โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องกำไร Q1/69 5 หุ้น ‘โรงกลั่น’ ไทย รับเละแค่ไหนหลังราคาน้ำมันพุ่ง?

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ส่องผลประกอบการ Q1/69 5 หุ้น ‘โรงกลั่น’ ในไทย รับเละแค่ไหนหลังราคาน้ำมันพุ่ง?

ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง กลายเป็นแรงส่งสำคัญให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นไทยกลับมาโดดเด่นในไตรมาส 1/2569 หลังบริษัทส่วนใหญ่รับรู้ “กำไรสต๊อกน้ำมัน” ก้อนใหญ่ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ค่าการกลั่น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillates อย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน ยังได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัวในภูมิภาค

ผลประกอบการของ 5 หุ้นโรงกลั่นหลัก ได้แก่ TOP (ไทยออยล์), PTTGC (พีทีที โกลบอล เคมิคอล), IRPC (ไออาร์พีซี), BCP (บางจาก คอร์ปอเรชั่น) และ SPRC (สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง) จึงออกมาฟื้นตัวแรงพร้อมกัน โดยหลายบริษัทพลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไร หรือมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

TOP ทำกำไรสุทธิสูงถึง 1.94 หมื่นล้านบาท ขณะที่ IRPC พลิกมีกำไร 7.9 พันล้านบาท, SPRC ทำกำไรราว 7.4 พันล้านบาท, BCP กำไร 6.14 พันล้านบาท และ PTTGC พลิกกลับมามีกำไร 3.2 พันล้านบาท สะท้อนอานิสงส์จากสงครามและราคาน้ำมันที่ไหลเข้าสู่งบการเงินอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ภาพกำไรที่ดูร้อนแรงในไตรมาสแรกอาจไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักทั้งหมด เพราะกำไรจำนวนมากมาจากรายการพิเศษ โดยเฉพาะกำไรสต๊อกน้ำมัน ขณะที่หลายบริษัทเผชิญผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และมาตรการรัฐในการดูแลราคาพลังงาน

PTTGC พลิกมีกำไร Q1/69 ที่ 3.2 พันล้าน ดีกว่าคาด โรงกลั่น–โอเลฟินส์ฟื้นแรง หนุน INVX เพิ่มเป้ากำไรทั้งปี

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 3.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 225.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าประมาณการของตลาดและบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและโอเลฟินส์ หลังโรงกลั่นและธุรกิจอะโรเมติกส์กลับมาดำเนินงานตามปกติ ภายหลังการปิดซ่อมบำรุงในไตรมาส 4/2568

แม้ไตรมาสนี้ PTTGC จะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 7.2 พันล้านบาท แต่ถูกหักล้างเกือบทั้งหมดจากผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงและรายการด้อยค่ารวมประมาณ 8 พันล้านบาท ขณะที่การตั้งสำรองเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างธุรกิจได้รับการชดเชยด้วยกำไรจากการขายสินทรัพย์

เมื่อพิจารณากำไรจากการดำเนินงานปกติ พบว่า PTTGC พลิกจากขาดทุน 5 พันล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า มาเป็นกำไร 6.3 พันล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการหลักที่ชัดเจนขึ้น

INVX ระบุว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ทำให้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ PTTGC จากเดิม 3.3 พันล้านบาท เป็น 1.06 หมื่นล้านบาท พร้อมคงคำแนะนำ “OUTPERFORM” และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 42 บาท เป็น 46 บาท อ้างอิง PBV ที่ 0.7 เท่า

  • โรงกลั่นฟื้นเต็มกำลัง Market GRM สูงสุดในรอบ 3 ปี

ผลการดำเนินงานของ PTTGC ปรับตัวดีขึ้นทั้งในธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี โดย Adjusted EBITDA ไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.48 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีกลุ่มธุรกิจต้นน้ำเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก คิดเป็นสัดส่วน 87% ของ Adjusted EBITDA รวม

อัตราการใช้กำลังการผลิตของหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ หรือ CDU ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 103% ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 55% ในไตรมาส 4/2568 หลังสิ้นสุดการซ่อมบำรุงโรงกลั่น

