โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ทัวร์ปารีส บนเส้นทางประวัติศาสตร์ ตามรอยอารยธรรม “จักรวรรดิโรมัน”

Sarakadee Lite

อัพเดต 26 พ.ย. 2564 เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 11.11 น.

สายประวัติศาสตร์ต้องถูกใจปารีสในมุมนี้กับการ ทัวร์ปารีส ตามรอยอารยธรรม จักรวรรดิโรมัน ที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยบางส่วนในเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส เช่น ฟอรัม อัฒจันทร์กลางแจ้ง โรงอาบน้ำ และสะพานไม้

แม้ว่าจนถึงขณะนี้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดียังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าถิ่นกำเนิดของปารีสอยู่ที่ใดกันแน่ระหว่างฝ่ายที่เชื่อว่าชาวปาครีซีมีการตั้งถิ่นฐานบริเวณ เกาะซิเต้ (Île de la Cité) และกินอาณาบริเวณไปยังฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน แต่ก็มีบางส่วนที่เชื่อว่าน่าจะมีถิ่นฐานจากบริเวณ เมืองนองแตร์ (Nanterre) ที่ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปารีส โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็มีหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานของตนเอง อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักวิชาการทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันคือหลักฐานที่ตั้งของเมืองโบราณที่ชื่อว่าลูแตสแบบโรมันบริเวณเกาะซิเต้และฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนซึ่งมักเรียกขานว่า “ลูแตสโครแมน” (Lutèce romaine)

เกาะซิเต้ (Île de la Cité)

ตามบันทึกของ จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ที่เขียนไว้ประมาณ 5 ปีก่อนคริสตกาลเกี่ยวกับการทำสงครามกับชาวโกลส์ (La Guerre des Gaules) ในบันทึกนั้นระบุว่า มีพวกชาวปาครีซีซึ่งเป็นเผ่าเซลติกส์ (Celtes) ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่มีลักษณะเป็นป้อมปราการโดยธรรมชาติบนเกาะซิเต้กลางแม่น้ำแซนในชื่อ เมืองลูแตส พลเมืองที่นั่นมีอาชีพเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และเก็บภาษีการค้าทางน้ำ

ต่อมาเมืองถูกโจมตีโดยชาวโรมันและตกอยู่ในอำนาจการปกครองของโรม และช่วงนี้เองที่ชาวโรมันได้สร้างและขยายตัวเมืองขึ้นมายังบริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนโดยมีผังเมืองเหมือนกับเมืองอื่น ๆ ของชาวโรมันทั้งหลาย กล่าวคือ มีหัวใจหรือจุดศูนย์กลางของเมืองคือ ฟอรัม (Forum) และมี การ์โด มักซิมุส (Cardo maximus) ที่เป็นถนนสายหลักตัดผ่านใจกลางเมืองจากทิศเหนือ (ปัจจุบันคือถนนแซงต์-มาร์แตง: rue Saint-Martin) จดทิศใต้ (ถนนแซงต์-ฌาคส์: rue Saint-Jacques) และมีถนนสายเล็ก ๆ ตัดแยกออกไปจากถนนสายหลักอีกหลายสาย มีโรงอาบน้ำโรมันที่อยู่ไม่ไกลจากการ์โด มักซิมุส มีโรงละคร และที่ขาดไม่ได้ตามแบบของเมืองโรมันคือ อะรีนา หรือ อัฒจันทร์กลางแจ้งที่ฝรั่งเศสเรียกว่า อาแครนส์ (Arènes)

อะรีนา (Les arènes de Lutèces)

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 2 เมืองลูแตสถูกรวมเข้ากับเครือข่ายของเมืองโรมันอื่น ๆ ที่รู้จักกันในชื่อ พักซ์ โรมานา (Pax Romana) ซึ่งคล้าย ๆ กับสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างเมืองสำคัญต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันว่าจะไม่รุกรานหรือทำสงครามซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เมืองลูแตสไม่มีการสร้างกำแพงเมืองล้อมรอบเพื่อเป็นปราการป้องกันศัตรูเหมือนกับเมืองอื่น ๆในอดีต

