โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

การระบาดของ “ไวรัสฮันตา” ทดสอบตำราการสื่อสารสาธารณสุข หลังยุคโควิด-19

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การระบาดของ "ไวรัสฮันตา" บนเรือสำราญกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ทดสอบตำราการสื่อสารสาธารณสุข หลังยุคโควิด-19

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.13 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การระบาดของไวรัสฮันตาสายพันธุ์ Andes บนเรือสำราญหรูในมหาสมุทรแอตแลนติก กำลังปลุกบาดแผลความทรงจำยุคโควิด และสร้างความตื่นตระหนกบนโลกออนไลน์อีกครั้ง แม้ผู้เชี่ยวชาญจะย้ำว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม

การระบาดครั้งนี้เริ่มต้นจากผู้โดยสารบนเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งถูกกักกันกลางทะเล หลังพบผู้ติดเชื้อ Hantavirus Disease หลายรายและมีผู้เสียชีวิตแล้ว ส่งผลให้หลายคนบนโซเชียลมีเดียเริ่มวิตกถึงภาพจำจากช่วงการระบาดของโควิด-19

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกเผชิญโจทย์ยากในการสื่อสารกับประชาชน นั่นคือ การให้ข้อมูลอย่างรวดเร็วและโปร่งใส เกี่ยวกับไวรัสที่ไม่ใช่โรคใหม่และไม่น่าจะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ โดยไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวเกินจริง

หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐอิลลินอยส์ในสหรัฐ ถึงกับโพสต์ข้อความเชิงหยอกล้อบนโซเชียลมีเดียว่า “เธรดเรื่องฮันตาไวรัสกำลังมา… แต่สัญญาก่อนนะว่าจะอ่านให้จบ ก่อนส่งข้อความตื่นตระหนกไปหาเพื่อนในกรุ๊ปแชต”

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายประเทศให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า พวกเขาพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดยุคโควิด โดยเลือกใช้การสื่อสารที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น พร้อมอธิบายสิ่งที่ยังไม่แน่ชัดเกี่ยวกับไวรัส และเร่งรับมือข่าวปลอม

Gianfranco Spiteri หัวหน้าฝ่ายเหตุฉุกเฉินของ European Centre for Disease Prevention and Control กล่าวว่า ครึ่งหนึ่งของเวลาทำงานตอนนี้ถูกใช้ไปกับ “การคิดว่าจะสื่อสารอย่างไร”

ในช่วงโควิด หลายรัฐบาลถูกวิจารณ์ว่า ตอบสนองล่าช้า สื่อสารสับสน และปล่อยให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจาย ซึ่งนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันสาธารณสุข ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานสาธารณสุขลดลงใน 20 จาก 27 ประเทศของสหภาพยุโรประหว่างปี 2563-2565

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการอธิบายว่า เหตุการณ์นี้เป็นประเด็นสาธารณสุขที่ต้องจับตา กับการย้ำว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังต่ำ

สปิเตรีกล่าวว่า “บางคนบอกว่าเราทำเกินไป ขณะที่อีกฝ่ายกลับบอกว่าเราทำไม่พอ แต่เรายึดตามหลักฐานที่มีเสมอ”

อย่างไรก็ตามความพยายามดังกล่าวยังไม่สามารถหยุดกระแสความวิตกในโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด หลายคนเริ่มกังวลว่าจะกลับไปสู่ยุคล็อกดาวน์ เว้นระยะห่าง และสวมหน้ากากอีกครั้ง

Gustavo Palacios ผู้เชี่ยวชาญด้านฮันตาไวรัส กล่าวว่า สังคมอาจสูญเสียมุมมองไปบ้าง เพราะโรคระบาดที่ต้องจับตา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกลายเป็นโรคระบาดใหญ่เสมอไป

ขณะเดียวกันข่าวปลอมเกี่ยวกับฮันตาไวรัสก็เริ่มแพร่กระจาย เช่น การกล่าวอ้างว่าไวรัสเป็นภัยคุกคามร้ายแรงกว่าโควิด หรือการโปรโมตยาที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ivermectin วิตามิน D หรือสังกะสี รวมถึงทฤษฎีสมคบคิดว่าไวรัสเกี่ยวข้องกับวัคซีน Pfizer หรือถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มกำไรบริษัทเภสัชกรรม

Sander van der Linden ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลบิดเบือนจาก University of Cambridge กล่าวว่า ประชาชนควรได้รับการเตรียมพร้อมมากขึ้นในการรับมือข้อมูลเท็จและทฤษฎีสมคบคิด

“เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางข้อมูลให้สังคมมากกว่านี้” เขากล่าว

จนถึงวันพฤหัสบดี มีผู้เสียชีวิต 3 ราย จากผู้ติดเชื้อฮันตาไวรัส 11 ราย ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเรือ MV Hondius และยังมีผู้โดยสารอีกหลายสิบคนถูกติดตามอาการหลังเดินทางกลับกว่า 20 ประเทศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขย้ำว่า ต่างจากโควิด ฮันตาไวรัสมีมาตรการควบคุมโรคที่ชัดเจนอยู่แล้ว และสายพันธุ์ Andes ก็แพร่ระบาดในบางพื้นที่ของอาร์เจนตินาและชิลีมานานหลายสิบปี

Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่ World Health Organization ถึงกับออกจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนบนเกาะเตเนรีเฟ หลังเรือ Hondius เข้าเทียบท่าเมื่อวันอาทิตย์

“ผมอยากให้ทุกคนได้ยินชัด ๆ ว่า นี่ไม่ใช่โควิดอีกครั้ง” เขาระบุ พร้อมย้ำว่าความเสี่ยงต่อสาธารณชนยังต่ำ

นักวิเคราะห์มองว่า หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกเริ่มพัฒนาวิธีสื่อสารจากบทเรียนโควิด โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลอย่างรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น

แต่ภาพของเรือสำราญติดโรคก็ยังคงปลุกความทรงจำจากเรือ Diamond Princess ในช่วงต้นการระบาดของโควิดปี 2563 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 14 ราย และผู้โดยสารเกือบ 1 ใน 4 ติดเชื้อ

Krutika Kuppalli ระบุว่า ภาพเรือสำราญทำให้ผู้คนเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์อย่างมาก เพราะเชื่อมโยงกับความทรงจำจากช่วงเริ่มต้นโควิดโดยตรง

ขณะที่ชาวเมืองเตเนรีเฟรายหนึ่งยอมรับว่า การเห็นเจ้าหน้าที่ WHO และรัฐบาลสเปนเดินทางมาดูแลสถานการณ์ด้วยตนเอง ทำให้เธอรู้สึกว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา แม้ในอีกด้านหนึ่ง เธอมองว่าการเข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างจริงจังก็ช่วยสร้างความมั่นใจได้เช่นกัน

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...