โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จะเกิดอะไรขึ้นหลังหมดมาตรการพักหนี้มีเรื่องอะไรที่ควรรู้?

อีจัน

อัพเดต 09 ก.พ. 2566 เวลา 06.43 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2566 เวลา 06.43 น. • อีจัน

จะเป็นอย่างไร? หากถึงเวลาสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ ตามที่แบงก์ชาติออกมาตรการพักหนี้แก่ลูกหนี้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งจะครบกำหนด 6 เดือนในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 นั้น ในระยะต่อไป แบงก์ชาติจะเน้นแก้ไขปัญหาให้ลูกหนี้ SMEs แบบเชิงรุกและตรงจุด แทนการช่วยเหลือแบบทั่วไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบทางลบในระยะยาวแก่ลูกหนี้จากภาระดอกเบี้ย และส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน โดยลูกหนี้ที่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้และมีรายได้เพียงพอจะจ่ายหนี้ได้ แนะนำให้กลับมาจ่ายตามปกติเพื่อลดภาระดอกเบี้ยในช่วงการพักหนี้ และยังทำให้สถาบันการเงินมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นสำหรับปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ยังได้รับผลกระทบต่อไป

เหตุผลที่แบงก์ชาติเน้นแก้หนี้ให้ตรงจุด

  • ลูกหนี้มีแนวโน้มกลับมาช้ำระหนี้ได้ตามปกติมากขึ้น

  • บรรเทาภาระแก่ลูกหนี้ในระยะยาว

  • รักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน

โดยรูปแบบมาตรการบรรเทาภาระหนี้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของหนี้สินและเงื่อนไขของสถาบันการเงิน ถ้าเป็นสินเชื่อบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลจะเป็นการลดยอดผ่อนชำระขั้นต่ำต่อเดือนจากเดิมร้อยละ 10 มาอยู่ที่ร้อยละ 5 ของยอดหนี้คงเหลือ และหากเป็นสินเชื่อที่ต้องผ่อนชำระรายเดือน เช่น สินเชื่อบ้านก็มีทั้งแบบพักชำระเงินต้น (จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเท่านั้น) หรือพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงอาจมีการลดดอกเบี้ยและขยายเวลาการชำระหนี้ (เป็นรายกรณีไป) โดยแต่ละสถาบันการเงินอาจให้ระยะเวลาการพักชำระหนี้นาน 3-12 เดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้กู้จ่ายค่างวดลดลงส่งผลให้มีสภาพคล่องมากขึ้น มีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น และเมื่อพ้นระยะเวลาพักชำระหนี้หรือเมื่อสถานการณ์คลี่คลายสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น จึงค่อยทยอยกลับมาชำระหนี้ที่พักไว้ให้กับธนาคารต่อไป

ทั้งนี้การพักชำระหนี้แม้ว่าจะจ่ายค่างวดลดลงในช่วงที่เข้าร่วมโครงการ แต่ดอกเบี้ยในช่วงที่พักชำระหนี้ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้กู้จะต้องจ่ายเมื่อระยะพักชำระหนี้สิ้นสุดลงหรือจ่ายต่อจากงวดการผ่อนสุดท้ายตามสัญญาเงินกู้นั้น ๆ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของธนาคาร ก่อนพิจารณาเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ผู้กู้ควรประเมินสถานการณ์การเงินของตนเองให้ดีก่อนตัดสินใจ

ถ้าสามารถบริหารจัดการเงินได้ด้วยการปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้หรือไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่องมากนัก แนะนำให้จ่ายชำระหนี้แบบปกติ แต่หากขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็ควรรีบติดต่อสถาบันการเงินเพื่อเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ จะได้ไม่ให้เสียประวัติผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งสถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติหรือไม่นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคารที่กำหนดไว้ ที่สำคัญหากเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้แล้วควรวางแผนการจ่ายหนี้ที่พักไว้หลังจากพ้นระยะผ่อนผัน เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาหนี้พัวพันต่อเนื่องในอนาคต

สำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาจ่ายหนี้ได้ตามปกติ สถาบันการเงินยังคงให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากพอที่จะชำระหนี้ได้ โดยมีหลายมาตรการมารองรับ ได้แก่ การปรับเงื่อนไขการจ่ายหนี้ตามความสามารถในการจ่ายหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายเพื่อไม่ให้กลายเป็น NPL (หนี้เสีย) รวมถึงใช้มาตรการอื่นตามความเหมาะสม เช่นการลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล การพักชำระค่างวด รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยด้วยวิธีการรวมหนี้ และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายราย โดยลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างเจรจาปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ แบงก์ชาติได้ออกประกาศให้สถาบันการเงินคงสถานการณ์จัดชั้นลูกหนี้ถึงสิ้นปี 2563 เพื่อไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็น NPL ในระหว่างนี้ นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้ทราบว่ามีภาคธุรกิจไหนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ หากลูกหนี้ที่มีปัญหาการติดต่อสถาบันการเงิน หรือยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันกับสถาบันการเงินได้ สามารถแจ้งความต้องการที่จะปรับโครงสร้างหนี้ไปยังสถาบันการเงินผ่าน "ทางด่วนแก้หนี้" ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย , กองทุนบำเน็ญบำนาญชราภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...