โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้หรือไม่? การ กินอาหารเร็วเกินไป มีผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่เราคิด

BRIGHTTV.CO.TH

อัพเดต 09 พ.ย. 2564 เวลา 17.36 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 10.36 น. • Bright Today

การกินเร็วมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร? งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอซาการะบุว่า การ “กินอาหารเร็วเกินไป” มีผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่เราคิด

อย่างแรกเลยคือ โรคอ้วน งานวิจัยค้นพบว่า 70% ของคนอ้วนหรือคนที่กำลังจะอ้วน มักจะเป็นคนกินเร็วและกินคำใหญ่กว่าปกติ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดที่เราได้รับจากอาหารจะเป็นตัวกระตุ้นให้สมองสั่งการว่า “อิ่ม” หรือ “ยังไม่อิ่ม”

แต่สมองมักจะตอบสนองต่อการขึ้นสูงของระดับน้ำตาลค่อนข้างช้า คือใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 20 นาที นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยกินอาหารเกินกว่าที่ตัวเองต้องการ โดยเฉพาะคนที่กินเร็ว

อย่างที่สองคือ คนกินเร็วมักจะเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด อาหารที่กลืนลงไปจึงยังมีขนาดที่ใหญ่เกินไป ด้วยเหตุนี้ กระเพาะจึงต้องผลิตน้ำย่อยออกมามากและมีความเข้มข้นสูงเพื่อย่อยอาหารเหล่านั้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาหารย่อยช้า ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรค “กระเพาะอาหาร” และ โรค “กรดไหลย้อน” ซึ่งหากละเลยนานเกินไป อาจทำให้เกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมา เช่น มะเร็งหลอดอาหาร เป็นต้น

ที่น่าสนใจก็คือ งานวิจัยยังพบว่า พฤติกรรมกินเร็วยังทำให้เสี่ยงต่อโรคอาหารเป็นพิษอีกด้วย เพราะอย่างน้อย 5-10% ของอาหารที่เป็นพิษหรือเน่าเสีย สามารถบอกได้จากรส กลิ่นหรือสี แต่ถ้าเรากินเร็วเกินไป ความสามารถในการรับรู้สิ่งเหล่านี้ก็จะลดลงตามไปด้วยเช่นกัน

แล้วเคี้ยวอาหารนานเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม?

ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่เราทาน ถ้าอาหารปกติค่อนไปทางแข็งหน่อยเช่น ข้าว ผักสด หรือ เนื้อสัตว์ ก็ควรเคี้ยวไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง และควรใช้เวลาทานอาหารต่อมื้อไม่ต่ำกว่า 25 นาที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...