โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระบรมรูปกรุงพนมเปญ พระบรมรูปชวนสงสัย ว่าเป็นผู้ใดกันแน่?!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ต.ค. 2565 เวลา 04.56 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2565 เวลา 10.03 น.
พระบรมรูปทรงม้าสมเด็จพระนโรดม ณ ลานด้านหน้าหอพระแก้วในพระบรมมหาราชวัง ที่พนมเปญ (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่า ของสะสม คุณไกรฤกษ์ นานา)

ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชามี “อนุสาวรีย์” ที่เก่าแก่อยู่แห่งหนึ่ง คือ “พระบรมรูปทรงม้า สมเด็จพระนโรดม” อนุสาวรีย์นี้คาดว่าสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1872 (พ.ศ. 2415) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นพระบรมรูปทรงม้าที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของทวีปเอเชีย และก่อนที่ประเทศไทยจะมีพระบรมรูปทรงม้าของรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2450) นานถึง 35 ปี!

หากอนุสาวรีย์แห่งนี้ยังมีเรื่องให้ชวนสงสัย ดังที่ไกรฤกษ์ นานา มีข้อคิดเห็นว่า “พระบรมรูปทางม้าของพนมเปญแห่งนี้มีความเก่าแก่และมีที่มาแปลกแหวกแนว” และกล่าวรายละเอียดโดยนำเสนอไว้ในบทความชื่อ “ตามหาพระบรมรูปทรงม้าเมืองเขมร ทางลัดของผู้นำมีระดับ ที่แท้รูปจำแลงของนโปเลียน” (ศิลปวัฒนธรรม, กันยายน 2564)

ก่อนตามไกรฤกษ์ นานา ไปดู “ความแปลกแหวกแนว” ไปรู้จัก “สมเด็จพระนโรดม” กันก่อน

สมเด็จพระนโรดม เจ้านายเขมรพระองค์นี้มีพระนามเดิมว่า “นักองค์ราชาวดี” (ต่อมาเสวยราชย์เป็นสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์) เป็นพระราชโอรสของนักองค์ด้วง (สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี) ตามธรรมเนียมพระราชโอรสของเจ้าประเทศราชจะถวายตัวเข้ามาไว้ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนกว่าสมเด็จพระราชบิดาจะสิ้นพระชนม์ จึงจะถูกส่งออกไปสถาปนาเป็นกษัตริย์เขมรต่อไป

ดังนั้นสมเด็จพระนโรดมจึงทรงพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์นานถึง 9 ปี (พ.ศ. 2391-99) รับราชการอยู่ในราชสำนักไทยจนวัยหนุ่มทำให้ทรงมีความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติออกไปทางไทยมากกว่าเขมร โดยเฉพาะพระราโชบายเปิดประเทศของรัชกาลที่ 4 ภายหลัง ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) กับรัฐบาลอังกฤษ ที่เป็นข้อสันนิษฐานหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเรื่อง “พระบรมรูปทรงม้า” เมื่อเสด็จกลับไปครองเมืองเขมร [1] จึงได้รับเอาพระราชนิยมของรัชกาลที่ 4 ไปด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นที่เล่าลือว่าสมเด็จพระนโรดมโปรดศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบยุโรป เมื่อมีโอกาสจึงทรงเนรมิตเมืองหลวงใหม่ของพระองค์เป็นแบบฝรั่งสมพระทัยปรารถนา การวางผังเมืองจึงเลียนแบบผังกรุงปารีส ให้มีสวนขนาดใหญ่สลับถนนสายตรงๆ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นสองฟาก แม้แต่ลานพระราชวังก็ให้มีอนุสาวรีย์สวยๆ เหมือนหน้าพระราชวังแวร์ซายส์

เอมีล เดอ วิลลิเอร์ ข้าหลวงใหญ่อินโดจีนฝรั่งเศสกล่าวถึงรสนิยมของพระองค์ว่า “เป็นผู้นำวิวัฒนาการอันล้ำเลิศของตะวันตก มาแต่งเติมความอลังการแบบะตะวันออกได้แนบเนียนที่สุด” [2]

