โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เลือดกำเดาไหล แบบไหนอันตราย รู้ทันสาเหตุ วิธีห้ามเลือด และสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์

Thonburi Hospital

เผยแพร่ 18 พ.ค. เวลา 02.37 น. • โรงพยาบาลธนบุรี

หลายคนเมื่อเห็น “เลือดกำเดาไหล” มักจะรู้สึกตกใจ กลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรง หรือบางคนเข้าใจว่าเกิดจาก “ร่างกายร้อน” เพียงอย่างเดียว ทั้งที่ความจริงแล้ว เลือดกำเดาไหลสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างอากาศแห้ง ภูมิแพ้ หรือการแคะจมูก ไปจนถึงโรคที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกาย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเลือด หรือเนื้องอกในโพรงจมูก

แม้เลือดกำเดาไหลส่วนใหญ่จะไม่อันตราย และสามารถหยุดได้เอง แต่หากเกิดบ่อย เลือดออกมาก หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรละเลย

เลือดกำเดาไหล คืออะไร

เลือดกำเดาไหล หรือทางการแพทย์เรียกว่า “Epistaxis” คือ ภาวะที่มีเลือดออกจากโพรงจมูก เกิดจากเส้นเลือดภายในจมูกแตก ซึ่งบริเวณเยื่อบุโพรงจมูกนั้นมีเส้นเลือดฝอยอยู่จำนวนมาก และค่อนข้างเปราะบาง จึงแตกได้ง่ายเมื่อมีสิ่งกระตุ้น

โดยภาวะเลือดกำเดาไหลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่

1. เลือดกำเดาไหลจากด้านหน้าของโพรงจมูก

เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากเส้นเลือดฝอยบริเวณผนังกั้นจมูกด้านหน้าแตก เลือดมักไหลออกทางรูจมูกด้านหน้า ปริมาณไม่มาก และส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง

2. เลือดกำเดาไหลจากด้านหลังโพรงจมูก

เป็นภาวะที่พบได้น้อยกว่า แต่มีความรุนแรงมากกว่า เพราะเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดขนาดใหญ่ เลือดจึงออกมาก หยุดยาก และอาจไหลลงคอจนมีเลือดออกทางปากได้

ภาวะนี้มักสัมพันธ์กับโรคหรือความผิดปกติที่รุนแรงกว่า เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเลือด หรือเนื้องอกภายในโพรงจมูก จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

สาเหตุที่ทำให้เลือดกำเดาไหล

1. สาเหตุทั่วไปในชีวิตประจำวัน

  • อากาศแห้ง หรืออากาศเปลี่ยนแปลง

สภาพอากาศที่ร้อนจัด หนาวจัด หรือแห้งมากเกินไป จะทำให้เยื่อบุโพรงจมูกแห้ง แตกเป็นสะเก็ด และเส้นเลือดฝอยแตกง่าย

โดยเฉพาะในห้องแอร์ หรือสถานที่ที่มีความชื้นต่ำเป็นเวลานาน มักทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้ง่ายขึ้น

  • แคะจมูก สั่งน้ำมูก หรือจามแรงเกินไป

การกระทบกระเทือนซ้ำ ๆ ภายในโพรงจมูก ทำให้เส้นเลือดฝอยฉีกขาด โดยเฉพาะในเด็กที่ชอบแคะจมูก หรือผู้ที่เป็นภูมิแพ้จนต้องสั่งน้ำมูกบ่อย

  • ภูมิแพ้และการระคายเคืองในโพรงจมูก

ผู้ที่มีอาการแพ้อากาศ คัดจมูก หรือจมูกอักเสบเรื้อรัง มักมีเยื่อบุจมูกบวมและเปราะบาง จึงเกิดเลือดออกได้ง่าย

เลือดกำเดาไหลจากโรคภายในจมูก

มีก้อนหรือเนื้องอกในโพรงจมูก

หากมีเลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ ข้างเดียว ร่วมกับคัดจมูกเรื้อรัง หรือคลำพบก้อนบริเวณคอ อาจเกิดจาก

  • เนื้องอกในโพรงจมูก
  • มะเร็งหลังโพรงจมูก
  • วัณโรคหลังโพรงจมูก

ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดด้วยการส่องกล้อง

ไซนัสอักเสบ และการติดเชื้อทางเดินหายใจ

เมื่อมีการอักเสบหรือการติดเชื้อในโพรงจมูกและไซนัส จะทำให้เยื่อบุบวม มีแรงดันเพิ่มขึ้น และเส้นเลือดฝอยแตกง่าย

อุบัติเหตุบริเวณจมูก

การกระแทกแรง ๆ จนกระดูกจมูกหัก หรือผนังกั้นจมูกคด อาจทำให้เกิดเลือดออกได้ทันที หรือมีเลือดออกเรื้อรังภายหลัง

การใช้ยาพ่นจมูกผิดวิธี

ยาพ่นสเตียรอยด์สำหรับรักษาภูมิแพ้ หากพ่นโดนผนังกั้นจมูกบ่อย ๆ อาจทำให้เยื่อบุจมูกบางลง และเลือดออกง่าย