ด้าน Market GRM เพิ่มขึ้น 391% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 111% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 16.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่ม Middle Distillates ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าวคิดเป็น 65-67% ของผลผลิตรวม แม้ค่าการกลั่นยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงเริ่มต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565

  • โอเลฟินส์-อะโรเมติกส์กลับมาหนุนกำไร

ธุรกิจโอเลฟินส์ปรับตัวดีขึ้นจากอุปทานเอทิลีนและโพรพิลีนที่ตึงตัว ประกอบกับต้นทุนอีเทนที่ลดลง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการผลิตโพลีเอทิลีนลดลงเล็กน้อยจาก 100% ในไตรมาส 4/2568 มาอยู่ที่ 98% ในไตรมาส 1/2569 ขณะที่ส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทา อยู่ที่ 324 ดอลลาร์ต่อตัน

ด้านธุรกิจอะโรเมติกส์ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หลังอัตราการใช้กำลังการผลิต BTX เพิ่มขึ้นเป็น 87% ขณะที่ส่วนต่างราคา P2F ขยายตัวมาอยู่ที่ 276 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 77% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 43% จากไตรมาสก่อนหน้า

ส่วนธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ตามฤดูกาล และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย

  • Q2/69 มีแนวโน้มอ่อนตัว หลังราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 INVX ประเมินว่าผลประกอบการของ PTTGC อาจอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ระดับปกติ ซึ่งอาจทำให้บริษัทเผชิญผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน

ขณะเดียวกัน ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบในตลาดสปอต และค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูง อาจกดดันมาร์จิ้นของธุรกิจโรงกลั่นเพิ่มเติม

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือผลกระทบจากมาตรการของภาครัฐในการกำหนดเพดานราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2569 โดย INVX ประเมินผลกระทบเชิงลบต่อ PTTGC ไว้ที่ 1.9 พันล้านบาท หลังหักภาษี ในไตรมาส 2/2569

อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอาจยังได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ตึงตัว ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของกำไรได้บางส่วน

สำหรับธุรกิจพอลิเมอร์ของ PTTGC ยังไม่ได้รับรู้ประโยชน์เต็มที่จากราคาตลาดที่ปรับสูงขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 เนื่องจากมีระยะเวลาหน่วงในการปรับราคาขาย หรือ Lag Time

  • INVX มองกำไรปี 2569 ฟื้นชัด ปรับประมาณการขึ้นเป็น 1.06 หมื่นล้าน

INVX ระบุว่า การฟื้นตัวของกำไร PTTGC ในปี 2569 เริ่มมีทิศทางชัดเจนมากขึ้น จึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีจาก 3.3 พันล้านบาท เป็น 1.06 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด แม้ยังมีรายการด้อยค่าหลายรายการ

ประมาณการดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามาตรการแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่นของภาครัฐจะสิ้นสุดลงหลังวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เมื่อ Market GRM เริ่มปรับลดลง

INVX มองว่า PTTGC มีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ดีขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่

นอกจากนี้ PTTGC ยังมีความเสี่ยงด้านวัตถุดิบต่ำกว่าคู่แข่ง เนื่องจากมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางต่ำกว่า 15% ก่อนช่วงสงคราม ซึ่งช่วยจำกัดความผันผวนด้านอุปทานและราคา ขณะที่วัตถุดิบหลักของธุรกิจโอเลฟินส์ส่วนใหญ่จัดหาได้จากภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยหนุนต่อโอกาสฟื้นตัวของกำไร

  • คงคำแนะนำ OUTPERFORM เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 46 บาท

INVX คงคำแนะนำ “OUTPERFORM” สำหรับหุ้น PTTGC พร้อมปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 42 บาท เป็น 46 บาท อ้างอิง PBV ที่ 0.7 เท่า หรือระดับ -0.9 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

การปรับราคาเป้าหมายสะท้อนแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี จากการบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น

