ช่วยพ้นนรก เด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกปู่-อาแท้ๆ ทำอนาจารตั้งแต่ 10 ขวบ พ่อ-แม่รับรู้มาครึ่งปีแล้ว
ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ช่วยพ้นนรก เด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกปู่-อาแท้ๆ ทำอนาจารตั้งแต่ 10 ขวบ พ่อลั่นไว้หน้าบ้างนั่นก็พ่อเขา รับรู้เรื่องตั้งแต่ 6 เดือนก่อน
เมื่อวันนี้ 18 ธันวาคม เพจ “เป็นหนึ่ง” ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “หลานสาววัย 12 เล่าให้แม่เพื่อนฟังว่าถูกปู่และอาล่วงละเมิดตั้งแต่ 10 ขวบ พ่อแม่รู้แต่ไม่แจ้งความ วันนี้เป็นหนึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง” ซึ่งหลังจากข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีสมาชิกเข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
โดยเพจเป็นหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความในคอมเมนต์ ว่า “คำบอกเล่าของน้อง น้องเล่าให้เพื่อนฟังว่า วันหนึ่งปู่เดินทางมาจากต่างจังหวัด แล้วบอกกับน้องก่อนไปโรงเรียนว่าเย็นวันนี้รีบกลับบ้านนะ จะได้อาบน้ำด้วยกัน เมื่อเพื่อนรู้ เพื่อนจึงได้ไปบอกแม่ แม่เพื่อนจึงได้หาทางแอบไปรับน้องออกมาโดยอ้างว่าน้องมีงานแข่งศิลปะหัตถกรรมแต่เช้า จึงจะพาน้องไปนอนที่บ้านจะได้ไปส่งพร้อมกับลูกของตน แต่เมื่ออากับปู่รู้ทัน จึงโทรบอกพ่อกับแม่ สุดท้ายพ่อน้องไม่อนุญาตให้น้องไป สุดท้ายน้องก็ถูกล่วงละเมิดอีกครั้งในคืนวันนั้น รอติดตามเคสนี้แม่คือ แม่เลี้ยงนะคะ แม่แท้ๆ น้องทิ้งไปตั้งแต่น้องยังเล็กๆ”
ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง พร้อม นายรพี ชำนาญเรือ มือปรามแอมไซยาไนด์ชื่อดัง และทีมงานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ร่วมเดินทางพร้อมเจ้าหน้าที่ พม.กาญจนบุรี ไปที่โรงเรียนเขาดินวิทยาคาร หมู่ 3 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เพื่อพบกับ ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 โดยมี น.ส.วิไล กวางคีรี ผอ.โรงเรียนเขาดินวิทยาคาร น.ส.มนัสนันท์ ทองศรีมัณฑนา รองศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี รักษาการในตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมหารือ จากนั้นคณะทั้งหมดเดินทางไปที่ สภ.ท่าม่วง พบกับ พ.ต.อ.พิทักษ์ ว่องพาณิชย์ ผกก.ท่าม่วง เข้าร่วมพูดคุย ที่ห้อง ศปก.ท่าม่วง
โดยเบื้องต้น พ.ต.อ.พิทักษ์สอบถาม ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) ทราบว่า เหตุเกิดปีกว่าแล้ว โดยมีปู่และอาเป็นผู้กระทำที่บ้านพักในพื้นที่ จ.ราชบุรี ต่อมาทั้งหมดย้ายมาอยู่บ้านรางจิก ต.ทุ่งทอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งก็มีการก่อเหตุอนาจารต่อเนื่อง
นายธราพงษ์ ทองจรัส ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ผู้แทน นายนพพล สุกิจปาณีนิจ นายอำเภอท่าม่วง รวมทั้งเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จังหวัดกาญจนบุรี และ ผอ.โรงเรียน เข้าร่วมประชุมและรับฟังข้อเท็จจริงจาก ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) และเพื่อน