ล่วงเข้าสู่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 3 ชาวอะลาม็องส์ (Alamans) และชาวฟร็องส์ (Francs) ได้รุกรานและทำสงครามกับชาวลูแตสทำให้สิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย เช่น ฟอรัม ถูกทำลายและบางส่วนของอะรีนาได้นำไปสร้างเป็นกำแพงเมือง เมืองลูแตสสูญเสียเนื้อที่ประมาณ 1ใน 3 ของเมืองไป ทว่าตัวเมืองยังคงอยู่ ต่อมาในปี ค.ศ. 313 จักรวรรดิคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) กำหนดให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำจักรวรรดิ เมืองลูแตสจึงกลายเป็นเพียงหัวเมืองที่มีเพียงบาทหลวงปกครองแทนและชื่อของเมืองถูกแทนที่ด้วยชื่อว่า ปารีส (Paris)

อาณาเขตของฟอรัมในสมัยโรมันเริ่มจากบริเวณมหาวิหารปองเตอง (Pathéon)

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 5 ราวๆ ปี ค.ศ.481-511 โคลวิส (Clovis) กษัตริย์องค์แรกของฝรั่งเศสได้หันมานับถือศาสนาคริสต์ และรวมดินแดนของพวกกัลโล-โรมัน (Gallo-Romain) เข้ากับดินแดนของ วิซิกอธ (Visigoth) และซาร์ต (Sarthe) และปารีสได้กลายมาเป็นเมืองหลวงของชนเผ่าเซลติกส์แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศส (RoyaumesFrancs) ส่วนในปัจจุบันนี้ แม้ว่าหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหลายของลูแตสนั้นแทบจะไม่หลงเหลือให้เห็นเค้าโครงก็ตาม แต่ก็ยังมีสถานที่สำคัญ ๆ ที่พอจะเห็นร่องรอยบางส่วนซึ่งยังคงปรากฏอยู่ให้ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เส้นทางประวัติศาสตร์นี้ที่จะเริ่มจากอะรีนาเข้ามาสู่จุดศูนย์กลางเมือง ลงไปยังโรงอาบน้ำ โรงละคร และสิ้นสุดบริเวณสะพานไม้ที่เกาะซิเต้

อะรีนา อัฒจันทร์กลางแจ้ง (Les arènes de Lutèces)

อะรีนาหรืออัฒจันทร์แบบวงรีหรือรูปไข่แห่งนี้มีลักษณะเหมือนกับโคลอสเซียมที่กรุงโรม ตั้งอยู่บริเวณภายนอกเมืองและสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 1 เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างการเป็นสถานที่แสดงการต่อสู้ของพวกกลาดิเอเตอร์ (Gladiator) และการต่อสู้ระหว่างคนกับสัตว์ร้ายต่าง ๆร่วมกับการเป็นโรงละครกลางแจ้ง

สถานที่แห่งนี้สามารถจุผู้คนได้ราว ๆ 15,000-17,000 คน (ลูแตสในขณะนั้นมีประชากรทั้งหมดโดยประมาณ 10,000 คน)โดยมีความกว้างประมาณ 100 เมตร แต่ยาวถึง 13,040 เมตร ผู้ชมสามารถนั่งตามชั้นที่นั่งที่สร้างขึ้นลดหลั่นกันเป็นระดับที่ยังคงมีให้เห็นบางส่วน ที่นี่เป็นหนึ่งในสองโบราณสถานชิ้นสำคัญของสมัยลูแตสที่ถือได้ว่ามีสภาพที่ค่อนข้างสมบรูณ์ซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบันนอกเหนือไปจากโรงอาบน้ำแบบโรมัน

ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 3 เป็นต้นมา อะรีนาแห่งนี้ถูกทอดทิ้งและมีการขุดเพื่อนำเอาก้อนหินที่อยู่ในบริเวณนี้ไปใช้ในการก่อสร้างอื่นๆเช่น กำแพงเมืองปารีสในสมัยของกษัตริย์ฟิลิป ออกุส (Philippe Auguste, 1165-1223) และมีการใช้เป็นที่ฝังศพในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ด้วยโดยมีการขุดพบหลุมศพที่เป็นหลักฐานว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้ในวัตถุประสงค์ดังกล่าว

