โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

นักวิเคราะห์ ชี้คนอายุ 21-30 ปี เป้าหมายอันดับ 1 มิจฉาชีพยุค AI สูญเงินล้านมากกว่าผู้สูงอายุ

ไทยโพสต์

อัพเดต 15 มิถุนายน 2569 เวลา 3.41 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

14 มิ.ย.2569-ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ดาต้าชี้ชัด! สูญเสีย 100 ล้านต่อวัน ทำไมคนอายุ 21-30 ปี คือเป้าหมายอันดับ 1 ของมิจฉาชีพยุค AI?” เนื้อหาระบุว่า หลายคนมักคิดว่า “ผู้สูงอายุ” คือกลุ่มที่เปราะบางและตกเป็นเหยื่อกลโกงออนไลน์ได้ง่ายที่สุดในสังคม แต่จากชุดข้อมูลและสถิติล่าสุดจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กลับสะท้อนความจริงที่สวนทาง…

ตัวเลขสถิติคดีพุ่งเป้าไปที่ "กลุ่มคนหนุ่มสาวและวัยเริ่มต้นทำงาน อายุ 21-30 ปี" ซึ่งกลายมาเป็นเหยื่ออันดับ 1 ที่ครองแชมป์การถูกล่อลวงมากที่สุดในปัจจุบัน แม้ภาพรวมจำนวนคดีจะเริ่มลดลงจากการปราบปรามบัญชีม้า แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ "มูลค่าความเสียหายต่อเคส" กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

สถิติความเสียหายล้างพอร์ตเศรษฐกิจไทย: ปัจจุบัน มูลค่าความเสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรวมของประเทศเฉลี่ยสูงถึง 70-100 ล้านบาทต่อวัน และหากนับรวมความเสียหายสะสมในแต่ละปี มูลค่ารวมทะลุไปกว่า มากกว่า 50,000 ล้านบาท

ที่น่ากังวลที่สุดคือ เงินจำนวนมหาศาลนี้ กว่า 40% ถูกดึงออกจากกระเป๋าของกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงานตอนต้น ซึ่งบางรายสูญเงินเก็บทั้งชีวิตตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาทภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง!

ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม ผมขอพามาแกะรอยข้อมูลเชิงลึกว่า พวกเขาโดนหลอกด้วยวิธีไหนจนสูญเงินล้าน? และในฐานะประชาชนเราจะ มียุทธศาสตร์ระวังตัวอย่างไร? ในโลกที่ความจริงถูกบิดเบือนครับ

เจาะแผนประทุษกรรม: เจนดิจิทัลโดนหลอกอย่างไร?

เมื่อวิเคราะห์จาก Data คดีออนไลน์ มิจฉาชีพจะใช้ 3 กลยุทธ์หลักที่ออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงความไว้ใจของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

1. กลโกง “ของถูก-ของฟรี” สู่ “กับดักภารกิจลงทุน” (แชมป์ปริมาณคดีสูงสุด): มิจฉาชีพจะเปิดเพจปลอมยิงโฆษณาขายสินค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอาง หรือที่พักในราคาถูกเกินจริง หรือใช้จิตวิทยาหลอกว่า “แจกของฟรี/แจกต้นไม้ฟรี” เมื่อเหยื่อสนใจ จะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ "ทำกิจกรรม/ทำภารกิจ" เช่น กดไลก์ รีวิวสินค้า หรือดูวิดีโอเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ช่วงแรกจะได้เงินจริงหลักสิบหลักร้อยเพื่อซื้อใจ ก่อนจะเริ่มบีบให้โอนเงินสำรองก้อนใหญ่หลักหมื่นหลักแสนเพื่อปลดล็อกภารกิจสุดท้าย แล้วเชิดเงินหนี

2. "เพราะความมั่น" ในเทคโนโลยี (Overconfidence) จนตกเป็นเหยื่อกลุ่ม "แอบอ้างบุคคลขั้นสูง": เพราะความมั่น ว่าตัวเองเป็น Digital Native เติบโตมากับอินเทอร์เน็ต รู้ทันเทคโนโลยี และไม่มีทางโดนหลอกง่ายๆ ความมั่นใจนี้จึงกลายเป็นช่องโหว่ชั้นดี เพราะมิจฉาชีพในปัจจุบันใช้อาวุธระดับสูงอย่าง Generative AI ที่สามารถสร้างระบบ รูปภาพ หรือแม้แต่ Deepfake เสียงของบุคคลใกล้ชิด รวมถึงอีเมลปลอมตัวเป็นผู้บริหารระดับสูง (CEO Fraud) หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แนบเนียนจนแทบแยกด้วยตาเปล่าไม่ออก เมื่อความมั่นใจมาเจอกับเทคโนโลยีลวงตาระดับสูง การตรวจสอบเชิงลึก (Deep Verification) จึงถูกละเลย และรีบโอนเงินไปเพราะกลัวความผิด