เบื้องต้นทราบว่า ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) เคยถูกปู่กับอาข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.4 -ป.5 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งปัจจุบัน ด.ญ.เอ ได้ย้ายมาเรียนระดับชั้น ป.6 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และได้ไปอาศัยบ้านเช่าอยู่กับปู่และอาในพื้นที่เขตรับผิดชอบของ สภ.หนองขาว อ.ท่าม่วง ซึ่งปู่ได้พยายามข่มขืนด้วยการกอดลูบคลำแต่ไม่สำเร็จ โดยเตรียมประสานสหวิชาชีพเพื่อทำการสอบปากคำ ด.ญ.เอ ผู้เสียหาย ที่สำนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จากนี้ทาง สภ.ท่าม่วง จะได้ทำการประสานไปยัง สภ.หนองขาว และ สภ.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เนื่องจากทั้ง 2 สภ.อยู่ในอำนาจสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมปู่และอาของเด็กรายดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง เปิดเผยว่า เวลาประมาณ 22.00 น. ของคืนที่ผ่านมา มีผู้ปกครองของเด็กในโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี แจ้งว่า หลานของเขามาเล่าให้ฟังว่า เพื่อนถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัว ซึ่งพอเราทราบเรื่องในเบื้องต้นจึงสอบถามกับน้องซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเด็กที่ถูกกระทำว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ซึ่งน้องก็เล่าให้ฟังว่าจะต้องมีไปประกวดแข่งขันทางวิชาการและโรงเรียนจะต้องหยุด ซึ่งเพื่อนก็ตัดพ้อว่าไม่อยากอยู่บ้าน น้องจึงถามกลับเพื่อนว่าทำไมถึงไม่อยากอยู่บ้าน ผู้เสียหายจึงเล่าให้น้องฟังว่า ถ้าอยู่บ้านเขาก็จะถูกปู่กับอาพยายามที่จะล่วงละเมิดทางเพศตลอด
“ซึ่งเมื่อเราได้มาพูดคุยกับน้องผู้เสียหายพบว่าเป็นเรื่องจริง โดยน้องเคยถูกอาจะล่วงละเมิด ตั้งแต่ ป.4 จนถึง ป.5 แล้วก็หยุดทำไป เรื่องราวเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เพราะว่าน้องเองก็ทนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ก็เลยไปอยู่อีกที่หนึ่งที่ จ.ราชบุรี แต่พอไปอยู่ที่ จ.ราชบุรี ก็ถูกปู่ล่วงละเมิดฯ อีก” ต้นอ้อกล่าว
ต้นอ้อกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาน้องผู้เสียหายพยายามบอกแม่เลี้ยงของเขา ซึ่งแม่เลี้ยงก็ทราบว่ามีเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น โดยแม่เลี้ยงก็แก้ปัญหาด้วยการกั้นห้องเพื่อที่จะไม่ให้ปู่มาทำอะไรกับลูกเลี้ยง แต่สุดท้ายปู่ก็พยายามที่จะล่วงละเมิดทางเพศอีกอยู่ดี จากนั้นทั้งหมดย้ายมาอยู่บ้านรางจิก ต.ทุ่งทอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รวมทั้งน้องผู้เสียหายก็กลับมาอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี กระทั่งน้องถูกปู่ล่วงละเมิดฯ สำเร็จไปหนึ่งครั้ง
ทั้งนี้ พ่อของน้องผู้เสียหายต้องออกไปทำงาน จึงเอาลูกมาไว้กับปู่กับอา ซึ่งอาเป็นคนดูแล ฉะนั้นเด็กจึงกังวลว่าถ้าเขาอยู่ต่อไป เขาจะต้องโดนกระทำอีก ซึ่งตนคิดว่าคนในครอบครัวรับรู้รับทราบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้อง ขณะนี้น้องร้องไห้เพราะว่าหวาดกลัวว่าจะโดนพ่อและแม่เลี้ยงว่า ตนจึงบอกไปว่าไม่ต้องกลัวเพราะตอนนี้น้องอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่รัฐแล้วอะไรก็ทำหนูไม่ได้ ฉะนั้นครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน รัฐก็ต้องเป็นเซฟโซนให้กับเด็ก ซึ่งขณะนี้น้องมีความกังวลคือหนึ่งเขาอยากจะเรียนต่อ เขาอายเพื่อน แต่ที่เขาต้องบอกเรื่องราวที่มันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตเขากับเพื่อนเพราะเขาไม่มีที่พึ่งแล้ว ในเมื่อบอกพ่อไปพ่อก็บอกว่าไว้หน้าเขาบ้าง เพราะนั่นคือพ่อของเขา
