โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ก.ล.ต.เร่งเอาผิด "สุภาพร พิมพงษ์"เรียกความเขื่อมั่นตลาดทุน

Manager Online

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 20.25 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ก.ล.ต. เผยพบตัว"สุภาพร พิมพงษ์" ที่ติดต่อได้และมีตัวตนจริง แจงไม่เปิดเผยเจตนารายงาน "พอร์ตลม" เพราะอยู่ระหว่างดำเนินคดี เร่งเอาผิดตามกฎ และพัฒนาระบบการคัดกรองและการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีรัดกุมและรวดเร็วยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่าขณะนี้ ก.ล.ต.พบตัว นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ แล้วซึ่งสามารถติดต่อได้ และมีตัวตนจริง แต่ขอไม่เปิดเผยเจตนารายงาน "พอร์ตทิพย์" เพราะอยู่ระหว่างดำเนินคดี ซึ่งการตรวจสอบรายงานการได้มาของทั้ง 7 รายการ 6 หลักทรัพย์ ไม่จริงทั้งหมด และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนถึงเจตนาและเบื้องหลังการกระทำดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่า มีรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59(แบบ 59)โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ดังนั้น ก.ล.ต.จึงดำเนินการนำข้อมูลออกจากระบบแล้ว เพราะระบบรายงานแบบ 59 มีกระบวนการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนเช่นเดียวกันกับรายงานแบบ 246-2

สำหรับ การรายงานข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจทำให้ผู้อื่นสำคัญผิดในสาระสำคัญถือเป็นความผิดตาม มาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยอมรับถึงข้อจำกัดเรื่องความรวดเร็วในการเผยแพร่ข้อมูลเทียบกับการสอบทานความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม จะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปพัฒนาระบบการคัดกรองและการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น TSD) ให้มีความรัดกุมและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย

สำหรับ "สุภาพร พิมพงษ์ " พบว่าไม่ได้ถือเพียงแค่หุ้น TRUE เท่านั้น แต่ยังถือหุ้นในหุ้นอีกหลาย บจ.เมื่อปี 54 พบว่า ถือหุ้น MAJOR หรือ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) รายงานถือหุ้น 9.99%

เมื่อปี 65 ถือหุ้น GJS หรือ บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) เคยรายงานการถือหุ้นสูงถึง 80% เมื่อปี 65 และเมื่อปี 66 ถือหุ้น BBLหรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รายงานถือหุ้น 5.01%, KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รายงานถือหุ้น 5.11% และ AAV หรือ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน)รายงานถือครองหลักทรัพย์แปลงสภาพ 5.33%

ทั้งนี้ จากถ้อยแถลงของ ก.ล.ต. เช้าวันนี้ แจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณีดังกล่าวที่มีการรายงานการได้มาของหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยเมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้มีการเปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง”

เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งการดำเนินการของ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จึงมีการดำเนินการเพื่อระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้องตามกระบวนการข้างต้น

สำหรับประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้คือ ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียน ในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออก , ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในรายงาน และการรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น เป็นจำนวนการใช้สิทธิที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น

ในส่วนของระบบการรายงานแบบ 246-2 ก.ล.ต.จัดให้มีกระบวนการยืนยันตัวตน โดยผู้ที่ประสงค์จะบันทึกข้อมูลในระบบต้องลงทะเบียนและระบุข้อมูลส่วนบุคคลที่ตรงกับข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ซึ่งระบบจะมีการสอบยันกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรดังกล่าว และหากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน เฉพาะกรณีที่ข้อมูลตรงกันจึงจะมีกระบวนการให้ยืนยันตัวตนผ่านระบบ OTP ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน โดยภายหลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วจึงสามารถบันทึกข้อมูลเพื่อรายงานแบบ 246-2 โดยผู้รายงานจะต้องมีการรับรองความถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง และรับทราบว่าข้อมูลที่บันทึกนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 (แบบ 59) โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลออกจากระบบแล้ว ซึ่งระบบการรายงานแบบ 59 มีกระบวนการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน ในลักษณะเดียวกันกับการรายงานแบบ 246-2

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล ตามกระบวนการของ ก.ล.ต. ทั้งนี้ กรณีการนำส่งข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไป เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

หมายเหตุ : มาตรา 302/1 ผู้ใดนำส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่ก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรแสดงในสาระสำคัญต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือสำนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...