ธ.ก.ส. ลุยภารกิจ แกนกลางการเกษตร
ธ.ก.ส. เดินหน้าภารกิจเป็น แกนกลางการเกษตร ด้วยการใช้เทคโนโลยี ควบคู่การบริหารจัดการข้อมูล สร้างความเข้มแข็งให้ทั้งธนาคารและลูกค้า พร้อมออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม
หลังจากในช่วงกว่า 1 ปี ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการเป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ด้วยการมุ่งสู่การเป็น “Essence of Agriculture หรือ แกนกลางให้ภาคการเกษตร” ในปี 2567 นี้ ธ.ก.ส.ได้ขับเคลื่อนภารกิจให้เข้มข้นมากขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เป็นแกนกลางการเกษตร
แข็งแรงทั้งธนาคารและลูกค้า
นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. โดยการนำของ นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคาร ได้กำหนดวิสัยทัศน์เป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน ด้วยการมุ่งสู่การเป็น Essence of Agriculture หรือแกนกลางให้ภาคการเกษตร ผ่านการทำงาน 2 มิติ ได้แก่
มิติที่ 1 เป็นธนาคารที่ยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีมาให้บริการกับลูกค้าเพื่อให้ธนาคารเป็นแหล่งบริการทางการเงินที่ครบวงจรในภาคการเกษตร
“มิติแรกคือ เราต้องทำให้ธนาคารของเราแข็งแรง ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อทำให้การบริการลูกค้าดีขึ้น ทั้งในด้านการออกผลิตภัณฑ์ หรือการบริการที่ครบวงจร เพราะเราก็ปฏิเสธไม่ได้ในยุคนี้ว่าอะไรที่เข้าถึงง่ายก็จะเป็นสิ่งที่ถูกใจลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ของธนาคารที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น ดังนั้นถ้าเราออกแบบการบริการที่ตรงใจเขา ก็จะทำให้ธนาคารเป็นธนาคารที่ยั่งยืนได้”
ขณะที่ ธ.ก.ส. จะนำข้อมูลที่มีอยู่มาบริหารจัดการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ และลดต้นทุนการเข้าใช้บริการของผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ ธ.ก.ส. เพื่อทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งมากขึ้น
“การที่นำข้อมูลที่เรามีอยู่มาบริหารจัดการ นอกจากจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของธนาคารเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนซึ่งจะทำให้ธนาคารสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้มากขึ้น และยังสามารถนำข้อมูลมาออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายได้”
มิติที่ 2 การพัฒนาชนบทให้เกิดความยั่งยืน โดยการพัฒนาลูกค้าที่มีอยู่บนศักยภาพที่มี มุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งคนในชนบทที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของ ธ.ก.ส. ก็จะมีรายได้ที่ดีและมีความเข้มแข็งด้วย
“ธนาคารจะยั่งยืนอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องทำให้ภาคชุมชนเกิดความเข้มแข็งด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในชุมชนก็เป็นลูกค้าเรา เมื่อเศรษฐกิจชุมชนเกิดความเข้มแข็งธนาคารก็จะเกิดความเข้มแข็งด้วย”
ขณะที่ ธ.ก.ส. จะทำผลิตภัณฑ์ทั้งเงินฝากและสินเชื่อให้ตอบรับกับเทรนด์ของโลก โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีกระแสในเรื่องสิ่งแวดล้อม ผ่าน BCG Model (สินเชื่อเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy Credit) สินเชื่อเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Credit) สินเชื่อสีเขียว (Green Credit) เพื่อยกระดับเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งในการผลิต
นายไพศาลเปิดเผยว่า ในปี 2567 ธ.ก.ส.ได้ขับเคลื่อนภารกิจเป็นแกนกลางภาคการเกษตร หรือ Essence of Agriculture ให้เข้มข้นขึ้น ผ่านการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่
- เป็นแหล่งสินเชื่อภาคการเกษตรที่ดีที่สุด โดยออกแบบสินเชื่อให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคตเพื่อให้ลูกค้าและผู้ประกอบการภาคเกษตร สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีความเหมาะสมและมีผลิตภัณฑ์ที่รองรับครบ
- การให้สินเชื่อคู่กับองค์ความรู้ โดยนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับเปลี่ยนการผลิตที่เกษตรกรมีอยู่ ซึ่ง ธ.ก.ส.จะเป็นตัวกลางในการนำเทคโนโลยีและเครือข่ายที่ ธ.ก.ส. มีเข้ามาช่วยลูกค้าลดต้นทุนการผลิตและยกระดับให้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
- ราคาที่ดีกับตลาดที่แน่นอน ธ.ก.ส.จะพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้นและมีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อเชื่อมโยงให้คนที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตให้ได้รับการแบ่งปันมูลค่าที่สมเหตุสมผล
- การพัฒนาการตลาดและช่องทางการจำหน่าย ธ.ก.ส.ได้ออกแบบช่องทางการจำหน่ายให้ตอบโจทย์ของลูกค้ามากขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์
สำหรับตลาดออนไลน์ของ ธ.ก.ส. ได้แก่ BAAC Farmer Market เป็นเว็บไซต์ที่ ธ.ก.ส.จะคัดเลือกผลิตภัณฑ์ของลูกค้าที่ถูกการพัฒนามาขาย ทำให้สินค้าของลูกค้ากระจายไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและกว้างขึ้น