ราคาเป้าหมายใหม่คิดเป็น EV/EBITDA ปี 2569 ที่ 10.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทกลุ่มเดียวกันในภูมิภาคที่ 10.1 เท่าเล็กน้อย โดย INVX มองว่าส่วนเพิ่มดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านการพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางที่ต่ำกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกัน

  • ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ PTTGC ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ต้นทุนวัตถุดิบที่อาจปรับสูงขึ้นจากอุปทานก๊าซที่ลดลง รายการด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มเติม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 3% ของกำลังการผลิตรวม

ด้านความเสี่ยง ESG ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว

TOP กำไร Q1/69 พุ่งแตะ 1.94 หมื่นล้าน ดีกว่าคาด รับสต๊อกน้ำมัน-ค่าการกลั่นหนุน แต่ Q2 เริ่มเสี่ยงชะลอ

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 400% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 3,503.51 ล้านบาท และสูงกว่าที่ตลาดและบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX คาดการณ์ไว้ ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 125,363.82 ล้านบาท

ปัจจัยหนุนหลักมาจากกำไรสต๊อกน้ำมันจำนวน 2.25 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 25.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสดังกล่าว แม้ถูกลดทอนบางส่วนจากผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงจำนวน 8.3 พันล้านบาท

หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติของ TOP อยู่ที่ 1.18 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 335% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 69% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นรวม หรือ GIM ที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 14.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งขึ้น

แม้กำไรไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 85% ของประมาณการกำไรทั้งปี แต่ INVX ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 2.29 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% จากปีก่อน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในช่วงที่เหลือของปี

INVX คงคำแนะนำ “OUTPERFORM” สำหรับหุ้น TOP พร้อมให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 60 บาท อ้างอิง PBV 0.7 เท่า หรือคิดเป็น EV/EBITDA 5.4 เท่า โดยมองว่าหุ้นยังมีความน่าสนใจจากแนวโน้มกำไรที่เติบโตแข็งแกร่ง และระดับ EV/EBITDA ที่ 4.7 เท่า ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาคที่มากกว่า 9 เท่า

  • เดินเครื่องกลั่นสูง 113% แม้ต้นทุนน้ำมันดิบผันผวน

ในไตรมาส 1/2569 TOP ยังคงอัตราการใช้กำลังการกลั่นในระดับสูงที่ 113% สะท้อนวินัยด้านการดำเนินงานและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการท่ามกลางภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ผันผวน

ยอดขายในประเทศยังแข็งแกร่งจากอุปสงค์น้ำมันในไทยที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเบนซิน ขณะที่สัดส่วนการส่งออกลดลงตามมาตรการของภาครัฐที่ห้ามส่งออกในช่วงอุปทานน้ำมันตึงตัว เพื่อให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันภายในประเทศ

  • GIM พุ่ง 174% โรงกลั่นเป็นกำไรหลักของไตรมาส

GIM ของ TOP ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 174% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 14.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น 260% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 34% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 12.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แรงหนุนสำคัญมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องบินและดีเซลที่สูงขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานในภูมิภาค ส่งผลให้ EBITDA จากธุรกิจโรงกลั่นคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 81% ของ EBITDA รวมในไตรมาสนี้

ทั้งนี้ ธุรกิจโรงกลั่นได้รับผลบวกจากกำไรสต๊อกน้ำมันสุทธิและผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงรวม 1.4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นผลจากจังหวะราคาน้ำมันที่เอื้ออำนวย ขณะที่น้ำมันดิบต้นทุนสูงซึ่งจัดซื้อในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 ยังไม่ได้ถูกรับรู้ในผลประกอบการอย่างเต็มที่

  • ธุรกิจอะโรเมติกส์-LAB ดีขึ้น แต่น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานอ่อนตัว

ผลการดำเนินงานของธุรกิจอื่นในเครือ TOP ออกมาคละกัน โดยธุรกิจอะโรเมติกส์และ LAB ได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานที่ตึงตัว และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะ PX และ LAB ซึ่งช่วยหนุน EBITDA รวม แม้มีอัตราการผลิตลดลง และมีรายการด้อยค่าสินทรัพย์ในหน่วย PX Max