วันที่ 11 สิงหาคม 2406 สมเด็จพระนโรดมลงนามในสัญญากับผู้แทนฝรั่งเศสยินยอมยกเขมรให้เป็นรัฐในอารักขาของรัฐบาลกรุงปารีส

ต่อมาสมเด็จพระนโรดมตัดสินใจย้ายเมืองหลวงแห่งใหม่ ไปอยู่ที่พนมเปญ ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2409 ตามคำแนะนำของคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินซึ่งฝรั่งเศสตั้งขึ้น ซึ่งสัญญาว่าจะสร้างให้โอ่อ่าทันสมัย และสมพระเกียรติยิ่งกว่าราชสำนักไทย ส่วนนครอุดงมีชัยราชธานีเก่าก็ถูกทิ้งร้าง

นายมิลตัน ออสบอร์น ได้บรรยายช่วงชีวิตใหม่ของพระนโรดมเมื่อเสด็จมาประทับ ณ กรุงพนมเปญ ไว้ว่า

“ตั้งแต่ พ.ศ. 2408 เป็นต้นมา ได้มีพ่อค้าหรือไม่ก็นักผจญภัยชาวยุโรปมากหน้าหลายตา แวะเวียนเข้ามาเพื่อเข้าเฝ้าถวายสิ่งของหรือไม่ก็เสนอขายสินค้าแปลกใหม่ เป็นที่รู้กันในเวลานั้นว่าโปรดของขวัญของกำนัลเพื่อตกแต่งวังใหม่ หนึ่งในจำนวนนายหน้าพวกนี้มีพ่อค้าฝรั่งเศสชื่อ ‘คาราเมน’ ผู้สร้างความสนิทสนมจนเป็นที่วางพระราชหฤทัย นายคนนี้ได้ช่วยจัดซื้อสินค้าแปลกๆ จากยุโรปที่สร้างความตื่นเต้นให้กับพระเจ้าแผ่นดินอยู่เสมอ เขาสรรหาปั๊มน้ำแบบทันสมัย เครื่องส่งโทรเลข กล้องถ่ายรูปรุ่นล่าสุด เครื่องยนต์กลไก แม้แต่พระบรมฉายาลักษณ์งามๆ ของพระราชวงศ์ฝรั่งเศส มาถวายเป็นที่พอพระราชหฤทัย รัฐบาลฝรั่งเศสก็ดูรู้ใจไปเสียหมด… [2]

หนึ่งในจำนวนสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่มากับของบรรณาการชิ้นใหญ่นั้นมี “พระบรมรูปทรงม้า” รวมอยู่ด้วย

ซึ่งจากการค้นคว้าของไกรฤกษ์ นานา มีข้อชวนสงสัยว่า เป็นอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระนโรดมที่แท้จริง? หรือเป็นอนุสาวรีย์ของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ที่รัฐบาลฝรั่งเศสแก้ไข? (โดยเปลี่ยนพระเศียรให้เป็นสมเด็จพระนโรดม) ดังต่อไปนี้

1. ไม่มีการสั่งให้หล่อขึ้นโดยตรง เป็นไปได้ยากที่อนุสาวรีย์ดังกล่าวจะได้รับการว่าจ้างให้ทำขึ้นโดยตรงจากราชสำนักเขมร อันเป็นกิจกรรมที่ใหญ่เกินตัว การติดต่อจากประเทศราชเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลโดยปราศจากการประสานงานของสถานทูตเขมรในปารีส (เวลานั้นยังไม่มี) นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่เป็นไปได้ก็คือรัฐบาลฝรั่งเศสจัดส่งมาให้ด้วยความอนุเคราะห์ยิ่ง แต่คงไม่ใช่สั่งทำพิเศษสำหรับเจ้านายที่ยังอยู่ในฐานะประเทศราชเมืองขึ้น จึงน่าจะเป็นอนุสาวรีย์ที่มีอยู่แล้วมากกว่า [3]

