โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำนาน "กำเนิดข้าว" ในนิทานอินโดฯ พืชสวรรค์โผล่เหนือหลุมศพเทพธิดา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ต.ค. 2565 เวลา 09.17 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2565 เวลา 09.09 น.
(ภาพจาก หนังสือข้าวไพร่-ข้าวเจ้า ของชาวสยาม)

“ข้าว” อาหารหลักของคนหลายชนชาติ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักมาอย่างยาวนาน เฉพาะในประเทศไทย นักโบราณคดีค้นพบเมล็ดข้าวที่มีความเก่าแก่ที่สุดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุกว่า 7,000 ปีมาแล้ว รวมถึงการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเก่าแก่ในภาคอีสานที่มีอายุกว่า 5,000 ปี ก็เริ่มทำ “ข้าวไร่” กันอย่างแพร่หลาย จากหลักฐานเครื่องมือเกษตรและร่องรอยของ “แกลบ” หรือเปลือกข้าวที่มีอายุยืนยาว

เมื่อข้าวเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของผู้คนและมนุษย์เป็นนักเล่าเรื่อง จึงมีคำบอกเล่าต่าง ๆ ที่กลายเป็น “นิทาน” กล่าวการถือกำเนิดข้าว ประเทศไทยเองมีนิทานเกี่ยวกับข้าวที่เก่าแก่ราว 3,000 ปี เล่าถึง “หมา 9 หาง” เอาพันธุ์ข้าวมาให้คนปลูก

อีกหนึ่งตำนานที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ นิทานอินโดนีเซียที่เล่าถึงตำนานต้นกำเนิดข้าวอันน่าตื่นตะลึง เพราะเป็นต้นไม้สวรรค์ที่ผุดขึ้นเหนือหลุมศพของเทพธิดาองค์หนึ่ง ซึ่ง สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้รวบรวมมาเล่าไว้ใน “ข้าว (อินโดนีเซีย)” ในหนังสือ ข้าวปลา หมาเก้าหาง ประชุมคำบอกเล่าเก่าแก่เกี่ยวกับกำเนิดต้นข้าว (มติชน, 2563) ดังนี้

ครั้งหนึ่ง ปัตหราคุรุ จอมเทพผู้ยิ่งใหญ่เหนือเทพเจ้าทั้งหลายกำลังสร้างวิมานของพระองค์ขึ้นใหม่ จึงมีเทวบัญชาให้ทวยเทพเจ้าบนสวรรค์นำหินก้อนใหญ่ ๆ มาองค์ละก้อน สำหรับจะสร้างรากฐานของวิมาน เทพทุกองค์รับว่าจะปฏิบัติตามเทวโองการ ยกเว้นเทพงูองค์เดียว

เมื่อเทพซึ่งเป็นสื่อข่าวมาหา เทพงูก็โคลงศีรษะอย่างเศร้าสร้อยและกล่าวว่า “ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าข้าพเจ้าไม่แขนไม่มีขา ข้าพเจ้าจะขนหินได้อย่างไร”

ขณะที่พูด น้ำตา 3 หยดใหญ่ ๆ ก็ไหลลงมาที่แก้ม เมื่อหยดน้ำตานั้นตกถึงพื้นก็กลายเป็นไข่สีขาวจำนวน 3 ฟอง เทพซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวก็บอกกับเทพงูว่า“นำไข่ 3 ฟองนี้ไปถวายพระผู้เป็นเจ้าเถิด แล้วทูลให้ทรงทราบอย่างถี่ถ้วนว่าเกิดอะไรขึ้น”

ดังนั้นเทพงูจึงอมไข่ไว้ในปากอย่างระมัดระวัง ออกเดินทางไปยังวิมานพระผู้เป็นเจ้า ระหว่างทางก็พบกับนกอินทรีใหญ่ นกอินทรีถามว่า “จะไปไหน…เทพงู” เทพงูตอบไม่ได้เพราะอมไข่ไว้ในปาก

