โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อดีตผู้พิพากษาวิเคราะห์คดีกู้เงิน 4 แสนล้านบอก 2 แสนล้านหลังไม่น่าได้ไปต่อ

ไทยโพสต์

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.21 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

09 ก.ค.2569 - นายวัส ติงมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ความเห็นส่วนตนในคดี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านของศาลรัฐธรรมนูญ” ระบุว่า วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในส่วนของแผนงานหรือโครงการที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ซึ่งกำหนดให้ใช้เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาทักษะกำลังคน และนวัตกรรมด้านพลังงาน เป็นพระราชกำหนดที่ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่

1.หลักกฎหมาย

• รัฐธรรมนูญ มาตรา 172: เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารตรากฎหมายที่มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรากฎหมายของรัฐสภา จึงเป็นข้อยกเว้นของหลักการแบ่งแยกอำนาจ และหลักที่ว่าการใช้อำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจของรัฐสภา บทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และใช้ได้เฉพาะในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

• รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง: ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเฉพาะว่า พระราชกำหนดเป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลจึงไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปพิจารณาความเหมาะสมของนโยบาย หรือวินิจฉัยแทนฝ่ายบริหารว่าเหตุฉุกเฉินมีอยู่เพียงใดตามมาตรา 172 วรรคสอง หากแต่มีหน้าที่ตรวจสอบว่า วัตถุประสงค์และมาตรการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนั้น ยังอยู่ภายในขอบเขตของคำว่า "เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ" ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานได้รับผลกระทบต่อค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

เห็นว่า: มาตรการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามแผนงานหรือโครงการที่ 1 ย่อมมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และอาจอยู่ภายในขอบเขตของมาตรา 172 วรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ดี: แผนงานหรือโครงการที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งเสริมพลังงานทดแทน สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนาทักษะแรงงาน และนวัตกรรมด้านพลังงาน ซึ่งตามลักษณะเป็นมาตรการเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะกลางและระยะยาว ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานแห่งชาติที่รัฐบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องก่อนการตราพระราชกำหนด และโดยสภาพต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะบรรลุผล

2.ความสำคัญของนโยบายกับขอบเขตของอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

เห็นว่า: แม้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นนโยบายสาธารณะที่มีความสำคัญ และอาจส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีคุณค่าในตัวเอง

อย่างไรก็ดี: ความสำคัญหรือประโยชน์ของนโยบาย มิใช่เกณฑ์ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้สำหรับการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 172 เกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญคือ มาตรการนั้นต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงและใกล้ชิดกับการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศในขณะที่มีการตราพระราชกำหนด มิใช่เพียงเป็นมาตรการที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต

การก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนากำลังคน และนวัตกรรมด้านพลังงาน แม้จะเป็นมาตรการที่สมควรดำเนินการ แต่ผลของมาตรการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระยะกลางและระยะยาว มิใช่มาตรการที่สามารถบรรเทาหรือยับยั้งผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นได้โดยตรง

จึงเห็นว่า มาตรการดังกล่าวมีลักษณะเป็นนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มากกว่ามาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจตามความหมายของมาตรา 172 วรรคหนึ่ง

3.ความจำเป็นและความได้สัดส่วนของการใช้อำนาจพิเศษ

การตราพระราชกำหนดเป็นการใช้อำนาจพิเศษแทนกระบวนการตรากฎหมายโดยรัฐสภา ดังนั้น นอกจากมาตรการจะต้องมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับวัตถุประสงค์ตามมาตรา 172 แล้ว ยังต้องปรากฏว่าการใช้อำนาจพิเศษดังกล่าวเป็นมาตรการที่จำเป็น และไม่มีวิธีการตามกระบวนการปกติที่สามารถบรรเทาผลกระทบได้โดยกระทบต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจน้อยกว่า

ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่า การดำเนินนโยบายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นภารกิจที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี อีกทั้งในช่วงเวลาที่ตราพระราชกำหนดยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ารัฐยังมีมาตรการทางการคลังและมาตรการกำกับดูแลด้านพลังงานที่อาจนำมาใช้บรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานได้ตามกฎหมายปกติ เช่น การปรับโครงสร้างภาษี หรือมาตรการอื่นที่กฎหมายบัญญัติไว้ รวมทั้งการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติวงเงินกู้ตามกระบวนการปกติ

กรณีมิได้หมายความว่ารัฐบาลจำต้องเลือกใช้มาตรการใดเป็นการเฉพาะ หากแต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า การตราพระราชกำหนดมิใช่วิธีการเดียวในการดำเนินนโยบายตามแผนงานที่ 2

4.หลักการแบ่งแยกอำนาจ

การวินิจฉัยเช่นนี้ มิได้หมายความว่า โครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นนโยบายที่ไม่สมควรดำเนินการ หรือรัฐบาลไม่มีอำนาจลงทุนในโครงการดังกล่าว หากแต่เห็นเพียงว่า การดำเนินโครงการลงทุนระยะกลางและระยะยาวที่มีวงเงินสูงและมีผลผูกพันต่อฐานะการคลังของประเทศ ต้องอยู่ภายใต้กระบวนการตรากฎหมายตามปกติ เพื่อให้รัฐสภาได้ใช้อำนาจพิจารณาความเหมาะสม รายละเอียด และความคุ้มค่าของการใช้เงินแผ่นดินตามหลักประชาธิปไตย

หากตีความให้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจทุกประเภทซึ่งอาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต สามารถถือเป็นมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามมาตรา 172 ได้ทั้งหมด ข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญย่อมกลายเป็นหลักทั่วไป และเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารหลีกเลี่ยงกระบวนการนิติบัญญัติสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

5.การแยกส่วนของพระราชกำหนด (Severability)

เห็นว่า: การวินิจฉัยว่าบทบัญญัติบางส่วนของพระราชกำหนดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องทำให้พระราชกำหนดทั้งฉบับตกไปเสมอ หากส่วนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญสามารถแยกออกจากส่วนที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้โดยไม่กระทบต่อโครงสร้าง วัตถุประสงค์ และการใช้บังคับของส่วนที่เหลือ

เมื่อแผนงานหรือโครงการที่ 1 และแผนงานหรือโครงการที่ 2 มีวัตถุประสงค์ วงเงิน และมาตรการที่แยกจากกันได้อย่างชัดเจน การเพิกถอนเฉพาะแผนงานหรือโครงการที่ 2 ย่อมไม่ทำให้การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในส่วนแผนงานหรือโครงการที่ 1 ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ จึงเห็นสมควรจำกัดผลของคำวินิจฉัยไว้เฉพาะบทบัญญัติในส่วนที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

บทสรุปคำวินิจฉัย

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2569 เฉพาะในส่วนของแผนงานหรือโครงการที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

และโดยที่เนื้อหา วัตถุประสงค์ และวงเงินกู้ของโครงการที่ 2 สามารถแยกออกจากโครงการที่ 1 ได้อย่างเป็นเอกเทศ โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างการบริหารวิกฤตพลังงานในส่วนที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้การล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญของฝ่ายบริหารในส่วนนี้ ส่งผลกระทบไปถึงประชาชนที่กำลังรอคอยการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้า

จึงอาศัย "หลักความพอสมควรแก่เหตุ" (Principle of Proportionality) วินิจฉัยให้บทบัญญัติเฉพาะในส่วนแผนงานหรือโครงการที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น (Void ab initio)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...