ขณะที่ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานมีผลการดำเนินงานอ่อนตัวลง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แคบลง หลังราคาน้ำมันเตาปรับตัวสูงขึ้น ส่วนธุรกิจผลิตไฟฟ้าและเอทานอลมีผลการดำเนินงานทรงตัว แต่ยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยต่อภาพรวมของบริษัท

  • Q2/69 เริ่มเสี่ยงชะลอ จากขาดทุนสต๊อก-ต้นทุนน้ำมันดิบสูง

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 ผู้บริหาร TOP ระบุว่า ความเสี่ยงด้านกำไรมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางด้านลบตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง

แรงกดดันสำคัญมาจากความเสี่ยงที่จะเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน หากราคาน้ำมันดิบปรับลดลง ขณะที่ GRM มีแนวโน้มอ่อนตัวลง และต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ในไตรมาส 2/2569 ถูกจัดซื้อไว้ในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อยู่ในระดับสูงสุด

INVX ประเมินว่า GRM ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 อาจถูกหักล้างในไตรมาสถัดไปจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐในการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น คาดว่าจะกระทบความสามารถในการทำกำไรและสภาพคล่องของ TOP ราว 2.8 พันล้านบาทในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569

ต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้นยังส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนและค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันงบดุลในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม การกลับมาใช้งานทุ่นรับน้ำมันดิบ SBM-2 ในช่วงต้นไตรมาส 2/2569 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านโลจิสติกส์ การจัดหาน้ำมันดิบ และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อการดำเนินงานในระยะกลาง

  • คงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 2.29 หมื่นล้าน

INVX ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ TOP ไว้ที่ 2.29 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% จากปีก่อน แม้กำไรไตรมาส 1/2569 จะคิดเป็น 85% ของประมาณการทั้งปีแล้ว

เหตุผลหลักคือความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันอาจปรับลดลง และทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งอาจหักล้างกำไรสต๊อกน้ำมันก้อนใหญ่ที่บันทึกไปแล้วในไตรมาสแรก

ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ยังคงไว้ที่ 60 บาท อ้างอิง PBV 0.7 เท่า หรือ EV/EBITDA 5.4 เท่า โดยได้รวมผลกระทบเชิงลบจากมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของภาครัฐจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ไว้แล้ว

  • ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ TOP ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมันและ GRM โดยราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่ลดลงอาจกดดันผลประกอบการของธุรกิจต่อเนื่อง

ความเสี่ยงอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความล่าช้าในการเริ่มดำเนินโครงการ Clean Fuel Project หรือ CFP และความเสี่ยงด้านงบลงทุนที่อาจบานปลาย

ด้าน ESG ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเพิ่มภาระต้นทุนและข้อจำกัดต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

IRPC พลิกกำไร Q1/69 แตะ 7.9 พันล้าน ดีกว่าตลาดคาด รับสต๊อกน้ำมัน-ค่าการกลั่นหนุน

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 7,889.04 ล้านบาท พลิกฟื้นจากผลขาดทุนในไตรมาส 1/2568 และไตรมาส 4/2568 ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 77,364.06 บาท โดยผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด และเป็นไปตามประมาณการของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX

แรงหนุนหลักมาจากกำไรสต๊อกน้ำมันสุทธิ 9.9 พันล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรงในไตรมาสดังกล่าว ประกอบกับค่าการกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่ม Middle Distillates ที่แข็งแกร่ง

EBITDA ของ IRPC ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งจากช่วงเดียวกันปีก่อนและจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% จากไตรมาสก่อน และพลิกฟื้นจากผลขาดทุน 1.8 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2568

อย่างไรก็ตาม INVX ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในไตรมาส 1/2569 จะช่วยหนุนกำไรสต๊อกน้ำมันจำนวนมาก แต่หากราคาน้ำมันปรับลดลงในช่วงที่เหลือของปี อาจทำให้ IRPC เผชิญผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันได้

