สิ้นสุดคดี The Beach สร้างหนังกระทบสิ่งแวดล้อม ศาลฎีกาสั่งให้ปรับฟื้นฟูอ่าวมาหยา
สิ้นสุดคดี The Beach สร้างหนังกระทบสิ่งแวดล้อม ศาลฎีกาสั่งให้ปรับปรุงฟื้นฟูอ่าวมาหยา ยกฟ้องอดีตรมว.เกษตรฯ และอดีตอธิบดีกรมป่าไม้
อ่าวมาหายา เป็นเวิ้งอ่าวขนาดเล็ก อยู่ในเขคอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ มีความสวยงามของธรรมชาติ ทั้งปะการัง ชายหาด ทรายขาวนวล มีพันธุ์ไม้ประจำถิ่นเจริญเติบโต มีปูลม ปูไก่ และฉลามครีบดำ และถือเป็นที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของไทย โดยหนังเรื่อง The Beach ทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักอ่าวมาหยาไปทั่วโลก
แต่การถ่ายทำหนังเรื่องเดอะบีช ซึ่งมีการใช้แพขนานยนต์ไปเทียบ เพื่อขนย้ายเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ขึ้นฝั่ง เมื่อปี 2542 พบว่าสันทรายเกิดรอยเว้า ถูกน้ำทะเลกัดเซาะนอกจากนี้การปรับพื้นที่ปลูกต้นมะพร้าว และสร้างที่พักชั่วคราว ยังทำลายพืชประจำถิ่น ทำลายความสวยงามมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดิม
ต่อมา อบจ.กระบี่ และ อบต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ ได้ยื่นฟ้องผู้อนุญาตให้ “ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์” บริษัทสร้างภาพยนตร์เรื่อง เดอะบีช เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการกระบวนการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบนอ่าวมาหยา อ่าวที่สวยงามที่สุดบนเกาะพีพีเล ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ โดยฟ้องขอให้ชดเชยค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000,000 บาท ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม และเมื่อปี 2556 ผู้พิพากษาได้ใช้วิธีลงพื้นที่เดินเผชิญสืบหรือหาหลักฐานด้วยตัวเอง
ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565 ศาลฏีกาได้อ่านคำพิพากษาคดีอ่าวมาหยา ระหว่าง อบจ.กระบี่ อบต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ และพวกรวม 19 คน ร่วมกันยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าว่าการเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ อธิบดีกรมป่าไม้ บริษัทซันต้า อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์มฯ และบริษัททเวนตี้ เซนจูรี่ ฟอกซ์ฯ
โดยศาลฎีกา ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ในคำวินิจฉัย ระบุว่า “ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รับผิดในการปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อทำแผนการฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนอ่าวมาหยา จึงสอดคล้องกับภารหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและอยู่ในขอบเขตแห่งคำฟ้องและคำข้อท้ายฟ้อง”
และศาลยังวินิจฉัยต่อไปว่า “คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายหยิบยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นโต้แย้งอ้างว่า ปัจจุบันหาดมาหยามีสภาพตามธรรมชาติดังเดิมแล้วเพราะได้มีการปิดอ่าวและปล่อยให้ธรรมชาติได้เยียวยาตนเองแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบังคับคำขอถ้ายคำฟ้อง ศาลเห็นว่า ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นมาลอยๆในคำแก้ฎีกาแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้เชื่อถือได้ แต่อย่างไรก็ตามการนำสืบคู่ความทั้งสองยอมรับตรงกันว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศบริเวณอ่าวมาหยาจะสามารถฟื้นฟูได้เองตามธรรมชาติ
ประกอบกับข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นมานานเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว อันเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นสอดคล้องกับสภาพตามจริงในปัจจุบันและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งในคำพิพากษาชั้นต้นดังกล่าวให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน คำแก้ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญ อันจะทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำเป็นต้องวินิฉัย” พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ทั้งนี้จนกว่าหาดมาหยามีสภาพเดิมตามธรรมชาติ ตามที่จำเลยที่ 2 และคณะทำงานเพื่อทำแผนการแก้ไขฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนบริเวณอ่าวมาหยาเห็นชอบร่วมกันหรือตามศาลเห็นสมควรในกรณีที่จำเลยที่ 2 และคณะทำงานดังกล่าวไม่สามารถเห็นชอบร่วมกันได้ นอกจากนั้นที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ที่มา Beach for life, Thai PBS
ภาพ ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร เเละ สารคดี
https://www.facebook.com/Beachforlife.BFL/