นักวิชาการถอดรหัสลับมติ ก.ต.ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา
14 กรกฎาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ถอดรหัสลับมติ ก.ต. “ไล่ออกอธิบดีผู้พิพากษา” เพราะกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการประสาทความยุติธรรม
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (สำนัก ก.ต.) ได้เผยแพร่ข่าวผลประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 18/2569 ซึ่งมีการพิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ ซึ่ง: "มีพฤติการณ์คบหาสมาคมกับคู่ความ หรือบุคคลอื่น ซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ มีพฤติการณ์จ่ายสำนวนในลักษณะที่เป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ลงโทษไล่ออกจากราชการ"
(ขณะที่อีกรายหนึ่ง มีพฤติการณ์เสนอความเห็นในการเรียกสำนวนคดีของศาลแห่งหนึ่งคืน เป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33 เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง เห็นควรให้งดเลื่อนตำแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือน 2 ปี แล้วแต่กรณีใดถึงก่อน)
มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า การที่ ก.ต. มีมติลงโทษ “ไล่ออกจากราชการ” อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากกรณีดังกล่าว มีมูลเหตุเชื่อมโยงมาจากศึกสายเลือดฟ้องร้องตระกูลนักธุรกิจดัง "ณรงค์เดช" คดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจระบบวินัยของข้าราชการตุลาการ
แต่สิ่งที่ทำให้สังคมและนักกฎหมายหลายคนตั้งคำถามตามมาก็คือ… ในเมื่อรายงานข่าวระบุว่า "จากการสอบสวน ไม่พบเส้นทางการเงิน 100 ล้านบาท (100 กิโล)" ตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุใด ก.ต. จึงยังคงลงโทษวินัยร้ายแรงถึงขั้น "ไล่ออกจากราชการ" ซึ่งเป็นโทษสถานหนักที่สุด?
คำตอบของปริศนาทางกฎหมายนี้ ซ่อนอยู่ในความแตกต่างระหว่าง "การทุจริตต่อหน้าที่" กับ "การปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความระมัดระวัง ความซื่อสัตย์สุจริตและความเที่ยงธรรม รวมทั้งไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ" ซึ่งเป็นคนละฐานความรับผิดในทางวินัยอย่างสิ้นเชิง!
ข่าวประชาสัมพันธ์ของสำนัก ก.ต. สะท้อนอะไร?
หากเราอ่านถ้อยคำในข่าวของสำนัก ก.ต. อย่างละเอียด จะพบว่าผู้พิพากษารายดังกล่าวถูกระบุพฤติการณ์ไว้ 3 ประเด็นหลัก คือ:
1.คบหาสมาคม กับคู่ความหรือบุคคลที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับคดีความ
2. จ่ายสำนวน ในลักษณะที่เป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง
3. พฤติการณ์ดังกล่าว อาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธา ของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม
สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งคือ ก.ต. ไม่ได้เลือกใช้คำว่า "ทุจริตต่อหน้าที่" "รับสินบน" หรือแม้แต่คำว่า "ประพฤติชั่ว" ลอย ๆ หากแต่เลือกอธิบายพฤติการณ์ที่ผูกโยงกับการ "ใช้อำนาจหน้าที่" และ "ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน" เป็นหลัก
การเลือกใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังเช่นนี้ นำมาสู่การวิเคราะห์เชิงลึกว่า ก.ต. กำลังปรับเข้าฐานความผิดใดใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543
มาตรา 57 และมาตรา 62: "หัวใจ" ที่ถูกทุบทำลาย
เมื่อนำข้อเท็จจริงในข่าวมาเทียบกับตัวบทกฎหมาย จะพบว่า มาตรา 57 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 62 คือบทบัญญัติที่สอดรับกับพฤติการณ์นี้มากที่สุด โดยกฎหมายวางหลักไว้ว่า:
มาตรา 57 วรรคหนึ่ง: "ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม"
มาตรา 62: "ข้าราชการตุลาการต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการตามที่ ก.ต. กำหนด”
ทำไมจึงเป็นมาตรา 57 และมาตรา 62?
เพราะข้อกล่าวหาเรื่อง "การจ่ายสำนวน" เพื่อช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง เป็นเรื่องของการ "ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งบริหารจัดการศาลโดยมิชอบ" โดยตรง ไม่ใช่เรื่องความประพฤติส่วนตัว ดังนั้น แม้ในชั้นสอบสวนจะยังไม่มีพยานหลักฐานแน่นหนาพอที่จะพิสูจน์เรื่องการรับเงินสินบน 100 ล้านบาท (ซึ่งจะไปเข้าข่ายการทุจริต) แต่หากพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า "ระบบการจ่ายสำนวนถูกบิดเบือนจนขาดความเที่ยงธรรม" เท่านี้ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีเส้นทางเงิน!