3. กลโกง “งานออนไลน์-รายได้เสริมแฝงแอปดูดเงิน” (แชมป์มูลค่าความเสียหายสูงสุด): ใช้ความกดดันด้านค่าครองชีพของคนรุ่นใหม่มาเป็นเครื่องมือ หลอกจ้างงานกดรับออเดอร์ ทำงานที่บ้านรายได้ดี โดยให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันนอก Official Store (ไม่ได้โหลดจาก App Store หรือ Play Store โดยตรง) ซึ่งแอปเหล่านี้จะมีมัลแวร์ฝังอยู่ เมื่อเหยื่อกรอกข้อมูลและกดยอมรับสิทธิ์ มิจฉาชีพจะสามารถควบคุมสมาร์ตโฟนระยะไกลและโอนเงินออกจากโมบายแบงก์กิ้งจนหมดบัญชี

ยุทธศาสตร์ระวังตัว: ปรับ Mindset สู่ยุค "Zero Trust"

ในฐานะนักยุทธศาสตร์สังคม ผมขอย้ำว่าระบบการเตือนภัยแบบเดิมที่บอกแค่ว่า “อย่าหลงเชื่อ” มันไม่เพียงพออีกต่อไป ในโลกยุค 2026 เราจำเป็นต้องใช้ "ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยเชิงรุก" 3 ข้อนี้ครับ:

1. "เช็กชื่อบัญชีก่อนโอน" (The Ultimate Defense): จำไว้เป็นกฎเหล็ก หากเป็นการลงทุน ซื้อของ หรือทำธุรกิจในนามบริษัท ชื่อบัญชีปลายทางต้องเป็นชื่อบัญชีนิติบุคคล (บริษัท) ที่จดทะเบียนถูกต้องเท่านั้น หากอ้างว่าเป็นบริษัทใหญ่แต่ให้โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา หรือชื่อบัญชีไม่ตรงกับชื่อบริษัท ให้สันนิษฐานไว้ก่อนทันทีว่าเป็น "บัญชีม้า" 100% และห้ามโอนเด็ดขาด

2. "เลิกซื้อของนอกระบบ" (No Off-Platform Trading): หลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายสินค้าผ่านการคุยส่วนตัวใน Facebook, Instagram หรือ X (Twitter) โดยไม่มีระบบกระเป๋าเงินกลาง (เช่น ระบบตะกร้าของแพลตฟอร์ม) คุ้มครอง เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่มีกลไกคืนเงินเมื่อเกิดการโกง

3. "ลดความมั่น ลงมาตั้งคำถามเสมอ" (Zero Trust Mindset): เราต้องยอมรับว่า AI ยุคนี้เก่งพอที่จะปลอมเป็นใครก็ได้ หากมีการทักมาขอยืมเงินหรือสั่งให้โอนเงินด่วน ให้วางสายหรือออกจากแชตนั้น แล้วโทรกลับไปหาบุคคลนั้นผ่านเบอร์โทรศัพท์ปกติ (Voice Call) เพื่อยืนยันตัวตนเสมอ ห้ามเชื่อแค่ข้อความหรือเสียงในสายแอปพลิเคชันเด็ดขาด

มุมมองทางยุทธศาสตร์ การที่คนรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่มันคือ "ภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม" เม็ดเงินมหาศาลที่ควรจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกลับต้องไหลออกสู่นอกประเทศและกลุ่มทุนสีเทาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์มต้องร่วมมือกันปิดช่องโหว่การยิงโฆษณาลวงโลกอย่างเด็ดขาด ขณะที่ภาคประชาชนต้องเร่งสร้าง "ความจริงร่วม" (Shared Fact) ร่วมกันแชร์ชุดข้อมูลและเตือนภัยอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้มีใครต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไปครับ

คุณล่ะครับ เคยเจอประสบการณ์หรือเกือบตกเป็นเหยื่อของกลโกงรูปแบบไหนกันบ้าง? มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมร่วมกันครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...