ในปี ค.ศ.1869 บริษัท อมนิบุส เดอ ปาครี (La Compagnie des omnibus de Paris) ที่เป็นบริษัทให้บริการเดินรถสาธารณะปารีส ได้มีการปรับปรุงพื้นที่เพื่อทำเป็นลานจอดรถของบริษัท และในระหว่างการก่อสร้างได้ขุดพบหลักฐานที่สำคัญ ๆ ของอะรีนาแห่งนี้ เช่น ชั้นที่นั่งที่ลดหลั่นกัน โครงกระดูก และเครื่องปั้นดินเผา แม้ว่าหลายๆหน่วยงานจะตระหนักถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการบูรณะหรืออนุรักษ์ไว้แต่อย่างใดจนกระทั่งปี ค.ศ. 1883 บุคคลสำคัญที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการต่อสู้เพื่ออนุรักษ์สถานที่แห่งนี้ให้คงอยู่คือ วิคตอร์ ฮูโก (Victor Hugo)ซึ่งเขาได้เขียนจดหมายเพื่อคัดค้านการทำลายอะรีนา โดยมีใจความบางส่วนว่า

“ปารีส วันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1883,

เรียนท่านประธานที่ปรึกษาแห่งนครปารีส,

…มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ปารีสเมืองแห่งอนาคตจะละทิ้งหลักฐานแห่งชีวิตในอดีตของมัน อดีตกาลนั้นนำไปสู่อนาคต อะรีนาแห่งนี้เป็นเครื่องหมายแห่งอดีตของเมืองที่ยิ่งใหญ่ อะรีนาเป็นอนุสรณ์สถานที่มีเอกลักษณ์ หากสภาที่ปรึกษาผู้ใดต้องการทำลายล้างก็เท่ากับว่าที่ปรึกษาผู้นั้นได้ทำลายรากเหง้าแห่งตัวเองไปด้วย…”

ต่อมาในตอนปลายของสมัยจักรวรรดิที่ 2 (สมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 3) ทางสภาที่ปรึกษาแห่งนครปารีสจึงได้มีมติให้เมืองปารีสดำเนินการซื้อที่ดินจากบริษัทเอกชนมาดูแลเอง และห้ามมิให้มีการขุดเจาะถนนผ่านบริเวณโบราณสถานหรืออะรีนาแห่งนี้ ปัจจุบันสิ่งที่ยังหลงเหลือมาตั้งแต่อดีตมีแค่ส่วนฐานรากของลานเวทีบางส่วนและทางเดินเข้าเวทีบางส่วนเท่านั้น โครงสร้างสำคัญๆ ส่วนอื่นๆ เช่นที่นั่งแบบลดหลั่นกันลงมาได้ถูกทำลายหายไปด้วยกาลเวลาหมดแล้ว ที่เห็นในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ถูกทำเลียนแบบขึ้นมาใหม่ในปีค.ศ. 1918 ภายใต้การออกแบบควบคุมของสถาปนิกด้านโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ นามว่า จูลส์ ฟอร์มิเฌ่ (Jules Formigé)

พิกัด: 49 rue Monge / 4 rue des Arènes

การเดินทาง: Métro 7: Place Monge หรือ Métro 10: Cardinal Lemoine

ฟอรัม ศูนย์กลางอเนกประสงค์ประจำเมือง (Le Forum)

ฟอรัม เป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่า ทรี อิน วัน นั่นคือเป็นทั้งศูนย์กลางทางการค้า ศาสนาและการเมืองในที่เดียวกัน ใครที่ต้องการจะมาจับจ่ายซื้อสินค้า ต้องการมาบูชาหรือขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้าต่าง ๆ หรือแม้แต่จะทำกิจกรรมทางการเมืองการปกครองก็ต้องมาที่ฟอรัมแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สูงที่สุดของลูแตสในขณะนั้น คือ บริเวณเนินเขาที่เรียกว่า ลา มงตาญ เดอ แซงต์ เฌิญวิแยฟ (la Montagne de Saint Geneviève)

แผนผังของฟอรัมเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามแบบมาตรฐานของเมืองโรมันอื่นๆโดยใจกลางของพื้นที่เป็นศาสนสถานที่มีความกว้าง 88 เมตร และยาว 177.6 เมตร มีเสาหินแบบโรมันเป็นสัญลักษณ์และมีวิหาร (basilique หรือ บาซิลิกในภาษาฝรั่งเศส) ที่ยกสูงขึ้นมาจากพื้นและมีประตูเข้าออกเพียงด้านเดียว บริเวณรอบนอกศาสนสถานเป็นที่ตั้งของร้านค้าที่ทอดตัวติดต่อกันเป็นแนวยาวโดยรอบถึง 75 ร้านเลยทีเดียว ที่นี่เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจและการค้าคล้าย ๆ กับตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบัน และเป็นศูนย์กลางด้านกฎหมายเหมือนศาลประจำเมือง ฟอรัมจึงไม่ใช่แค่สถานที่ทางศาสนาตามความหมายของวิหารทั่วไปเท่านั้น

ผนังบางส่วนของร้านค้าในอดีตที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้บริเวณลานจอดรถใต้ดิน

เนื่องจากตัวฟอรัมถูกทำลายไปจนแทบไม่เหลือเค้าโครงแล้ว วิธีสังเกตคืออาณาเขตจะเริ่มจากบริเวณ มหาวิหารปองเตอง (Pathéon) ลงไปจนถึงจุดตัดกับ บูลเลอวาร์ด เดอ แซงต์ มิเชล (Boulevard de Saint-Michel) ตรงกันข้ามกับ สวนลุกซ็องบูร์ (Jardin du Luxembourg) สิ่งเดียวที่ยังพอจะเหลือให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน คือ ผนังบางส่วนของตัวบูทีคหรือร้านค้าที่เรียงรายอยู่รอบนอกของฟอรัมที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้บริเวณลานจอดรถใต้ดินด้านหน้าของอาคารเลขที่ 61 Boulevard Saint-Michel เท่านั้น

นอกจากนี้บริเวณถนนซุฟโฟลต์ (rue Soufflot) ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่าง บูลเลอวาร์ด เดอ แซงต์ มิเชล (boulevard de Saint-Michel) กับถนนแซงต์-ฌาคส์ (rue Saint-Jacque) ถือเป็นหลักกิโลเมตรที่ศููนย์ของเมืองในสมัยนั้น

การเดินทาง: RER B : Luxembourg

ทัวร์ปารีส

โรงละครในอดีต (Le théartre)

แม้ปัจจุบันนี้ไม่เหลือร่องรอยของโรงละครในอดีตให้เห็นแล้ว แต่ ดิดิเยร์ บุสซง (Didier Busson) นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี ได้กล่าวไว้ในหนังสือแผนที่ปารีสสมัยโบราณเล่มล่าสุดของเขาว่า โรงละครในสมัยลูแตสนั้นน่าจะตั้งอยู่ระหว่างจุดตัดของถนนคราซีน (rue Racine) กับบูลเลอวาร์ด เดอ แซงต์ มิเชล (Boulevard de Saint-Michel) ซึ่งปัจจุบันคือ โรงเรียนแซงต์หลุยส์ (Lycée Saint-Louis)

ส่วนผู้ที่ค้นพบหลักฐานชิ้นแรก ๆ เกี่ยวกับตำแหน่งของโรงละคร คือ เตโอดอร์ วาคแกร์ (Théodore Vacquer) ในขณะที่ทำการปรับปรุงโรงเรียนในปี ค.ศ.1861 หลังจากนั้น 2-3 ปีต่อมาในระหว่างที่มีการขุดปรับปรุงท่อระบายน้ำเสียของโรงเรียนได้มีการขุดพบหลักฐานเพิ่มเติมที่เป็นลานกว้างรูปครึ่งวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 70 เมตร จึงสันนิษฐานว่าโรงละครในอดีตสามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 4,000 หรือ 5,000 คนเลยทีเดียว

พิกัด: 44 Boulevard Saint-Michel

การเดินทาง: RERB: Saint-Michel Notre Dame, Métro 4: Odéon หรือ Métro10 : Cluny La Sorbonne

ทัวร์ปารีส

โรงอาบน้ำโรมันด้านเหนือ (Les thermes du Nord ou les thermes de Cluny)