นกอินทรีใหญ่ถามซ้ำถึง 2 ครั้ง เมื่อไม่ได้รับคำตอบก็โกรธมากตรงเข้าจิกศีรษะเทพงู เทพงูเจ็บมากร้องลั่นถึง 2 ครั้ง เมื่ออ้าปากร้องแต่ละครั้ง ไข่ก็หล่นลงมาทีละฟอง

เมื่อไข่กระทบพื้นก็แตกออก มีลูกหมูออกมาฟองละตัว แม่วัวตัวหนึ่งรับเอาไปเป็นลูกบุญธรรม และเลี้ยงดูมาด้วยกันกับลูกตน ลูกของแม่วัวนั้นชื่อ “เลมบูกูมารัง” ซึ่งจะเอ่ยถึงต่อไป

ลูกวัวตัวนี้เป็นตัวผู้ เมื่อโตขึ้นเป็นวัวที่ชั่วร้าย มีฤทธิ์อำนาจมาก เป็นศัตรูอันร้ายกาจแก่เทพเจ้าและมนุษย์

เทพงูเสียใจที่เสียไข่ไป 2 ฟอง แต่เคราะห์ยังดีที่อมไว้ได้อีก 1 ฟอง จึงนำไข่ฟองสุดท้ายนั้นไปถวายพระผู้เป็นเจ้าแล้วทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้น พระเป็นเจ้าตรัสสั่งให้ดูแลไข่ฟองนั้นจนกระทั่งฟักเป็นตัวเสียก่อนแล้วจึงนำมาถวาย ไม่ว่าจะเป็นตัวอะไรก็ตามที่ออกมาจากไข่ฟองนั้น

เทพงูนำไข่ฟองนั้นกลับไปยังที่อยู่และระวังรักษาเป็นอย่างดี ในที่สุดตอนปลาย ๆ เดือนนั้นเอง ไข่นั้นก็เกิดแตกออกเป็นเด็กหญิงสวยงามคนหนึ่ง เทพงูรีบพาไปเฝ้าพระเป็นเจ้า พระองค์ก็ทรงรับไว้เป็นธิดาของพระองค์ ประทานชื่อว่า “เทวีศรี”

เทวีศรีได้รับการเลี้ยงดูอย่างเจ้าหญิงในพระราชวัง ได้รับความรักและความทะนุถนอมอย่างที่ธิดาของพระผู้เป็นเจ้าควรจะได้รับ

เวลาผ่านไปหลายปี เทวีศรีก็เจริญวัยขึ้นเป็นหญิงสาวที่น่ารัก เธอนุ่มนวลอ่อนโยนมีจิตใจเมตากรุณาสมกับเป็นสาวงาม ใคร ๆ ที่รู้จักเธอก็รักเธอกันทั้งนั้น

พระผู้เป็นเจ้าเองก็แสดงความรักต่อเธออย่างยิ่งยวด ประเพณีมีอยู่ว่า พ่อจะแต่งงานกับลูกสาวของตนเองไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นพระผู้เป็นเจ้า และเธอเป็นเพียงธิดาบุญธรรมก็ตาม

เทพทั้งหลายกลัวว่าถ้าพระเป็นเจ้าละเมิดประเพณีนี้อาณาจักรจะพังพินาศ ดังนั้นจึงลอบมาประชุมกันลับ ๆ แล้วลงความเห็นว่าต้องฆ่าเทวีศรีเสีย การตัดสินใจอย่างนี้ทำให้เทพทุกองค์เศร้าสร้อยมาก แต่คิดเสียว่าเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาอาณาจักรให้พ้นภัย

ดังนั้นเทพจึงเอายาพิษใส่ลงไปในผลไม้ซึ่งนางเทวีศรีโปรดมาก แล้วนำไปให้เธอ พอเธอกินผลไม้นั้นไม่ทันไรก็ล้มป่วย อ่อนเพลียลงทุกวัน ๆ และในที่สุดก็ตายลง ดูประดุจก้านอันบอบบางของดอกไม้แรกแย้มที่ค่อย ๆ เหี่ยวเฉาทีละน้อยแล้วก็ร่วงลงพื้นดิน