2. ถ้ามีรับสั่งให้สร้างก็เป็นเรื่องใหญ่ ถ้ามีหมายรับสั่งให้สร้างขึ้นจริงก็น่าจะเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วฝรั่งเศส สำหรับประเทศราชเล็กๆ ที่เป็นเมืองขึ้นคงไม่ใช่แน่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งราชอาณาจักรสยามอันไกลโพ้นมีพระราชดำริให้หล่อพระบรมรูปทรงม้าของพระองค์ขึ้นที่ปารีสใน ค.ศ. 1907 จึงเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมไปทั่ว โรงหล่อที่มีชื่อเสียงอย่างในฝรั่งเศสถือเป็นเกียรติอย่างสูงที่พระเจ้าแผ่นดินจากแดนไกลทรงเป็นธุระติดต่อมา ตรวจสอบแล้วไม่พบข่าวใดๆ ในกรณีของเขมร [3]

3. เสถียรภาพการเงินใกล้ล้มละลาย มีหลักฐานข้อมูลชี้วัดว่าทั้งก่อนและหลังการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนโรดม (พ.ศ. 2403) ราชสำนักอยู่ในภาพฝืดเคือง มีความไม่สงบทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา เงินในท้องพระคลังร่อยหรอตลอดมา ทั้งมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างดาษดื่น ถึงจะมีงบพิเศษก็คงไม่ใช่สำหรับสร้างอนุสาวรีย์อีกทั้งเป็นช่วงแรกของการสร้างชาติจึงมิใช่ธรรมเนียมปฏิบัติ [3]

4. ขาดการสนับสนุนของคนในชาติ มีหลักฐานบ่งบอกว่าสมเด็จพระนโรดมมิได้รับการสนับสนุนจากราษฎรแต่อย่างใด ประมุขเป็นผู้ใหญ่ขาดเสถียรภาพที่แท้จริง บารมีที่มีอยู่ได้มาจากการส่งเสริมขุนนาง บริวารผู้ร่ำรวยให้มีตำแหน่งหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ราชบัลลังก์มีอิทธิพลอยู่เฉพาะในกรุงพนมเปญ ส่วนอื่นๆ ของประเทศแตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่าขาดความสมานสามัคคีจนตลอดรัชกาล [3]

5. ถึงแม้มีทุนทรัพย์ก็ต้องไปเป็นแบบเอง พระนโรดมไม่เคยเสด็จออกนอกพระราชอาณาเขต ถึงแม้จะมีทุนให้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้น ก็จะต้องไปประทับเป็นแบบให้ปั้นถึงในปารีส พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้ทางฝรั่งเศสปั้นรูปพระองค์ขึ้นครั้งหนึ่งจากภาพถ่ายใน พ.ศ. 2406 โดยประติมากรชื่อชาตรูส ชาวฝรั่งเศส แต่ไม่สำเร็จ ทรงส่งกลับคืนไปเพราะปั้นผิดเพี้ยนจนดูไม่ได้ (ดู สาส์นสมเด็จ : ลายพระหัตถ์ปรารภของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ลวท. 12 พฤษภาคม 2477) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสกับเจ้าฟ้านิภานภดลว่า “เรื่องรูปปั้นนี้จะทำตามรูปถ่ายไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเงารูปมันนูนขึ้นมาไม่พอ” (ดูพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 35 ในไกลบ้าน)

6. พิรุธใหญ่! พระวรกายกับพระเศียรไม่เข้ากัน สภาพทั่วไปของตัวม้าและองค์จักรพรรดิเป็นฝีมือช่างปั้นชั้นครู ทรงเครื่องแบบจอมทัพฝรั่งเศส พระหัตถ์ขวาเปิดพระมาลาแสดงคำนับหมายถึงนำชัยชนะ แต่พระเศียรกลมโตไม่ได้สัดส่วนผิดรูปร่าง พระพักตร์บึ้งตึงน่ากลัวดูไม่เป็นธรรมชาติ [3]

