โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐ-เอกชนดันไทยฮับ "โปรตีนจิ้งหรีด" โลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ย 2565 เวลา 08.26 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2565 เวลา 07.06 น.

รัฐ-เอกชนดันไทยฮับ “โปรตีนจิ้งหรีด” โลก เป็นโปรตีนสำรองในอนาคตที่มีประสิทธิภาพสูงและยั่งยืน

วันที่ 29 กันยายน 2565 จิ้งหรีดกลายเป็นประเด็นระดับโลก นับตั้งแต่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ส่งเสริมให้แมลงเป็นอาหารสำหรับคนทั่วโลก และยกให้จิ้งหรีดเป็นอาหารชนิดใหม่ของโลก เป็นโปรตีนสำรองในอนาคตที่มีประสิทธิภาพสูงและยั่งยืน (sustainable) และให้คุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่า หมู เนื้อ ไก่ และปลา หรือที่เรียกว่า Novel Food

อีกทั้งจิ้งหรีดมีช่วงอายุการเพาะเลี้ยงไปจนถึงช่วงการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าสัตว์ชนิดอื่น และใช้ทรัพยากรในการเลี้ยงน้อย จิ้งหรีดจึงกลายเป็นแหล่งโปรตีนที่กำลังจะเข้ามาทดแทนเนื้อสัตว์ในอนาคต เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปได้จัดแมลงเป็นอาหารใหม่ (Novel Food)

จิ้งหรีด

รายงาน The World Population Prospects ปี 2019 โดยฝ่ายเศรษฐกิจและกิจการสังคมของสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 9.7 พันล้านคนภายในปี 2050 และอาจเพิ่มสูงเกือบ 1.1 หมื่นล้านคนในช่วงปี 2100 นั่นหมายความว่าภาวการณ์ขาดแคลนอาหารโลกย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรระดับโลกหลายแห่งคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในอนาคตโลกจะประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร

จากจำนวนประชากรที่กำลังทะยานขึ้น FAO จึงแนะนำให้แมลงเป็นอาหารโปรตีนสำรองในอนาคต เนื่องจากมีราคาถูก เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่กำลังจะเข้ามาทดแทนเนื้อสัตว์ ข้อมูลวิจัยของกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า คุณค่าทางโภชนาการของแมลงกินได้ในขนาดน้ำหนัก 100 กรัม มีปริมาณโปรตีนเทียบเท่าเนื้อหมู เนื้อไก่ ปลาทูนึ่ง และไข่ไก่ในขนาดน้ำหนักเท่ากัน

ดังนั้นแมลงจึงสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งอาหารได้ในพื้นที่ที่ขาดแคลนอาหารจำพวกโปรตีน ทั้งใช้อาหารและพื้นที่เลี้ยงน้อยกว่าปศุสัตว์ทั่วไป และยังปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อนน้อยกว่าการเลี้ยงวัวถึง 80 เท่า

ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดัน “จิ้งหรีดไทย” สู่ตลาดโปรตีนแห่งใหม่ในอนาคต หวังขยายฐานส่งออกสู่ตลาดโลก เร่งส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ หลังพบว่าทั่วโลกนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย ทำให้ตลาดส่งออกไทยขยายตัวรวดเร็วมีการเติบโตถึง 23% ต่อปี โดยเฉพาะในสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน จากการที่ FAO ส่งเสริมให้คนทั่วโลกหันมาบริโภคจิ้งหรีด กระทรวงเกษตรฯจึงได้ตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่การผลิตไปในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในชื่อ “โครงการเกษตรฐานชีวภาพแมลงเศรษฐกิจใหม่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

มีตลาดอียูเป็นตลาดส่งออกหลักสำคัญ ซึ่งการส่งออกจิ้งหรีดจากไทยไปอียูนั้นยังคงเป็นไปตามระเบียบอาหารใหม่ ภายใต้ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ.8202-2560 มีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบตรวจรับรองตาม มกษ. เพื่อรองรับการยกระดับฟาร์มจิ้งหรีดให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ปักธงนำร่องเริ่มต้นไว้ที่จังหวัดกาฬสินธุ์และมหาสารคาม จนจิ้งหรีดไทยสามารถตีตลาดดังกล่าวได้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดทั้งแช่แข็ง แปรรูปต้มบรรจุกระป๋องหรืออบบดเป็นโปรตีนผงผสมอาหาร

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ปัจจุบันตลาดแมลงทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าในปี 2570 มูลค่าการตลาดของอาหารโปรตีนจากแมลงจะสูงถึง 2,067.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตแมลงเศรษฐกิจได้มากกว่า 7,000 ตันต่อปี และมีฟาร์มเลี้ยงจำนวนมาก โดยเฉพาะจิ้งหรีดซึ่งเป็นแมลงที่มีการเพาะเลี้ยงมากกว่า 23,000 ฟาร์ม

ปัจจัยทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นแรงส่งชั้นดีให้ บริษัท ไทย เอนโท ฟู้ด จำกัด บริษัทสัญชาติไทยที่ตั้งโรงงานแปรรูปผงโปรตีนและทำเป็น “ฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด” ครบวงจร แจ้งเกิดบนเวทีแห่งกระแสโลกครั้งนี้ และถือเป็น “ฟู้ดเทค สตาร์ตอัพ” รายแรกของไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) มาตั้งแต่ปี 2559

ทำธุรกิจเกี่ยวกับแมลงอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีฟาร์มที่เพาะเลี้ยงจิ้งหรีด มีโรงงานที่แปรรูปผลิตภัณฑ์และการสร้างผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจากจิ้งหรีด พร้อมกับมีการทำวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ร่วมกับนักวิจัยสถาบันวิจัยของประเทศไทยอย่างเข้มข้น โดยผงโปรตีนแบบเข้มข้นได้ทำตลาดภายใต้แบรนด์ “Sixtein” เน้นการทำการตลาดระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ (Business-to-Business : B2B) และนำสินค้าไปพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ตลาดโลกรองรับไม่อั้น

นายธีรณัฐ รุ่งสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ ไทย เอนโท ฟู้ด กล่าวว่า การสร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นความมุ่งมั่นของเรา ในช่วงแรกจะสร้างและขยายตลาดโปรตีนจิ้งหรีดในต่างประเทศให้แข็งแกร่ง โดยใช้นวัตกรรมการผลิตของเรา และสนับสนุนเกษตรกรขยายการทำฟาร์มจิ้งหรีด ตอบสนองความต้องการของตลาดคือโตไปด้วยกัน

ปีนี้หลังจากการร่วมทุนกับบริษัท ไทยชูการ์ เทอร์มิเนิ้ล จำกัด (มหาชน) หรือ TSTE เสริมศักยภาพก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตโปรตีนจิ้งหรีดของประเทศไทย วางเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโปรตีนจิ้งหรีดของโลก และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ภาคเกษตรกร ชุมชน สังคม และประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 250 ล้านบาทในปี 2023 และก้าวสู่ระดับ 1,000 ล้านบาท ในปี 2025 แบ่งเป็นสัดส่วนการขายในประเทศ 30% และต่างประเทศ 70%

“เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร ด้วยการนำจิ้งหรีดมาแปรรูปเป็นผงโปรตีน ราคาดีกว่าการจำหน่ายแบบเป็นตัวสด จากรายงานการสำรวจอุตสาหกรรมตลาดวัตถุดิบเพื่อการผลิตโปรตีนโลกในปี 2019 มีมูลค่า 53.78 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะขยายตัวสู่ระดับ 91.89 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2027 ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และไทยมีโอกาสแทรกตัวสู่อุตสาหกรรมนี้ได้ไม่ยาก

ดังนั้นเราควรเป็นส่วนหนึ่งของตลาด food protein ingredient ของโลกที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญนี้ แทนที่จะเป็นแค่ตลาดแมลงกินได้ ซึ่งเป็น niche market มูลค่าหลักร้อยล้าน เราต้องผลักดันให้แมลงเป็นโปรตีนทางเลือกอีกตัวในตลาดกระแสหลัก ถ้าไทยส่งออกผงโปรตีนจิ้งหรีด 1,000 พันตันต่อปี ต้องการจิ้งหรีดสดเพื่อผลิตประมาณ 4,000 พันตันต่อปี ถ้าส่งออกผงโปรตีนจิ้งหรีด 10,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 9,000 ล้าน ต้องการจิ้งหรีดสดในการผลิต 40,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,600 ล้านบาท ซึ่งไทยมีศักยภาพในการเป็นฮับโปรตีนจิ้งหรีดของโลก”

ไทย เอนโทฯ นำ Isec Technology มาใช้เป็นเทคโนโลยีการแปรรูปผงโปรตีนจิ้งหรีดในระดับอุตสาหกรรมรายแรกของเอเชีย เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะโดย ไทย เอนโทฯ เป็นกระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง (Continuous process) ใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของแมลง zero-waste process มีความละเอียดสูง มีสีอ่อน ไม่มีกลิ่นจิ้งหรีดคั่ว ประการสำคัญ Isec Technology ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทลดลงกว่า 30% มีกำลังการผลิตผงโปรตีนจิ้งหรีดสูงสุดกว่า 1,200 ตันต่อปี ผลิตผงโปรตีนจิ้งหรีด 4 ตันต่อวัน

ปัจจุบันมีประชากรโลกกว่า 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลง ซึ่งชาวตะวันตกให้ความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นี่จึงเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการและเกษตรกรที่จะเดินหน้าปักธงไทยในตลาดโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...