โรงอาบน้ำโรมันแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของฟอรัมโดยมีโครงสร้างเป็นสี่เหลี่ยมและมีพื้นที่ประมาณ 100 เมตร X 65 เมตร แผนผังภายในตัวโรงอาบน้ำจะเริ่มจากห้องอาบน้ำร้อนหรือห้องซาวน่าที่เรียกว่า แคลดาเรียม (Caldarium: กัลดาเครียมในภาษาฝรั่งเศส ) ซึ่งอยู่บริเวณถนนซอมเมอร์คราด์ (Rue du Sommerard) ถัดมาเป็นห้องอาบน้ำอุ่นที่เรียกว่า เทปิเดเรียม (Tepidarium: เตปิดาเครียมในภาษาฝรั่งเศส) ที่ทอดยาวไปบริเวณถนนแซงต์มิเชล (Boulevard de Saint-Michel) และด้านในเป็นห้องอาบน้ำห้องสุดท้ายคือ ห้องอาบน้ำเย็น ที่เรียกว่า ฟิจิดาเรียม (Frigidarium: ฟริจิดาเครียมในภาษาฝรั่งเศส) อยู่บริเวณถนนแซงต์แฌร์แม็ง (Boulevard Saint-Germain)

เนื่องจากโรงอาบน้ำนั้นผู้คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้ามาใช้บริการได้ฟรี ทำให้กลายเป็นสถานที่ที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือข่าวสารกันในระหว่างผู้คนทุก ๆ ชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกเจ้าขุนมูลนาย พ่อค้าแม่ขาย ช่างฝีมือ ชาวบ้านธรรมดา หรือแม้แต่พวกทาส ก็จะมาอาบน้ำรวมกันที่นี่ แต่โรงอาบน้ำมีการแบ่งแยกเพศของผู้มาใช้บริการ โดยช่วงเช้าจะสงวนไว้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น ส่วนผู้ชายนั้นจะมาใช้บริการได้ในช่วงบ่าย เนื่องจากทุกคนต้องเปลือยกายอาบน้ำเหมือนกันหมด ไม่มีข้อยกเว้น

ส่วนพวกเครื่องหอม อุปกรณ์อาบน้ำทั้งหลาย เช่น สบู่ น้ำมันขัดตัว น้ำอบน้ำหอม ก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าที่ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณไม่ไกลจากโรงอาบน้ำ ซึ่งรวมไปถึงร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม จึงเรียกได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับชาวลูแตสโดยแท้ โรงอาบน้ำทิศเหนือนี้เป็นเพียงโรงอาบน้ำแห่งเดียวของโรมันที่ยังหลงเหลือมาให้เห็นในปัจจุบันจากโรงอาบน้ำทั้งสามแห่งของเมือง อีกสองแห่งที่ไม่เหลือร่องรอยให้เห็นแล้วคือโรงอาบน้ำบริเวณถนนแก-ลูว์ซัก (Rue Gay-Lussac) และโรงอาบน้ำทิศตะวันออกหรือที่เรียกกันว่าโรงอาบน้ำคอลแลจ เดอ ฟร็องซ์ (Collège de France)

โรงอาบน้ำทางทิศเหนือหรือที่เรียกกันติดปากว่า โรงอาบน้ำคลูนี (Thermes de Cluny) ถือได้ว่าเป็นโบราณสถานในสมัยลูแตสโรมันที่ยังคงอนุรักษ์และบำรุงรักษาตัวสถานที่ได้ดีที่สุดในบรรดาหลักฐานหรือโบราณสถานชิ้นอื่น เมื่อเดินผ่านบริเวณหัวมุมถนนแซงต์มิเชล และถนนแซงต์แฌร์แม็ง (Boulevard Saint-Germain) เราจะมองเห็นภายนอกของห้องอาบน้ำอุ่นที่เรียกว่า แคลดาเรียม ได้อย่างชัดเจน

พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับศิลปะยุคกลางของฝรั่งเศส (Musée de Cluny- Musée National du Moyen Age)