INVX ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ IRPC จากเดิม 983 ล้านบาท เป็น 3.1 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนค่าการกลั่นรวม หรือ GIM ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/2569 และมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ “NEUTRAL” ให้ราคาเป้าหมาย 2 บาท อ้างอิง PBV 0.6 เท่า หรือ -0.7 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย 5 ปี

  • เดินเครื่องกลั่นสูงสุดในรอบหลายปี รับตลาดน้ำมันเอื้ออำนวย

ไตรมาส 1/2569 IRPC เพิ่มปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นขึ้นมาอยู่ที่ 209,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 209 KBD เพิ่มขึ้น 4.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.5% จากไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็น 97% ของกำลังการผลิตติดตั้งที่ 215 KBD

ระดับดังกล่าวถือเป็นปริมาณการกลั่นสูงสุดของ IRPC นับตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 สะท้อนความพยายามเพิ่มการผลิตเพื่อรับประโยชน์จากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่ม Middle Distillates ซึ่งคิดเป็น 56% ของผลผลิตโรงกลั่น

การเดินเครื่องในระดับสูงยังมีแนวโน้มช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยของบริษัท ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของกลุ่มปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นจาก 72% ในไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 77.5% โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มโอเลฟินส์ ท่ามกลางอุปทานที่ตึงตัวขึ้นหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และความต้องการเติมสต๊อกสินค้า

อย่างไรก็ดี ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเทียบกับวัตถุดิบยังปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนแนฟทาที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวขึ้นไม่ทันต้นทุน

  • Market GIM เพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่นที่แข็งแกร่ง

Market GIM ของ IRPC ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 48.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 14.3% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 13.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ดีขึ้น

ปัจจัยดังกล่าวช่วยผลักดัน Market GRM ให้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 11.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 8.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4/2568 โดยมีแรงหนุนหลักจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินที่แข็งแกร่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลบวกบางส่วนถูกหักล้างจากส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่อ่อนตัวลง ท่ามกลางราคาน้ำมันเตาที่อยู่ในระดับสูง

ในฝั่งปิโตรเคมี ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ลดลง 66.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 73.2% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 0.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากแรงกดดันในกลุ่มโอเลฟินส์ เนื่องจากต้นทุนแนฟทาที่ปรับสูงขึ้น

ขณะที่ Accounting GIM เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 29.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากกำไรสต๊อกน้ำมันและผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง โดยยังสูงกว่าต้นทุนต่อหน่วยที่ 10.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างมีนัยสำคัญ

  • แนวโน้ม Q2/69 ยังดี แต่เสี่ยงถูกกดดันจากราคาน้ำมัน-นโยบายรัฐ

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 INVX ประเมินว่า กำไรของ IRPC ยังมีแนวโน้มดีขึ้นจากภาวะ GIM ที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง แต่ยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบมากขึ้น หากราคาน้ำมันดิบปรับกลับเข้าสู่ระดับปกติจากกรอบที่คาดไว้ที่ 98-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

หากราคาน้ำมันปรับลดลง อาจทำให้กำไรสต๊อกน้ำมันจำนวนมากที่บันทึกไว้ในไตรมาส 1/2569 พลิกกลับเป็นผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในช่วงถัดไป

ขณะเดียวกัน GRM มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยที่สูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากมาตรการภาครัฐในการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ ซึ่งกระทบความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงกลั่น

สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี INVX คาดว่าการปรับราคาผลิตภัณฑ์จะช่วยหนุนมาร์จิ้นในไตรมาส 2/2569 แต่การฟื้นตัวน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบยังทำให้ส่วนต่างราคามีความผันผวน ขณะที่แรงหนุนด้านอุปสงค์ยังจำกัดอยู่ในกลุ่ม Defensive เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร

  • INVX เพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 เป็น 3.1 พันล้าน

INVX ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ IRPC จาก 983 ล้านบาท เป็น 3.1 พันล้านบาท หลังผลประกอบการไตรมาส 1/2569 แข็งแกร่งผิดปกติ โดยเฉพาะ GIM ที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

แรงหนุนหลักมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งช่วยหนุนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลุ่ม Middle Distillates อย่างไรก็ตาม INVX ตั้งสมมติฐานว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว

INVX ประเมินว่า GIM เฉลี่ยของ IRPC ในปี 2569 จะอยู่ที่ 11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 8.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2568 ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 203 KBD ในปี 2568 เป็น 205 KBD ในปี 2569 สูงกว่าสมมติฐานเดิมที่ 200 KBD เนื่องจากภาวะตลาดในครึ่งแรกของปียังเอื้ออำนวย

  • คงคำแนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 2 บาท

แม้ INVX ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ของ IRPC แต่ผลกระทบต่อราคาเป้าหมายยังจำกัด โดยคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 2 บาท อ้างอิง PBV 0.6 เท่า หรือ -0.7 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย 5 ปี คิดเป็น EV/EBITDA ที่ 3.3 เท่า

INVX มองว่า กำไรของ IRPC ยังมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของ Market GRM มากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า จึงยังคงคำแนะนำ “NEUTRAL”

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการและมูลค่าหุ้น ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลง และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลง

ด้านความเสี่ยง ESG ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว

BCP กำไร Q1/69 พุ่ง 190% แตะ 6.14 พันล้าน รับแรงหนุนสต๊อกน้ำมัน-โรงกลั่นทำสถิติสูงสุด

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 6,143.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,115.30 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 177% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนหลักจากกำไรสต๊อกน้ำมันตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงกลั่นที่ทำสถิติกำลังการผลิตสูงสุดใหม่

ในไตรมาสดังกล่าว กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและบริการรวม 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด

อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ อยู่ที่ 953 ล้านบาท ลดลง 80% จากไตรมาสก่อน และลดลง 57% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานโลก ความผันผวนของตลาดน้ำมัน และผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX ระบุว่า แม้กำไรสุทธิของ BCP จะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังต่ำกว่าประมาณการของตลาดและ INVX เนื่องจากผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันสูงกว่าคาด โดยไตรมาสนี้บริษัทมีกำไรสต๊อกน้ำมันรวมมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ หรือ Inventory Gain รวม NRV จำนวน 8,299 ล้านบาท แต่ถูกหักล้างบางส่วนด้วยผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ 12,200 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน

  • โรงกลั่นเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก กำลังผลิตแตะ 279.8 KBD

ธุรกิจโรงกลั่นยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของผลประกอบการ โดยมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 279.8 พันบาร์เรลต่อวัน หรือ KBD ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รองรับอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานและดีเซล

ค่าการกลั่นพื้นฐาน หรือ Operating GRM ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillates ที่ปรับตัวดีขึ้น ภาวะตลาดผลิตภัณฑ์กลั่นที่ตึงตัว และส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ Brent-Dubai ที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ EBITDA ของธุรกิจโรงกลั่นเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากไตรมาสก่อน

อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงกลั่นยังเผชิญแรงกดดันจากผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า 3,350 ล้านบาท และความผันผวนของราคาพลังงานโลก ซึ่งทำให้กำไรปกติยังไม่ฟื้นตัวตามกำไรสุทธิที่ได้รับแรงหนุนจากรายการพิเศษ

  • ธุรกิจการตลาดยอดขายทำสถิติ แต่ค่าตลาดยังถูกกดดัน

ธุรกิจการตลาดมีปริมาณขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากอุปสงค์ภาคค้าปลีกที่เร่งตัวขึ้นในเดือนมีนาคม 2569 และการขยายยอดขายผ่านสถานีบริการน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ค่าการตลาดยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน โดยลดลงมาอยู่ที่ 0.73 บาทต่อลิตร จากต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น และมาตรการดูแลราคาพลังงานของภาครัฐ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจการตลาดยังอยู่ในระดับจำกัด

ขณะเดียวกัน ธุรกิจพลังงานชีวภาพเติบโตตามความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ และได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเป็น B7 ซึ่งช่วยสนับสนุนปริมาณการจำหน่ายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