“คุณรักพ่อคุณ แต่คุณไม่รักลูกคุณเลยเหรอ? สังคมเรามันเสื่อมลงไปทุกวันจนคุณไม่มีคำว่าสามัญสำนึก ไม่รักลูกตัวเองเหรอ? หมามันยังรักลูกตัวเองเลย นี่คุณเป็นพ่อนะ คุณปล่อยให้พ่อของคุณมากระทำกับลูกคุณแท้ๆ มันเลวร้ายมากนะ” ต้นอ้อกล่าว
ต้นอ้อกล่าวอีกว่า ยิ่งพอเราฟังจากปากน้องเราก็ร้องไห้กับเขาว่าทำไมเขาต้องมาเจออะไรแย่ๆ แบบนี้ เราถามน้องว่าหนูยังอยากอยู่ต่อไหมเค้ายืนยันว่าอยากอยู่กับพ่อ และกล่าวต่อว่า “คุณพ่อฟังนะ เขาอยากอยู่กับคุณ แต่เขาไม่อยากอยู่กับสองมารร้ายทั้งสองคนนี้อีกแล้ว ฉะนั้นคุณต้องเลือกแล้วว่า จะจัดการยังไง เพราะนี่คือลูกคุณ เขาอายุแค่ 12 ปี เขายังมีอนาคตที่ต้องเติบโตไป ไปเจออะไรที่ดีๆ ไม่ใช่ว่าเติบโตมาแล้วต้องมาเจอแต่พวกสิงสาราสัตว์ เจอแต่พวก วิปริตวิตถารที่มาทำกับคนในครอบครัวตัวเองแบบนี้” ต้นอ้อกล่าว
“ในส่วนของคดี ข้อมูลที่ได้เป็นข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งที่เด็กให้มา และก็ต้องดูอีกว่าในทางกฎหมายทาง ผกก. จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะว่าเด็กถูกล่วงละเมิด มาตั้งแต่ ป.5 แล้วก็เว้นระยะไป แต่ผู้กระทำผิดก็พยายามที่จะทำมาตลอด แต่เด็กพยายามเลี่ยงที่จะไม่อยู่ด้วย พยายามที่จะอยู่คนเดียวแล้วก็ล็อกห้อง แต่ปู่ก็พยายามบอกว่าเดี๋ยวพาไปอาบน้ำ ซึ่งเด็กโตแล้วคุณจะไปอาบน้ำให้เด็กได้ยังไง
ทั้งนี้ จะต้องติดตามแม่แท้ๆ ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทราบว่าแม่อยู่ที่ จ.กระบี่ ซึ่งต้องตามพ่อกับแม่มาพูดคุยกันว่าหลังจากนี้ไปน้องจะต้องอยู่ในความคุ้มครองของใคร และความปลอดภัยจะมีไหม ฉะนั้นเองคนเป็นพ่อหรือแม่ถ้าเห็นข่าวนี้และรู้ว่าเป็นลูกของตัวเอง กลับมาดูแลเขาหน่อย กลับมาสนใจเขาหน่อย กลับมาถามหน่อยว่า ลูกฉันต้องอยู่ยังไง ลูกฉันจะต้องเป็นยังไง การที่เด็กคนหนึ่งจะต้องรับการกระทำที่เลวร้ายแบบนี้ ซึ่งมันมีผลกระทบต่อเขาจนถึงโต กลายเป็นเด็กที่ซึมเศร้า โดยเบื้องต้นจะต้องนำน้องผู้เสียหายไปอยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวก่อน” ต้นอ้อกล่าวทิ้งท้าย
จากนั้นได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยังพ่อและแม่เลี้ยงของ ด.ญ.เอ เพื่อพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งคู่ยอมรับว่า ได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ ด.ญ.เอ ลูกสาวเมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา แต่เมื่อสอบถามปู่และอา ทั้งสองให้การปฏิเสธ
ด้าน พ.ต.อ.พิทักษ์ ว่องพาณิชย์ ผกก.ท่าม่วง เผยว่า ทาง สภ.ท่าม่วง รับแจ้งคดีนอกเขต และดำเนินการสอบสวนตามระเบียบของคดีเด็กและเยาวชนอย่างเคร่งครัด และประสานท้องที่เกิดเหตุ รวมถึงประสานสหวิชาชีพเพื่อร่วมสอบปากคำผู้เสียหาย เพื่อเร่งดำเนินการติดตามตัวผู้กระทำผิดต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด ตร.ชุดสืบสวน สภ.หนองขาว ได้เชิญตัวปู่และอา สองผู้ต้องสงสัยละเมิด ด.ญ.เอ เหยื่อล่วงละเมิดฯ มาทำการสอบปากคำที่ สภ.หนองขาว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ช่วยพ้นนรก เด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกปู่-อาแท้ๆ ทำอนาจารตั้งแต่ 10 ขวบ พ่อ-แม่รับรู้มาครึ่งปีแล้ว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th