็นประธาน ทำทุกอย่างให้ ส. หมดเลย ส. ก็มีหน้าที่ไปยื่นหนังสือ ที่เลือกเขาเพราะเขาก็เป็นคนเก่งคนหนึ่ง เป็นเด็กที่ตื่นตัวคนหนึ่งในวันนั้น แล้วเขาก็ไม่ได้ทำขายตรงไม่ได้ทำอะไร เป็นคนกลางคนหนึ่งที่สามารถเป็นคนกลางได้ดีในเวลานั้น แต่พอคดีมันเกิดขึ้น ไปออกทีวีออกรายการ แนวทางนโยบายไม่เหมือนกันแล้ว เราเน้นการช่วยเหลือ แต่เขาเน้นในเชิงธุรกิจซ่อนไว้ก็ต้องให้เขาไปทำในแบบเขาไป เราก็คงไม่ยุ่งกัน เขาก็เลยเปลี่ยนหัวองค์การในเพจเป็นของเขาเองสีม่วง
กฤษอนงค์ เคยเป็นเมียน้อยไหม?
เขาก็มีภรรยาที่จดทะเบียนแล้ว มีลูกด้วยกัน 2 คน ส่วนเราก็เป็นภรรยาไม่ได้จดทะเบียน มีลูกด้วยกัน 2 คนเหมือนกัน ถ้าถามว่าเป็นน้อยไหม เขาไม่ใช้คำว่าน้อย เขาเรียกเป็นภรรยาโดยเปิดเผย คือเราไม่ได้ปิดบังและเราก็พูดถึงภรรยาที่จดทะเบียนเสมอ และเราก็ไม่ได้มองให้มันเป็นเหมือนละคร เรามองว่าไม่มีใครเลือกได้ ไม่มีใครอยากทำร้ายใคร เพียงแต่มันมาอยู่ในจุดที่เรามีลูกแล้วเราถอยไม่ได้ เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราคือความเป็นแม่สำคัญกว่า หลังจากนั้นก็เป็นการให้เกียรติคนจดทะเบียนด้วยที่สุด เพราะพ่อของลูกเขาก็เคยมีก่อนหน้านี้อยู่แล้วที่ไม่จดทะเบียน แต่ในส่วนของเรา เราจะอยู่ในจุดที่ไม่ละเมิดคนอื่น กับภรรยาจดทะเบียนเราก็ไม่ได้เป็นคนที่โกรธเกลียดกัน เราไม่ได้ทะเลาะกัน เราคุยกันปรึกษากันในจุดที่ว่ามันแก้ไขอะไรได้บ้างในเวลานี้ เราควรทำเพื่ออะไร ทุกคนมีลูก ทุกคนรักลูก ทุกคนทำเพื่อลูก จนมาถึงวันที่เราเริ่มแข็งแรงขึ้นเราก็แค่ก้าวออกมา เหลือไว้เพียงความเป็นพ่อและแม่ของลูก
แย่งเขามาไหม?
มันไม่มีใครแย่งใครได้ เรื่องเหล่านี้มันไม่มีใครอยากให้เกิด แต่มันอยู่ที่สภาวะเจตนา เราไม่ได้มีเจตนาและเราก็ยอมรับทุกอย่าง ยอมรับด้วยว่าทางพี่เขาจะกระทำการใด เราอยู่ในจุดของเราและเราไม่เคยปิดบังว่าเราเป็นอีกหนึ่งบ้านที่ไม่ได้จดทะเบียน และเราให้เกียรติเขา เรามองว่าการให้เกียรติเป็นเรื่องสำคัญกว่าใบเอกสารต่างๆ การให้เกียรติพี่เขามันต้องด้วยการกระทำและคำพูด เพราะฉะนั้นเราไม่ได้แย่ง เมื่อถึงเวลาตัวพี่เขาและเราต่างก็มีอิสระในการเลือกเส้นทางของตัวเอง
ทำไมกล้าออกมาพูดเรื่องนี้?
มันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เราไม่ได้ไปฆ่าคนตาย เราไม่ได้มีเจตนาของการทำร้ายคนอื่น ใดๆ ในโลกใบนี้ถ้าคุณไม่เจอด้วยตัวเองคุณจะไม่รู้ ถ้าเรื่องของเรามันเป็นประโยชน์หรือเป็นกำลังใจให้ใครมันก็น่าจะดีกว่าไหม และถ้าวันนี้เราแนะนำใครได้มันก็น่าจะมีประโยชน์กว่า เพราะสุดท้ายไม่มีใครรักเราเท่าตัวเราเอง และทุกความผิดพลาดมันมีราคาของมันเสมอ
“บางครั้งบทบาทข้างนอก มันจะกดดันบทบาทข้างในเรา เราอยากให้เคลียร์ข้างในเราเองมากกว่า ไม่จำเป็นต้องแคร์คนข้างนอก ให้เคลียร์ข้างในมากกว่าว่าเราเป็นใคร เรามีประโยชน์กับเขาแค่ไหนหรือเราทำอะไรได้ เราไปละเมิดใครไหม ทำร้ายใครหรือเปล่า ข้างนอกมันไม่ได้สำคัญเท่าข้างใน”
ประเด็นดราม่าร้อน! คดีดิไอคอน นำมาสู่วลี “กฤษอนงค์คนสองหน้า”
เราอยู่วงการนี้มานาน เราอยากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เราก็เลยทำหลักสูตรขายตรงเข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็เชิญคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพมาสอน หนึ่งในนั้นคือ พอล ซึ่งตอนนั้นเขาก็มากับ อ.ธเนตร วงษา ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เขาก็เอาความสำเร็จเขามาสอน ซึ่งก็ผ่านมาเป็น 10 ปีแล้ว หลังจากนั้นมาก็ทราบข่าวว่าเขาไปเปิดบริษัทเอง แยกจาก อ.ธเนตร ไปเปิดเอง เป็นออนไลน์ดิไอคอน ตอนแรกเขาเป็นไอคอนกรุ๊ป แล้วก็มาเป็นดิไอคอน เราก็รู้แค่นั้น แต่มันจะมีช่วงขัดแย้งกันอยู่ที่เขาบอกว่าเขาไม่ใช่ขายตรง เขาเป็นออนไลน์ เขาบูลลี่อาชีพขายตรง คนก็มาฟ้องเรา เราก็เลยทะเลาะกับเขาเล็กๆ ว่าอย่าทำแบบนี้ ถ้าทำแบบนี้มันจะทำให้คุณที่เกิดจากอาชีพนี้คุณก็ไม่สามารถที่จะเดินต่อในอาชีพนี้เช่นกัน ฉะนั้นตรงนี้ก็เลยไม่ได้คุยกันอีก พอเขาเติบโตเขาร่ำรวย ก็แยกกันไป จนมาเจอกันอีกครั้งก็มีผู้เสียหายเป็นร้อยคนมาหาเรา ซึ่งเราคัดกรองที่ช่วยได้จริงๆ ก็คือ 89 คน ซึ่งกว่าจะช่วยเสร็จใช้เวลาเป็นเดือน ผู้เสียหายอยู่กับเรา กินอยู่กับเราเป็นเดือน มากันมือเปล่า ผู้เสียหายไม่มีอะไรมาเลยเพราะไม่มีเงินแล้ว ไปที่ไหนเขาก็ถูกเรียก 20-30 % ตำรวจก็ไม่รับแจ้งความ เราก็เลยช่วย ช่วยด้วยความที่ว่าเรารู้จักกันก็เลยเป็นคนประสานหาพอลให้ ซึ่งเขาก็ไม่พอใจหรอกที่เราเป็นคนประสาน เพราะเขาคิดว่าเราจะไปทำมิดีมิร้ายเขา อย่างที่เขาบอกว่าเราใส่ร้ายเขาบ้างอะไรเขาบ้าง เราเลยบอกให้เขามาฟังผู้เสียหายเอง มาดูว่าผู้เสียหายพูดยังไงแล้วก็มาพิจารณาเอาเอง เขาเป็นคนบอกให้เรารับไว้เอง แล้วก็ให้เราทำทางออกของการแก้ปัญหาให้ ผู้เสียหายก็อยากได้ 100% ส่วนคนจ่ายก็ไม่อยากจ่าย 100% มันเลยต้องมาชนกันตรงกลางที่ 50% ไง