ศพของเทวีศรีมีพิธีกรรมอันมโหฬาร ฝังไว้ที่ข้างพระเจดีย์ยอดสามชั้น มีเทวดาอยู่เฝ้าหลุมศพ 1 องค์คอยรดน้ำทุกวันเพื่อให้เกิดดอกไม้งอกงามรอบหลุมศพ

ไม่ช้าก็ปรากฏว่ามีพืชประหลาดชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนเลย งอกขึ้นมาที่หลุมศพ พืชนี้เป็นพันธุ์ไม้สวรรค์ซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกกันว่าข้าว มันเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและออกรวงหลายรวง เมื่อถึงเวลาก็กลายเป็นสีเหลืองและมีเมล็ดข้าวมากมาย

เมื่อพระเป็นเจ้าทอดพระเนตรเห็นสิ่งอัศจรรย์นี้ก็ตรัสกับเทพบริวารให้นำเมล็ดข้าวลงมายังโลกมนุษย์ ไปประทานแก่พระราชาผู้ครองอาณาจักปชาจรัน โดยมีเทวบัญชาว่า

“จงบอกกับพระราชาว่า เมล็ดพืชเหล่านี้เป็นของขวัญจากเรา ขอให้ประชาชนของพระราชาปลูกพืชนี้และระวังรักษาให้จงดี แล้วต่อไปจะไม่มีใครหิวโหยอีกเลยเพราะข้าวนี้เป็นอาหารสำหรับชีวิต”

พระราชาแห่งปชาจรันมีความสุขมากที่ได้รับของขวัญอันพิเศษจากสวรรค์ พระองค์ทรงแจกจ่ายเมล็ดข้าวแก่ประชาชน เทพบริวารที่ลงมาจากสวรรค์ก็สอนประชาชนให้หว่านข้าวนั้นในทุ่งนาและบนเนินเขาซึ่งตกแต่งไว้เป็นขั้น ๆ สอนให้เกี่ยวข้าว นวดข้าว

ยังมีเทพธิดาบนสรวงสวรรค์องค์หนึ่งลงมายังโลกมนุษย์ สอนให้หญิงสาวทุกคนรู้จักหุงข้าว และใช้ข้าวทำอาหารอร่อย ๆ อย่างอื่นอีกมากมายหลายวิธี หลังจากนั้นประชาชนชาวปชาจรันก็ไม่ขาดแคลนอาหารอีกต่อไป ต่างอยู่อย่างสงบและเป็นสุขสบายมาหลายปี

แต่วันหนึ่งมีพ่อค้าชั่วคนหนึ่งจากเมืองอื่นมาค้าขายที่เมืองปชาจรัน ได้เห็นข้าวและได้ชิมข้าวอันแสนวิเศษนี้เข้าก็อยากจะซื้อเอาไปให้หมด แต่พระราชาไม่ทรงอนุญาต รับสั่งว่า “ข้าวนี้ ที่จริงแล้วไม่ใช่ของของเรา เป็นของเทวดาท่าน เพราะมาจากหลุมพระศพพระเทวีศรี ดังนั้นเราจึงขายให้ท่านไม่ได้”

คำตอบนี้ทำให้พ่อค้านั้นโกรธมาก เขาจึงไปยังถ้ำของวัว เลมบูกูมารัง วัวชั่วร้ายมีฤทธิ์เดชเวทมนตร์มาก พ่อค้าไปขอให้ทำลายข้าวในอาณาจักรปชาจรันให้หมด

เลมบูกูมารังก็ลงมือทันที มันเป่ามนตร์ให้เกิดพายุใหญ่ ทำลายต้นข้าวให้หักพังยับเยินลงดับพื้นดิน

เมื่อพระเป็นเจ้าเห็นเช่นนั้นก็ส่งเทวดาหนุ่มองค์หนึ่งชื่อ พระสุลันจนะ ให้มาช่วยรักษาต้นข้าวไว้ พระสุลันจนะเป่ามนตร์ให้พายุนั้นสลายไป แล้วช่วยพยุงต้นข้าวอ่อน ๆ ให้ตั้งต้นขึ้นได้อีก