ส่วนประเด็นเรื่อง "การคบหาสมาคมกับคู่ความ" นั้น ถือเป็นการฝ่าฝืน ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 43 ที่กำหนดให้ “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความ หรือบุคคลอื่น ซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ… อันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม…” ซึ่งการฝ่าฝืนข้อบังคับจริยธรรมเช่นนี้ ถือเป็นความผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมที่ ก.ต. กำหนด ตามมาตรา 62 โดยตรง
แล้วเหตุใดจึงลงโทษถึงขั้น "ไล่ออก" ทั้งที่ไม่มีเรื่องเงิน?
แม้มาตรา 57 และมาตรา 62 จะเป็นตัวกำหนด "หน้าที่" (วินัย) แต่บทกำหนด "สถานลงโทษ" นั้นถูกแยกไปไว้ในส่วนของการลงโทษ ซึ่งกรณีนี้ส่งผลให้เกิดการปรับเข้า มาตรา 77 (3) ที่ระบุว่า ประธานศาลฎีกาจะสั่งลงโทษไล่ออกได้ เมื่อข้าราชการตุลาการ:
"ไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการและจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ และการไม่ถือและปฏิบัตินั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง"
ในทางโครงสร้างของกฎหมายตุลาการ มาตรา 77 (3) ทำหน้าที่เป็น "บทกำหนดระดับโทษ" (Penalty Clause) สำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง
เมื่อ ก.ต. ขมวดท้ายในข่าวว่า พฤติการณ์บิดเบือนการจ่ายสำนวนและการคบหาคู่ความนี้ "อาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม" ย่อมเป็นการตีความอย่างชัดเจนว่า "ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดขององค์กรศาล ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นตัวเงินหรือทรัพย์สิน แต่คือการสูญเสียความเชื่อมั่น (Loss of Public Trust) ของประชาชนต่อความเป็นกลางของตราชั่ง"
เมื่อความเสียหายต่อตัวสถาบันศาลนั้นร้ายแรงถึงขีดสุด บทลงโทษจึงต้องดีดไปที่สถานหนักที่สุดคือ "ไล่ออก" ตามมาตรา 76 (1) นั่นเอง
ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ (Judicial Accountability)
มติช็อกโลกของ ก.ต. ในครั้งนี้ ได้สะท้อนหลักการพื้นฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ นั่นคือ "ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี"
ทว่า… ความเป็นอิสระนั้นไม่ใช่ "ตั๋วอำนาจเปล่า" ที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ การตรวจสอบทางวินัยอย่างเข้มข้นจากองค์กรภายในอย่าง ก.ต. ในคดีตระกูลณรงค์เดชนี้ จึงไม่ใช่การแทรกแซงอำนาจฝ่ายตุลาการ หากแต่เป็น "กลไกป้องปรามและคุ้มครองความน่าเชื่อถือของศาลยุติธรรม" เพื่อให้ตราชั่งยังคงตั้งตรงภายใต้หลักนิติรัฐอย่างแท้จริง
บทสรุป
แม้เราจะไม่มีโอกาสเห็นรายงานผลการสอบสวนฉบับเต็มหรือคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจาก ก.ต. แต่จากการ "อ่านระหว่างบรรทัด" และวิเคราะห์ถ้อยคำที่ ก.ต. เลือกใช้ในข่าวประชาสัมพันธ์ ประกอบกับโครงสร้างของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มีเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างยิ่งที่จะเชื่อได้ว่า:
แก่นแท้ของข้อกล่าวหาถูกตรึงไว้ที่ "การฝ่าฝืนวินัยตามมาตรา 57 และมาตรา 62" (ปฏิบัติหน้าที่ขาดความระมัดระวัง ความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม และไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน ประเพณีปฏิบัติ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการตามที่ ก.ต. กำหนด) และเด็ดขาดด้วยบทลงโทษไล่ออกผ่าน "มาตรา 77 (3)" (ฝ่าฝืนระเบียบแบบแผนและจริยธรรมจนเกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง)
ท้ายที่สุด คดีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ใช้อำนาจรัฐทุกคนว่า… สำหรับผู้พิพากษาแล้ว "ความศรัทธาของประชาชน" คือทรัพย์สินสาธารณะที่มีมูลค่าสูงที่สุด และการรักษาทรัพย์สินชิ้นนี้ให้บริสุทธิ์ ย่อมเป็นหน้าที่ที่ถอยรั้งไม่ได้ขององค์กรตุลาการไทย
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
14/7/69