7. พิรุธใหญ่! ลายจารึกที่ขอบฐานของอนุสาวรีย์ บ่งบอกที่มาอย่างชัดเจนว่า Eude Sculpteur 1875, J. Ranvier Fabrigant Paris (ถอดความว่า Eude เป็นชื่อประติมากร, 1875 ปีที่หล่อ, J. Ranvier ชื่อโรงหล่อ ณ กรุงปารีส) อนึ่ง ค.ศ. 1875 นั้นเป็นปีแห่งความมืดมนในอนาคตทางการเมืองของสมเด็จพระนโรดม “คณะที่ปรึกษาข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสพบการขัดขวางนโยบายการบริหารระบอบรัฐในอารักขา พระเจ้าแผ่นดินบ่ายเบี่ยงการให้ความร่วมมือมาเป็นเวลานาน สนพระทัยอยู่แต่การรักษาฐานอำนาจของตนเองและผลประโยชน์ของพวกพ้องถึงขั้นมีการปรึกษาถึงความเป็นไปได้ในการสรรหาผู้นำคนใหม่ในหมู่ชาวต่างประเทศ” การสร้างอนุสาวรีย์แห่งความสำเร็จในเวลานั้น จึงเป็นไปได้ยากสำหรับพระเจ้ากรุงกัมพูชา พยานหลักฐานที่ลายจารึกเป็นคนละเรื่องกันกับเรื่องของพระนโรดมโดยสิ้นเชิง [3]

8. ถูกทอดทิ้งและขาดการดูแล จนน่าสงสัยโดยปรกติอนุสาวรีย์ของพระประมุขระดับนี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เพราะเป็นสมบัติของชาติที่ภูมิฐาน แต่ที่นี่เหมือนขาดคนศรัทธา ผู้เขียนพบบันทึกที่น่าสนเท่ห์เกี่ยวกับสภาพเดิมของพระบรมรูปนี้จากบุคคลชั้นเจ้าผู้มีชื่อเสียง 2 พระองค์ที่เคยมาทอดพระเนตร [3]

8.1 สมเด็จฯ กรมพรยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ไว้ใน พ.ศ. 2467 ว่า “มีรูปหล่อเป็นรูปสมเด็จพระนโรดม แต่งพระองค์อย่างฝรั่งเศส ขี่ม้า ทำเพดานไว้ข้างบน แต่รูปนั้นทิ้งขะมุกขะมอมเต็มที” (จากหนังสือนิราศนครวัด)

8.2 เจ้าชายวิลเลียมแห่งสวีเดน ตรัสไว้ใน พ.ศ. 2458 ว่า “พบพระบรมรูปทรงม้าขนาดใหญ่หล่อด้วยทองแดงแต่ถูกระบายสีทับไว้จนเปรอะ ดูช่างวิปริตผิดธรรมดาอย่างยิ่ง” (จากหนังสือ In the land of the sun)

9. ดูแมร์กล่าวว่า เป็นอนุสาวรีย์ของเก่าจากฝรั่งเศส พอล ดูแมร์ ราชทูตพิเศษจากปารีส แวะเยือนราชสำนักต่างๆ ในเอเชีย กล่าวว่า พนมเปญใน พ.ศ. 2442 เต็มไปด้วยของบรรณาการมือสองจากจักรพรรดิฝรั่งเศส อนุสรณ์สถานต่างๆ ที่ส่งมาจากปารีสช่วยเสริมบารมีให้แก่พระนโรดมได้อย่างวิเศษ [4]