โรคประจำตัวที่ทำให้เลือดกำเดาไหลง่าย

โรคความดันโลหิตสูง

ผู้ที่มีความดันสูงมาก ๆ เส้นเลือดอาจแตกได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะเส้นเลือดฝอยในจมูก

โรคเลือดและความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

เช่น

  • เกล็ดเลือดต่ำ
  • ฮีโมฟีเลีย
  • ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ

ผู้ป่วยมักมีอาการเลือดออกง่าย หยุดยาก และอาจมีเลือดออกตามไรฟันหรือจุดเลือดออกตามตัวร่วมด้วย

โรคตับ

ตับมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด หากตับทำงานผิดปกติ จะทำให้เลือดหยุดยากขึ้น

การใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือแอสไพริน

ผู้ที่ใช้ยาเหล่านี้มีโอกาสเกิดเลือดกำเดาไหลง่าย และเลือดอาจหยุดช้ากว่าปกติ

ปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เลือดกำเดาไหล

  • หลังผ่าตัดจมูก หรือศัลยกรรมจมูก
  • หลังผ่าตัดไซนัส
  • การใส่สายให้อาหารทางจมูก
  • การให้ออกซิเจนทางจมูก
  • การสูดดมสารเคมี เช่น แอมโมเนีย
  • มีสิ่งแปลกปลอมในโพรงจมูก
  • ขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเค

เลือดกำเดาไหลแบบไหน ต้องรีบพบแพทย์

แม้เลือดกำเดาส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

  • เลือดไหลไม่หยุดเกิน 5–10 นาที
  • เลือดออกปริมาณมาก
  • มีลิ่มเลือดจำนวนมาก
  • หน้ามืด เวียนหัว ตัวซีด ใจสั่น
  • หายใจลำบาก
  • สำลักเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มีอุบัติเหตุกระแทกศีรษะหรือจมูก
  • เลือดกำเดาไหลบ่อยผิดปกติ
  • คลำพบก้อนที่คอ หรือคัดจมูกเรื้อรังข้างเดียว

เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น เนื้องอก หรือมะเร็งหลังโพรงจมูกได้

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเลือดกำเดาไหล

เมื่อมีเลือดกำเดาไหล สิ่งสำคัญคือ “ตั้งสติ” และปฏิบัติให้ถูกวิธี

วิธีที่ถูกต้อง

1. นั่งพัก หยุดกิจกรรมทันที

หลีกเลี่ยงการเดิน วิ่ง หรือออกแรง เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น

2. ก้มหน้าเล็กน้อย

ไม่ควรแหงนหน้า เพราะเลือดจะไหลลงคอ เสี่ยงต่อการสำลัก

3. บีบปีกจมูก

ใช้มือบีบบริเวณปีกจมูกทั้งสองข้างค้างไว้ประมาณ 10–15 นาที และหายใจทางปาก

4. ประคบเย็น

ใช้ผ้าเย็นหรือเจลเย็นประคบบริเวณสันจมูกและแก้ม จะช่วยให้เส้นเลือดหดตัวและเลือดหยุดเร็วขึ้น

5. อมน้ำเย็น

ช่วยให้เส้นเลือดบริเวณเพดานปากหดตัว และช่วยห้ามเลือดได้ดีขึ้น

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเลือดกำเดาไหล

  • ห้ามแหงนหน้า
  • ห้ามนอนราบ
  • ห้ามแคะจมูกซ้ำ
  • ห้ามสั่งน้ำมูกแรง ๆ หลังเลือดหยุดใหม่ ๆ
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกกำลังกายทันที

แพทย์ตรวจหาสาเหตุอย่างไร

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการ

  • ซักประวัติอย่างละเอียด
  • ตรวจโพรงจมูก
  • ส่องกล้องทางจมูกเพื่อหาจุดเลือดออก
  • ตรวจหาก้อน เนื้องอก หรือความผิดปกติ
  • อาจมีการตรวจเลือดเพิ่มเติมในกรณีสงสัยโรคเลือด

หากมีเลือดออกมาก แพทย์อาจใช้วัสดุห้ามเลือด ใส่ผ้าก๊อซในโพรงจมูก หรือใช้ยาเพื่อช่วยห้ามเลือดก่อนรักษาตามสาเหตุ

วิธีป้องกันเลือดกำเดาไหล

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ใช้น้ำเกลือล้างจมูกเมื่อจมูกแห้ง
  • หลีกเลี่ยงการแคะจมูก
  • ไม่สั่งน้ำมูกแรงเกินไป
  • เพิ่มความชื้นในห้อง
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ใช้ยาพ่นจมูกให้ถูกวิธี
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

เลือดกำเดาไหล…แม้ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ไม่ควรมองข้าม

เลือดกำเดาไหลอาจเกิดจากสาเหตุธรรมดาทั่วไป และสามารถหายได้เอง แต่หากเกิดบ่อย รุนแรง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคสำคัญภายในร่างกาย

การสังเกตอาการของตัวเอง ปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี และรีบพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณอันตราย จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และทำให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...