สุดท้ายผู้เสียหายบางคนก็ไม่พอใจ เพราะเขาอยากได้คืนหมด คนจ่ายก็ไม่อยากจ่ายหมด จ่ายแค่ 50% มันก็คือประมาณ 8.3 ล้านบาท ผู้เสียหายก็รู้สึกว่าอยากได้มากกว่านี้ แต่ว่าเราทำมาได้แค่นี้ จากยอดรวมทั้งหมดที่ผู้เสียหายเรียกร้องไปประมาณ 20 ล้านบาท ผู้เสียหายก็เลยรู้สึกว่าเราทำให้เขาไม่ดีมันก็เลยออกไปมีประเด็นข้างนอก ทั้งๆ ที่มันจบไปแล้ว 3 เดือน
ซึ่งครั้งสุดท้าย เราก็บอกพอลไปว่า 8.3 ล้านบาทนี้มันจะยังไม่จบหรอก มันจะมีอีก ดังนั้นคุณต้องไปแก้ไข เพราะเราคุยกับผู้เสียหายมาบอกเหมือนกันหมด นั่นแสดงว่ามันไม่เป็นไปตามกฎหมายแล้ว
“ 3 เดือนผ่านไป พอลโทรมาหาบอกว่ามีเรื่องอยากปรึกษา ชวนไปกินข้าว ก็นัดเจอกันและได้คุยกัน เขาก็เล่าว่าเริ่มมีปัญหาแบบนี้ต้องทำยังไง ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นข่าวดัง พี่เลยถามว่าแล้วที่บอกให้แก้ไขแก้อะไรไปบ้าง เขาบอกแก้ไม่ทัน พี่ก็เลยบอกให้แก้ตามข้อกฎหมาย แล้วพี่ก็เกิดคำถามว่า ในเมื่อพอลไม่ใช่ผู้เสียหายแล้วพี่ต้องทำงานให้พอลฟรีเหรอ พี่ก็ต้องคิดเงินสิ”
ซึ่งในตอนนั้นปัญหามันเยอะมาก เราเลยบอกให้เขาวางมาก่อน เขาก็เลยจ่ายมาก่อน 300,000 บาท แล้วเราไปต่างจังหวัด ก็ให้ทีมงานทำงานแทน ทำตามกระบวนการทุกอย่าง เราโทรสั่งการ แล้วถามว่าเราไม่ต้องใช้เงินหรือเปล่า จนในท้ายที่สุดเราก็บอกพอลไปว่าอย่าแก้เป็นจุด ต้องแก้เป็นภาพรวมทั้งหมด ต้องทำงบประมาณ ผู้เสียหายเท่าไหร่ มีงบจะเยียวยาเท่าไหร่ และต้องตอบข้อกฎหมายให้ได้ทั้งหมด หัวใจคือผู้เสียหายที่ต้องวางงบประมาณที่ต้องจ่ายคืนไว้
“มันก็ถามพี่กลับ แล้วพี่เอาเท่าไหร่ พี่ก็บอก ปัญหามึ- ต้องคิด ถ้ามึ- ไม่แก้ หมดเลยนะหมื่นล้านของมึ- แก้ข้างนอกกับแก้ในคุกไม่เหมือนกันนะ พี่บอกมันไปแล้ว”
สุดท้าย พอลก็เอาแผนงานจากเรา ให้เราทำทางออกการแก้ปัญหา ก็จ่ายมาอีก 300,000 บาท เพื่อทำงาน เราก็จ่ายออกไป 300,000 ให้ทีมงานเพื่อทำงาน
“พี่ก็มารู้ทีหลังในรายการโหนกระแส เขาบอกว่าเสียใจมาก โดนพี่ตบทรัพย์ เชื่อไหม ไอ้ปันมันเป็นคนกอดพี่ บอกพี่ว่าอย่าทิ้งมันนะ วันนั้นพี่นั่งอยู่ในรายการต่อหน้าพี่หนุ่ม พี่ไม่ได้ตกใจที่มันเอาคลิปมา เพราะพี่ไม่กลัวคลิป แต่พี่ตกใจกับความรู้สึกที่มันพูดกับที่มันทำกับพี่ มันคนละอย่าง พี่ตกใจอันนั้นมากกว่า พี่จุก นี่เราโดนหักหลังแบบนุ่มนวลหรือว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
สุดท้าย เจ๊พัช กฤษอนงค์ ฝากคำพูดไว้ว่า
“อย่าแปลกใจที่มันเล็งพี่เป็นคนแรก เพราะถ้าฆ่าพี่ตายมันรอดไง จำคำนี้ไว้นะคะ ถ้าเขาฆ่าพี่ให้ตายเขาจะรอด เพราะมันจะไม่มีใครถอดสลักเขาได้เลย สิ่งที่เขาซ่อนเอาไว้มานาน เขาทำขายตรงมานาน เขารู้ว่าต้องซ่อนอะไร เขาขึ้นศาลเขารู้ว่าต้องปิดอะไร เปิดอะไร หลังจากนี้พี่จะเอาความจริงสู้ และอย่ายุ่งกับลูกพี่ พี่ก็เลยบอกเทวดาของเขาว่าพี่บ้าพอ อย่าเอาบาปเอาแพะมาให้พี่ ส่วนสังคมเวลาจะเป็นตัวตกผลึกเอง”