แล้วเลมบูกูมารังก็เรียกน้องชายซึ่งแม่เลี้ยงไว้ให้มาช่วยกันทำลายต้นข้าว น้องทั้งสองก็คือลูกหมูสองตัว ตอนนี้เติบโตเป็นหมูใหญ่ที่ดุร้าย มีการต่อสู้กัันอย่างดุเดือดร้ายแรงระหว่างสัตว์กับพระสุลัยจนะ

พวกสัตว์ป่าวร้องให้หมูป่าหลายร้อยตัวมาเหยียบย่ำต้นข้าว แต่พระสุลันจนะก็ทำให้เกิดหมอกหนาทึบไปหมด จนพวกหมูหลงทางแล้วส่งหนูนับพันมากัดกินต้นข้าว เทวดาโปรยยาพิษไปตามทางเดินของพวกหนู หนูก็ล้มลงตายหมด พี่น้องผู้ชั่วร้ายจึงเรียกนกนับล้านมาจิกเมล็ดข้าว แต่เทวดาก็เป่ามนตร์ขับไล่นกให้ตื่นกลัวหนีไปหมด

ในที่สุดวัวชั่วตัวนั้นก็เรียกสัตว์ร้ายในป่าออกมาให้หมด สั่งให้ทำลายเมืองทุกเมือง หมู่บ้านทุกแห่งในอาณาจักรนั้น ประชาชนทั้งหมด แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็มาช่วยพระสุลันจนะ พระสุลัยจนะสั่งให้ขุดหลุมวางกับดักสัตว์และผูกตาข่ายไว้ตามยอดไม้

ทันใดนั้นกองทัพสัตว์ป่า นำโดยเลมบูกูมารังก็วิ่งเผ่นโผนออกมาจากป่า หักโค่นต้นไม้มาตลอดทาง แต่ตกลงไปติดกับในหลุมพรางและติดอยู่ในตาข่ายมากมาย

เลมบูกูมารังเห็นกองทัพของมันเสียที แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ มันร้องท้าเทพองค์นั้นว่า “พระสุลันจนะ อย่าเพิ่งคิดว่าเราแพ้นะ เราขอถ้าให้ท่านออกมาสู้กับเรา แล้วดูซิว่าใครจะแข็งแรงกว่ากัน”

เทพหนุ่มออกไปเผชิญหน้ากับคำท้ายทายอย่างองอาจกล้าหาญ ยืนเท้าสะเอวคอยทีให้วัวชั่วร้ายนั่นจู่โจมเข้ามา เลมบูกูมารังลับเขาของมันเข้ากับลำต้นไม้ แล้วกระโจนเข้าใส่พระสุลันจนะด้วยพลังอันร้ายแรง แต่เทพหนุ่มกระโดดหลบฉากเอานาทีสุดท้าย

พอวัวหนุ่มโถมเข้าใส่ เทพก็ยื่นเท้าข้างหนึ่งออกไปขัดขาวัว วัวก็ล้มโครมลงกับพื้นดิน มันรีบผุดลุกขึ้นโดยเร็วแล้วโถมเขาสู่อีก แต่ก็ล้มพลาดลงอีกครั้งหนึ่ง มันโจนเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พระสุลันจนะว่องไวกว่ามันทุกครั้งไป

ในที่สุดเทพก็ฉวยตีนวัวได้ข้างหนึ่ง แล้วหวี่ยงเจ้าวัวร้ายหมุนติ้วอยู่ในอากาศ จนเลมบูกูมารังทนต่อไปไม่ไหว ต้องร้องขอความกรุณา เทพก็ยอมไว้ชีวิต ถ้าวัวกับหมูร้ายสองตัวสัญญาว่าจะป้องกันรักษานาข้าวตลอดไป

สัตว์ทั้งสามยอมให้สัญญา ประชาชนชาวปชาจรันก็โห่ร้องกึกก้อง ตั้งแต่นั้นมาสัตว์ทั้งสามก็เฝ้าดูแลรักษานาข้าวอย่างซื้อสัตย์ แล้วนาข้าวก็ไม่ถูกรบกวนอีกเลย ประชาชนปชาจรันก็อยู่เย็นเป็นสุข มีข้าวอันเอร็ดอร่อยเป็นอาหารประจำชีวิตตลอดมา

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 ตุลาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...