  • ธุรกิจต้นน้ำ-ไฟฟ้าช่วยพยุงผลประกอบการ

ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ หรือธุรกิจปิโตรเลียมต้นน้ำ ได้แรงหนุนจากราคาขายก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก รวมถึงปริมาณ Overlift ที่ช่วยหนุนรายได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม EBITDA ของธุรกิจนี้ยังลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลขาดทุนด้านการป้องกันความเสี่ยง

ส่วนธุรกิจไฟฟ้าได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่อ่อนตัวลง ทำให้ EBITDA ลดลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังได้รับแรงชดเชยบางส่วนจากผลประกอบการของโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น

  • ฐานะการเงินยังบริหารได้ Net D/E อยู่ที่ 0.91 เท่า

BCP ระบุว่า ฐานะการเงินของบริษัทยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน โดยอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน หรือ Net D/E อยู่ที่ 0.91 เท่า ซึ่งยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้

นอกจากนี้ บริษัทได้รับประโยชน์จาก Synergy ของการดำเนินงานโรงกลั่นแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนในภาพรวม

  • INVX คงคำแนะนำ OUTPERFORM เป้าหมาย 40 บาท

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 INVX ประเมินว่าราคาน้ำมันและค่าการกลั่นจะยังอยู่ในระดับสูง จากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง และภาวะตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ยังตึงตัว อย่างไรก็ตาม ส่วนเพิ่มของราคาน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และความผันผวนจากการป้องกันความเสี่ยง อาจยังกดดันกำไรปกติ แม้บริษัทจะจัดหาน้ำมันดิบรองรับการผลิตได้แล้วจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569

กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ของ BCP คิดเป็น 66% ของประมาณการกำไรทั้งปีของ INVX โดย INVX อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการหลังการประชุมนักวิเคราะห์วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พร้อมคงคำแนะนำ “OUTPERFORM” ให้ราคาเป้าหมาย 40 บาทต่อหุ้น

SPRC กำไร Q1/69 พุ่ง 7.4 พันล้าน รับอานิสงส์สต๊อกน้ำมัน หลังราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน “คาลเท็กซ์” รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 1,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 52,052.69 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 228.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,366.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 932% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

กำไรสุทธิไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนหลักจากกำไรสต๊อกน้ำมันสุทธิหลังภาษี 177.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน SPRC มีกำไรสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 51.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนผลการดำเนินงานหลักที่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นลดลงจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน หรือ Turnaround & Inspection: T&I รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงในไตรมาสดังกล่าว

  • ปิดซ่อมบำรุงกดอัตราการกลั่นเหลือ 63.2%

ในไตรมาส 1/2569 SPRC มีอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นอยู่ที่ 63.2% ลดลงจาก 92.6% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนงาน ซึ่งบริษัทระบุว่าสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้

การซ่อมบำรุงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่น เสริมเสถียรภาพการผลิต และยกระดับความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว แม้ในระยะสั้นจะส่งผลให้ปริมาณการกลั่นลดลงและกดดันผลประกอบการจากการดำเนินงานปกติ

  • ราคาน้ำมันผันผวน หนุนกำไรสต๊อก แต่ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ

SPRC ระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนสูง และส่งผลต่อผลประกอบการไตรมาส 1/2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทได้รับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมันตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี บริษัทเตือนว่า หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม SPRC อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ค่าส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันในตลาดโลก และอาจกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะถัดไป

  • SPRC ย้ำบริหารสต๊อก-สภาพคล่อง รับมือความผันผวน

นายเฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ SPRC กล่าวว่า บริษัทติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบริหารสต๊อก กระแสเงินสด และสภาพคล่อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย

บริษัทได้จัดสรรกำไรเพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบ การเพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินงาน การยกระดับโรงกลั่น และการปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเสริมเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในระยะยาว

ขณะเดียวกัน SPRC ยังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งด้านการเพิ่มผลกำไร ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขับเคลื่อนด้านดิจิทัล

ในฐานะธุรกิจโรงกลั่นที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร SPRC ระบุว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารธุรกิจและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนในทุกช่วงของวัฏจักรอุตสาหกรรม พร้อมมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...