10. โรงหล่อที่ปารีสไม่เชื่อว่าสร้างให้สมเด็จพระนโรดม “ซูสแฟร์ ฟองเดอร์” โรงหล่อพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 ที่ผู้เขียนได้ไปเยือนมาแล้ว ไม่เชื่อว่าจะเป็นพระบรมรูปของสมเด็จพระนโรดม เพราะผิดหลักการในข้อ 1.2 และ 5 ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบประจำโรงหล่อกลับแสดงทัศนะในประเด็นอื่นที่น่าเชื่อถือกว่า โดยแสดงภาพวาดสำคัญภาพหนึ่งของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 กำลังทรงม้าในลักษณะเดียวกันกับแบบของอนุสาวรีย์ปริศนาโดยให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นภาพต้นแบบในการสร้างนั้น ภาพดังกล่าวเป็นภาพแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของนโปเลียนที่ 3 ผู้สามารถจัดงานระดับโลก “ปารีส เอ็กซิบิชั่น” ได้ใน ค.ศ. 1867 นโปเลียนที่ 3 ทรงม้าต้นเสด็จเลียบพระนครให้ประชาชนได้ชมพระบารมี อันเป็นภาพสีน้ำมันที่มีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งในรัชกาล [3]

11. หลักฐานพยานบุคคลในพนมเปญ ผู้เขียนเดินทางไปพนมเปญ 3 ครั้งใน พ.ศ. 2542, 2544 และ 2546 และได้ไปเยี่ยมชมที่พระบรมรูป ได้พบพยานบุคคล 3 คน ในระยะห่างกัน ทั้ง 3 คนเป็นมัคคุเทศก์ของหน่วยงานท่องเที่ยวภาครัฐ การยืนยันว่าเป็นพระบรมรูปทรงม้าจักรพรรดินโปเลียนที่ 2 ซึ่งพระเศียรถูกเปลี่ยนเป็นพระนโรดมจริง [3]

12. หลักฐานข้อมูลในปารีส ผู้เชี่ยวชาญทางสารานุกรมข้อมูล ชื่อดาเมียน บุยดีน ที่ผู้เขียนรู้จักอยู่ในปารีส ได้ยืนยันการสืบค้นข้อมูลในเรื่องนี้ทางเครือข่าย (website) ที่กว้างขวางที่สุดในฝรั่งเศสชื่อ web Copernic agent basic programmes สนับสนุนว่าเป็นพระบรมรูปของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 อย่างแพร่หลาย [3]

13. หลักฐานเอกสารสิ่งพิมพ์อื่นๆ พบเอกสารสิ่งพิมพ์หลายรายการในต่างประเทศระบุผลงานค้นคว้าโดยนักเขียนอื่นๆ ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นอนุสาวรีย์จักรพรรดิฝรั่งเศส แต่พระเศียรเป็นพระนโรดม ในจำนวนนี้มีเอกสารแนะนำประเทศกัมพูชา ซึ่งมีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปในยุโรปและเอเชีย คือ

13.1 Footprint Cambodia Handbook เขียนโดย John Colet (and) Joshua Eliot (with) Dinah Gardner

13.2 The Rough Guide To Cambodia เขียนและค้นคว้าโดย Beverley Palmer

ไกรฤกษ์ กล่าวว่า “น่าเสียดายที่ไม่สามารถค้นพบข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้ในพื้นที่ได้ ชาวพนมเปญเป็นคนชั้นใหม่ไปหมดแล้ว เอกสารเก่าอันมีค่าถูกทำลายทิ้งไปเป็นอันมากในยุคเขมรแดง คำบรรยายที่แกะไว้บนฐานหินอ่อนเป็นของทำขึ้นใหม่ไม่มีสาระอะไรทั้งสิ้น ค.ศ. 1860 (พ.ศ. 2403) เป็นปีขึ้นครองราชย์ของพระนโรดม เมืองหลวงยังขึ้นกับไทยที่อุดงมีชัยและไม่ตรงกับปีที่อิทธิพลฝรั่งเศสเข้ามา