ส่วนตลาดออฟไลน์ ทุกเดือน ธ.ก.ส. จะคัดสินค้าที่มีคุณภาพเข้ามาจำหน่ายหน้าสำนักงานใหญ่ เพื่อที่จะให้คนในกรุงเทพฯ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ เป็นการเพิ่มช่องทางการขายของลูกค้าให้กว้างขึ้น ส่วนที่สำนักงานสาขาทั่วประเทศจะเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภคด้วยเช่นกัน
นายไพศาลเปิดเผยว่า อีกมิติในปี 2567 ที่สำคัญก็คือ ธ.ก.ส. ไม่ได้มองช่องทางการขายแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ได้ยกระดับตั้งสำนักงานเพื่อดูแลกิจการต่างประเทศด้วย
ออกแบบผลิตภัณฑ์
ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม
นายไพศาลกล่าวว่า นอกจากสินเชื่อเพื่อการเกษตรแล้ว ในด้านธุรกรรมทางการเงิน ธ.ก.ส. ยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ทัดเทียมกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มอื่นนอกจากกลุ่มเกษตรกรด้วย เช่น
1.ด้านเงินฝาก ธ.ก.ส. มีผลิตภัณฑ์ด้านเงินฝากที่หลากหลาย ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ทุกวัย โดยผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นของ ธ.ก.ส. คือ สลากออมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีพอร์ตเงินฝากรวมอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท เป็นพอร์ตสลาก 4 แสนล้านบาท
“ฟีเจอร์ของสลากเป็นอะไรที่ถูกจริตคนไทยเพราะว่าออมแล้ว นอกจากได้ผลตอบแทนที่ดีแล้วยังได้ลุ้นโชคด้วย เราจึงมองว่าถ้าเราดึงตรงนี้มาช่วยเรื่องการส่งเสริมการออมก็จะเป็นเรื่องที่ดี”
โดยล่าสุด ธ.ก.ส. ได้ออก สลากออมทรัพย์ทวีสิน ชุดมรกต ซึ่งได้ขออนุมัติวงเงินไว้ทั้งหมด 1.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 วงเงิน 1 แสนล้านบาท และเฟสที่ 2 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท โดยเปิดจำหน่าย หน่วยละ 500 บาท มีสิทธิลุ้นรางวัลใหญ่ 20 ล้านบาท และรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่า 159 ล้านบาท จำนวน 24 ครั้ง ฝากครบรับดอกเบี้ย 0.30% ต่อปี เปิดจำหน่ายที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา และแอปพลิเคชั่น BAAC Mobile
“ปัจจุบัน สลากออมทรัพย์ทวีสิน ชุดมรกต ได้เปิดฝากเต็มวงเงิน 1 แสนล้านบาทในเฟสแรกแล้ว และได้เปิดจำหน่ายเฟสที่ 2 เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 67 ซึ่งล่าสุดมีผู้ฝากถึง 2 หมื่นล้านบาทแล้ว”
นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังได้ออกผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต 3 สไตล์ ที่มาพร้อมความคุ้มครองอุบัติเหตุ พร้อมสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย โดยเลือกความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ได้ถึง 3 ระดับ ได้แก่
- บัตรเดบิตเขียวส่อง สำหรับลูกค้าทั่วไปที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 99 ปี วงเงินคุ้มครองประกันภัยสูงสุด 100,000 บาท วงเงินการทำธุรกรรมสะสม สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อวัน สมัครบัตรใหม่พร้อมค่าธรรมเนียม 349 บาทต่อปี
- บัตรเดบิตบุษย์น้ำทอง สำหรับลูกค้าทั่วไปที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 75 ปี วงเงินคุ้มครองประกันภัยสูงสุด 200,000 บาท เมื่อประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน ไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน วงเงินชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุ 500 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 10 วันต่อปี วงเงินการทำธุรกรรมสะสม สูงสุดไม่เกิน 120,000 บาทต่อวัน สมัครบัตรใหม่พร้อมค่าธรรมเนียม 699 บาทต่อปี
- บัตรเดบิตพลอยไพฑูรย์ สำหรับลูกค้าทั่วไปที่มีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 75 ปี วงเงินคุ้มครองประกันภัยสูงสุด 1,000,000 บาท เมื่อประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน ไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน วงเงินการทำธุรกรรมสะสม สูงสุด ไม่เกิน 120,000 บาทต่อวัน สมัครบัตรใหม่พร้อมค่าธรรมเนียม 1,234 บาทต่อปี
“บัตรเดบิตใบนี้เป็นการรวมความต้องการของลูกค้ามาไว้ในบัตรใบเดียว เพราะนอกจากทำธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกแล้ว ยังมีเรื่องการคุ้มครองชีวิตด้วย โดยหลังจากเริ่มออกบัตรเดบิตตัวนี้มาประมาณ 1 เดือน มีผู้สมัครแล้วประมาณ 1 แสนใบ ก็เป็นการตอบรับที่ดี”
2.ด้านสินเชื่อ แม้ ธ.ก.ส. ไม่ได้มีการทำผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต แต่มีผลิตภัณฑ์ที่เทียบเคียง ได้แก่ บัตรเกษตรสุขใจ หรือ บัตรสินเชื่อสำหรับเกษตรกร ซึ่งเป็นวงเงินสำหรับให้เกษตรกรนำไปใช้ซื้อปัจจัยการผลิตในร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส. ซึ่งมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 1 เดือน เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อได้สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤศจิกายน 2567 ฉบับที่ 510 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/