ถกสนั่น ปมพระอายุน้อย เรียกตัวเองว่า 'ครูบา' งานศึกษาเผย นำเสนอภาพลักษณ์ เป็น “ผู้วิเศษ”
ถกสนั่น ปมพระอายุน้อย เรียกตัวเองว่า 'ครูบา' เปิดงานศึกษาเผย นำเสนอภาพลักษณ์ การเป็น “ผู้วิเศษ” นักวิชาการติง ควรใช้กับพระภิกษุที่มีอายุพรรษามาก
กลายเป็นเรื่องที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม สำหรับประเด็นที่พระสงฆ์พัวพันกับการล่วงละเมิดทางเพศ โดยพระสงฆ์ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่นั้นอายุยังไม่มาก แต่เรียกตัวเองว่า "ครูบา" ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วพระสงฆ์ที่อายุยังน้อย สามารถเรียก 'ครูบา' ได้หรือไม่
สำหรับเรื่องนี้ ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง “การศึกษากระแส ‘ครูบาคติใหม่’ ในภาคเหนือของไทย พุทธทศวรรษ 2530-2550” ที่ต่อมานำมาปรับเป็นหนังสือเรื่อง"ครูบาคติใหม่" โดยณัฐพงศ์ ดวงแก้ว สำนักพิมพ์มติชน ได้พูดถึงการเกิดขึ้นของครูบา ที่มีมากขึ้นในช่วงหลัง และมีการตั้งคำถามถึงอายุของครูบาด้วยเช่นกัน
โดยงานศึกษาพบว่า ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา เริ่มมีการก่อตัวของคติความเชื่อเรื่องครูบาในแบบใหม่เกิดขึ้น จากกระแสการผลิตซ้ำและการสร้างภาพลักษณ์แบบครูบาศรีวิชัย
ความเป็น ครูบาศรีวิชัย ถูกนำมาลอกเลียนแบบเพื่อเป้าหมายใหม่ ด้วยวิธีการคัดลอกและสร้างภาพลักษณ์ จะมีหลักๆ ด้วยกัน 4 ประการ คือ การให้ภาพลักษณ์ของการเป็นตนบุญผู้วิเศษ,การให้ภาพลักษณ์การเป็นพระนักพัฒนา ,การให้ภาพลักษณ์ของการเป็นพระผู้ธำรงรักษาความเป็นจารีตล้านนา และการให้ภาพลักษณ์ในการแต่งกาย
อย่างไรก็ตามการเกิดขึ้นของครูบาคติใหม่ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในภาคเหนือหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง การใช้คำว่า 'ครูบา' โดยคำดังกล่าวถือเป็นคำที่ใช้เรียกใช้นำหน้าชื่อพระสงฆ์ในวัฒนธรรมล้านนา แต่นักวิชาการและคนในภาคเหนือจำนวนหนึ่งมองว่า คำว่า 'ครูบา' เป็นคำที่ควรใช้กับพระภิกษุที่มีอายุพรรษามาก ควรคุณวุฒิและวัยวุฒิที่น่าเลื่อมใส่ศรัทธา
ปัจจุบัน การเรียกว่า “ครูบา” ไม่มีขอบเขตอายุชัดเจน โดยพบว่ามีตั้งแต่อายุน้อยที่ถูกเรียกขานว่า
“ครูบาเณร” หรือบางกลุ่มเรียก “ครูบาอุ๊กแก๊ส” ซึ่งวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เรียกพระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวว่า
“ครูบาคติใหม่”
โดยภาพลักษณ์สำคัญของเหล่าครูบาคติใหม่ คือ การนำเสนอตัวเองด้วยภาพลักษณ์ของ
การเป็น “ตนบุญ” หรือ “ผู้วิเศษ” ซึ่งภาพลักษณ์ดังกล่าวเป็นภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอ
ตัวตนโดยการเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัย ที่ถูกกระแสการผลิตซ้ำและสร้างภาพลักษณ์
สร้างขึ้นมาจนกลายเป็นการรับรู้และความเข้าใจพื้นฐานต่อลักษณะของการเป็น “ครูบา”
ทั้งนี้ในแง่ของพื้นฐานความเชื่อ และพื้นฐานทางศาสนาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้คน
ศรัทธาต่อตัวครูบาคติใหม่ เพราะพื้นฐานความเชื่อเหล่านี้มีลักษณะที่สอดคล้องและสัมพันธ์กับ
ภาพลักษณ์ของครูบาคติใหม่ที่นำเสนอออกมาสู่การรับรู้ของผู้คนในสังคม
โดยผู้คนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาครูบาคติใหม่มีความเชื่อที่เป็นพื้นฐานความเชื่ออยู่ 4 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ 1.ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งเหนือธรรมชาติ 2.ความเชื่อเรื่องศาสนาห้าพันปีกับโลกกึ่งพุทธกาลกับความเสื่อมของศาสนา 3.ความเชื่อเรื่องศาสนาห้าพันปีกับการเกิดขึ้นของตนบุญผู้มาค้ำจุนศาสนา และ 4. ความเชื่อเรื่องการ “สร้างบุญ” และ “ตัวกลางที่ดี”
โดยความสัมพันธ์กับพื้นฐานความเชื่อทางศาสนา และ พื้นฐานความไม่มั่นคงในการดำเนินชีวิต มีลักษณะความสัมพันธ์ที่เป็นปัจจัยทำให้ผู้คนในสังคมส่วนหนึ่งเกิดความเลื่อมใสที่มีต่อครูบาคติใหม่ และความลักษณะความไม่มั่นคงในการดำเนินชีวิตต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครูบาคติใหม่ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวัง
จากงานศึกษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การใช้คำว่า 'ครูบา' ไม่มีข้อกำหนดที่แน่ชัดว่าต้องมีอายุเท่าใด ถึงจะใช้คำนี้กับพระสงฆ์ได้
ปรากฎการณ์ความเหมาะสมของการเรียกพระสงฆ์ว่า 'ครูบา' ยังเป็นที่ถกเถียงกันต่อในสังคม