ผู้เขียนจึงขอสันนิษฐานอย่างมั่นใจว่า พระบรมรูปทรงม้าองค์นี้น่าจะถูกส่งมาถึงกรุงพนมเปญทางเรือ พร้อมกับของบรรณาการชุดใหญ่ชิ้นอื่นๆ เช่นพระที่นั่งวิลล่าจักรพรรดินียูเจนี ประมาณ พ.ศ. 2419 (ค.ศ. 1876)”

ในระยะแรกที่มาถึงพระบรมรูปนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหน้าพระราชวังเขมรินทร์ เพราะวังยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ จนเมื่อ พ.ศ. 2435 จึงถูกนำเข้ามาไว้ในหน้าพระอุโบสถวัดพระแก้วตราบจนทุกวันนี้” [4]

ต่อมาไกรฤกษ์ ได้พบ “ข้อมูลเพิ่ม” จากร้านหนังสือเก่าแห่งหนึ่งในปารีส เป็นหนังสือเก่าประเภทคัดพิเศษ ที่จะที่มีสิ่งพิมพ์ยุคอาณานิคมจากโลกเก่า จำพวกจำนวนพิมพ์จำกัด ชนิดที่ครั้งหนึ่งสั่งพิมพ์เท่าจำนวนผู้อ่านบอกรับเท่านั้น

ข้อมูลที่ว่าคือ ไดอารี่ชุดอัตชีวประวัติของข้าหลวงใหญ่อินโดจีนผู้มีชื่อเสียงคือ ฯพณฯ พอล ดูแมร์ พิมพ์ใน ค.ศ 1903 (พ.ศ. 2446) แต่กลับตั้งชื่อหนังสือบังหน้าคลุมเครือเหลือเกินว่า “อินโดจีนฝรั่งเศส” มีบันทึกส่วนตัวของท่านสมัยที่มาประจำอยู่ในโคชินไชน่า (ไซ่ง่อน) เล่าเรื่องชีวิตและสิ่งที่ท่านพบเห็นในสมัยนั้นไว้หลายสิบเรื่อง มีอยู่ตอนหนึ่งที่เล่าเรื่องวุ่นๆ ในราชสำนักเขมรยุคพระนโนดม ให้ความรู้ที่ผู้เขียนยังเคยคิดว่า สูญหายไปจากโลกนี้นานแล้ว แม้แต่นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องอึ้ง! [4]

เรื่องนั้นเกี่ยวกับ “การตัดพระเศียรพระบรมรูปทรงม้าจักรพรรดินโปเลียนที่ 3”

เรื่องมีอยู่ว่า…

“…หนึ่งในพวกพ่อค้า (ที่ปรึกษา) ชาวฝรั่งเศส ที่ตั้งรกรากอยู่ในเขมร ทำให้กษัตริย์เชื่อว่า เพื่อเป็นการรักษาซึ่งสถาบันอันเรืองรองของพระองค์ พนมเปญต้องมีอนุสารีย์อันใหญ่โตไว้เป็นเกียรติยศ เหมือนเช่นที่เขามีกันในยุโรป อนุสาวรีย์นั้นต้องโดดเด่นเป็นสง่า ถ้าเป็นพระบรมรูปทรงม้าของพระมหากษัตริย์ด้วยยิ่งดี พ่อค้าคนนั้นเดินทางไปกรุงปารีสโดยใบสั่งของชิ้นใหญ่ พร้อมเงินก้อนโตในกระเป๋าของเขา เพื่อนำไปเป็นแบบห่อสำหรับสร้างอนุสาวรีย์หรูๆ สักชิ้นหนึ่ง เขาต้องสร้างมันให้ได้ในฝรั่งเศส