แม้ว่าจะไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าโรงอาบน้ำสร้างขึ้นเมื่อปีใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นประมาณช่วงปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3จากการศึกษาความเกี่ยวข้องและความคล้ายคลึงกันกับหลักฐานอื่น ๆ ที่นักธรณีวิทยาค้นพบ เช่น เหรียญตราที่ใช้ในสมัยจักรพรรดิอองตวน เลอ ปิเยอร์ (Antoine le Pieux, ค.ศ. 138-161) นอกจากนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าโรงอาบแห่งนี้ปิดตัวลงเมื่อใด แต่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่วงประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่โรมกำลังถูกคุกคามและถูกโจมตีจากเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนอยู่เกือบทุกๆด้าน รวมถึงกำลังประสบกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ยิ่งโรงอาบน้ำถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ชนชั้นอีลิทหรือคนชั้นสูงในสังคมโรมันจึงไม่สามารถให้การสนับสนุนทางด้านการเงินในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้อีกต่อไป

พิกัด: 28 rue de Sommerard

การเดินทาง: Métro 10: Cluny la Sorbonne, Métro 4: Saint-Michel หรือ RER B/RER C: Saint-Michel Notre Dame

ทัวร์ปารีส

สะพานไม้เชื่อมแม่น้ำแซนกับเกาะซิเต้ (Le Petit Pont)

ทัวร์ปารีส ตามรอย จักรวรรดิโรมัน จะไม่สมบูรณ์หากขาดแม่น้ำแซน เพราะตั้งแต่สมัยลูแตสมาแล้วที่แม่น้ำแซนถือเป็นหัวใจของเมืองในด้านการค้าเพราะชาวลูแตสทำหน้าที่เก็บภาษีจากเรือสินค้าที่เดินทางผ่านเข้ามาในแม่น้ำสายนี้แต่ในขณะเดียวกันก็นับเป็นจุดอ่อนที่ข้าศึกใช้เป็นช่องทางในการโจมตีเมืองลูแตสด้วยเช่นกัน อย่างเช่นที่แม่ทัพชาวโรมชื่อ ติตุส ลาบินุส (Titus Labienus) ใช้เป็นเส้นทางยกทัพเข้ามาโจมตี รวมถึงพวกไวกิงในสมัยต่อ ๆ มาด้วย

แรกเริ่มตัวสะพานสร้างด้วยไม้และเป็นสะพานแห่งเดียวที่เชื่อมฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน กับ เกาะซิเต้ ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมขยายไปทางฝั่งขวาแม่น้ำแซนของการ์โด มักซิมุสหรือถนนเส้นหลักสะพานแห่งนี้มักจะถูกน้ำท่วมตลอดในหน้าน้ำหลากและถูกไฟไหม้หลาย ๆ ครั้งจากสงคราม ชาวเมืองมักจะหลบหนีไปอยู่บริเวณเกาะซิเต้ในกรณีที่ถูกโจมตีและจะเผาสะพานแห่งนี้เสียเพื่อไม่ให้ข้าศึกข้ามมาได้ ปัจจุบัน เลอ เปอติด ปงต์ยังคงอยู่แต่ไม่ได้เป็นสะพานไม้แล้ว

พิกัด: rue Petit Pont-Cardinal Lustiger และ rue de la Cité (บริเวณด้านหน้ามหาวิหารน็อทร์-ดาม)

การเดินทาง: RER B/RER C: Saint-Michel Notre Dame หรือ Métro4: Saint-Michel

Fact File

  • ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ทัวร์ปารีส เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเรื่องราวของ ปารีส สามารถเข้าชมและสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก Le Musée Carnavalet (http://www.carnavalet.paris.fr) ซึ่งเป็นพิพิธภัณท์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปารีสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และ Cryptearchéologique de l’île de la Cité (https://www.crypte.paris.fr/) มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณวัตถุต่าง ๆ และหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบในปารีสในช่วงประมาณปี ค.ศ.1965-1972 รวมถึงประวัติของมหาวิหารน็อทร์-ดาม (Notre-Dame)
  • Dassault Systèmes ได้ทำคลิปเกี่ยวกับ Paris 3D Through the Ages ชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=-64kHmCJGMAโดยช่วงเริ่มต้นไปจนถึงนาทีที่ 4:13 เป็นเรื่องราวของปารีสในช่วงก่อนประวัติศาสตร์และช่วงสมัยเมืองลูแตส

อ้างอิง

The post ทัวร์ปารีส บนเส้นทางประวัติศาสตร์ ตามรอยอารยธรรม “จักรวรรดิโรมัน” appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...