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในราวปี ค.ศ. 1872 พ่อค้าคนนี้เดินทางไปพบอนุสาวรีย์สำเร็จรูปชิ้นหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ตั้งแสดงอยู่ในโรงหล่อแห่งหนึ่ง มันเป็นพระบรมรูปทรงม้าของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส!สร้างสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย แต่ถูกนำมาเก็บพักไว้ชั่วคราวในระหว่างสงคราม แต่ทางโรงหล่อจะขายให้ในราคาพิเศษสุด ถ้าจะเอาจริงๆ ก็จะขายให้ในราคาต้นทุนทีเดียว พ่อค้าต่อรองว่าแล้วว่าจะเอารูปนโปเลียนไปทำไมกัน? พระพักตร์ก็ไม่ใกล้เคียงกับพระนโรดมเลยสักนิด แต่กระนั้นเลยเขาจึงตัดสินใจให้เลื่อยพระเศียรนโปเลียนทิ้งไปเสีย แล้วจัดการหล่อพระเศียรพระนโรดมให้เสียเลยตามรูปที่นำไปเป็นแบบนั้น เมื่อหัวใหม่หล่อเสร็จ ทางโรงหล่อก็ติดประกอบเชื่อมใหม่ให้ดูดีดังเดิม เศียรของกษัตริย์องค์ใหม่ไปตั้งอยู่บนร่างของจักรพรรดิอีกอย่างง่ายดาย

อีกสองสามเดือนต่อมา พระบรมรูปทรงม้าองค์ใหม่ก็มาถึงพนมเปญ…พิธีต้อนรับอย่างอย่างเอิกเกริกถูกจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ พระบรมรูปทรงม้าถูกนำไปตั้งไว้บนแท่นสูงหน้าพระราชวัง ดูอลังการภูมิฐานสมศักดิ์ศรี…” [4]

ไม่มีคำอธิบายใดๆ มีความหมายลึกซึ้งไปกว่าคำบอกเล่าของท่านดูแมร์ พระบรมรูปทรงม้าพระนโรดม ซึ่งกลายเป็นอนุสาวรีย์แบบฝรั่งเศสแห่งแรกในตะวันออกไกลเสร็จสมบูรณ์ลงในที่สุด หน้าหนึ่งในพงศาวดารปิดฉากลงพร้อมกับบทบาทของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในสมัยนั้น เหลือไว้แต่เพียงตำนานอมตะที่เล่าขานกันไม่รู้จบตลอดไป

เกร็ดความรู้ที่ควรลงไว้ด้วยตรงนี้คือ “พระมณฑป” ที่สร้างครอบพระบรมรูปอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ ซึ่งพระเจ้าสีหนุโปรดให้สร้างขึ้นที่หลัง เมื่อ พ.ศ. 2496 เพื่อการแก้บนตามคำอธิษฐานให้พระองค์สามารถขับพวกฝรั่งเศสออกจากกัมพูชาได้สำเร็จ [1]

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เอกสารประกอบการค้นคว้า :

[1] ไกรฤกษ์ นานา. “ถึงคราวฝรั่งยกเมฆ เรื่องพระบรมรูปทรงม้า กรุงพนมเปญ ‘ข่าวบิดเบือน’ ป่วนพงศาวดารนโปเลียน,” ใน การเมือง “นอกพงศาวดาร” รัชกาลที่ 4 KING MONGKUT หยุดยุโรปยึดสยาม. สำนักพิมพ์มติชน, 2547.

[2] Osborne, Milton. The French Presence in Cochinchina and Cambodia. Cornell University, 1969.

[3] ไกรฤกษ์ นานา. “พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์! อนุสาวรีย์พระเจ้ากรุงกัมพูชามีพิรุธ! พนมเปญก็มีพรบรมรูปทรงม้า ทว่ามั่นใจหรือว่าเป็นของแท้? แต่ไม่ใช่ ‘รัชกาลที่ 5 แน่,” ใน การเมือง “นอกพงศาวดาร” รัชกาลที่ 4 KING MONGKUT หยุดยุโรปยึดสยาม. สำนักพิมพ์มติชน, 2547.

[4] Doumer, Paul. L’Indochine Francaise. Paris, 1903.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 ตุลาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...