โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รถติด น้ำท่วม ฝุ่นพิษ เมื่อ"ต้นทุนชีวิต"วิ่งเร็วกว่ารายได้ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.2569 สำคัญแค่ไหน?

Thairath Money

อัพเดต 08 มิ.ย. เวลา 05.54 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. เวลา 05.53 น.
ภาพไฮไลต์

รู้หรือไม่? การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. อาจมีผลกับเงินในกระเป๋าของเรา มากกว่าการนั่งลุ้นบริษัทขึ้นเงินเดือนประจำปีเสียอีก!

จริงอยู่ที่ว่าตามกฎหมายแล้วนั้น ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่มีอำนาจสั่งการในขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรือสั่งแบงก์ลดดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ผู้ว่าฯ มีอำนาจเต็มหน้าตัก คือการควบคุม "ต้นทุนเมือง" ซึ่งเปรียบเหมือนภาษีแฝงที่คนกรุงต้องจ่ายทิ้งทุกวันโดยไม่รู้ตัว

Thairath Money เจาะข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงถึง 697,529 บาทต่อปี (ตัวเลขล่าสุดปี 2567) สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดระยองเท่านั้น แต่เชื่อว่าคนกรุงส่วนใหญ่ แทบจะรู้สึกเหมือนๆกัน ว่าแต่ละเดือน “ชักหน้าไม่เคยถึงหลัง”

อีกทั้งข้อมูลสถิติ ยังระบุว่า ประชากรกรุงเทพฯ กว่า 50% มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน โดยมีอัตราเงินเดือนค่ากลางอยู่ที่ 28,600 บาทต่อเดือน แต่คนเมืองเหล่านี้กลับต้องจ่ายค่าเดินทางเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 5,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 17% ของรายได้ทั้งหมด

ครัวเรือนในกรุงเทพฯ ยังมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้รายปีสูงถึง 181% ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการเก็บออมและการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตอยู่ในระดับที่เปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับประชากรในเมืองเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ของโลก ซึ่งตัวเลขดังกล่าว มาจากเมืองที่เรียกเก็บ “ภาษีแฝง" จากเรา ผ่านปัญหาระบบโครงสร้างพื้นฐานในทุก ๆ วัน ที่เราพบเจอ

เงินเดือน 30,000 บาท แบกต้นทุนเมืองแล้วเหลือเท่าไหร่?

ลองจำลอง สมการชีวิตจริงของคนทำงานออฟฟิศในกรุง ว่า หาก ณ ปัจจุบัน คุณมีรายได้เกณฑ์มาตรฐานระดับ 30,000 บาท/เดือน กรุงเทพฯ กำลังหักเงินคุณไปกับอะไรบ้าง

  • ค่าเดินทาง : 5,000 บาท/เดือน (คิดเป็น 17% ของรายได้ คนกรุงแบกภาระนี้สูงกว่าเมืองใหญ่อื่น ๆ ในโลกอย่างเห็นได้ชัด)
  • ค่าเสียโอกาสจากรถติด (ค่าน้ำมัน + เวลาทำมาหากิน): คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 35 นาทีต่อเที่ยว หรือแปลงเป็นมูลค่าความพึงพอใจและความเสียหายเฉลี่ยราว 21.37 - 37.64 บาทต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง
  • ต้นทุนฝุ่น PM2.5 (ค่าหน้ากาก + เครื่องฟอกอากาศ + ค่าหมอ): งานวิจัยประเมินว่าแต่ละครัวเรือนในกรุงเทพฯ มีความเต็มใจที่จะจ่ายสูงถึง 6,379.67 บาทต่อปี เพียงเพื่อแลกกับการได้สูดอากาศที่สะอาดขึ้น
  • ค่าซ่อมแซมสินทรัพย์จากน้ำท่วมขัง: ฝนตกหนักทีเดียวถ้าน้ำเข้าพรมรถยนต์ เจอค่าซ่อมเริ่มต้นขั้นต่ำสุด (ระดับ A) ก็โดนไปแล้ว 8,000 - 10,000 บาท หากท่วมมิดคอนโซล (ระดับ C) ตัวเลขพุ่งไปถึง 30,000 บาท ทันที

จะเห็นได้ว่า แม้บางอย่างไม่ใช่เรื่องรายได้ แต่เป็น "ต้นทุนเมือง" ที่ต้องสูญเสียไปกับเมืองที่เต็มไปด้วยปัญหาพื้นฐาน

เจาะ 4 ปัญหาหลัก ที่คนกรุงอยากให้แก้ไขมากที่สุด

จากการสำรวจความเห็นล่าสุดของ Thairath Poll พบว่าปัญหาที่คนกรุงอยากให้แก้ด่วนที่สุด สะท้อนออกมาในรูปแบบของเม็ดเงินในกระเป๋าทั้งสิ้น

1. รถติดและการเดินทาง (อันดับ 1 ในโพล) คนกรุงสูญเสียเวลาบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 35 นาทีต่อเที่ยว ลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าคุณเสียเวลากับรถติดวันละ 1 ชั่วโมง เท่ากับในหนึ่งปีคุณสูญเสียเวลาไปเปล่า ๆ ถึง 365 ชั่วโมง หรือมากกว่า 15 วันต่อปี! เวลาเหล่านี้คือต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐศาสตร์ที่คุณควรเอาไปใช้พักผ่อน ทำอาชีพเสริม หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ปัญหานี้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมรวมกันสูงถึง 165,400 ล้านบาทต่อปี

2. ค่าเดินทางและรถเมล์ Feeder ปัจจุบันกว่าที่คนกรุงจะเดินทางจากบ้านในซอกซอยไปถึงสถานีรถไฟฟ้า (Last Mile) ต้องต่อทั้งพี่วินมอเตอร์ไซค์ รถสองแถว และรถเมล์ การมีโครงการรถบัสไฟฟ้าฟรีอย่าง “BMA Feeder” ใน 7 เส้นทางหลัก จึงเป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยตัดรายจ่ายคงที่ตรงนี้ออกไปได้โดยตรง

3. ฝุ่น PM2.5 และมลพิษ นี่คือต้นทุนที่คนมักมองข้ามเพราะมันไม่ได้จ่ายออกไปในทันที แต่จากตัวเลขของสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่ากรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์จากฝุ่นพิษสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คิดเป็นมูลค่า 436,330 ล้านบาทต่อปี ทั้งในรูปของค่ารักษาพยาบาลโรคทางเดินหายใจ วันลาป่วย และการลดทอนสุขภาวะ

4. น้ำท่วมและการระบายน้ำ เงินเยียวยาจากภาครัฐยามน้ำท่วม 5,000 - 9,000 บาทต่อครัวเรือนนั้นไม่เคยพอกับมูลค่าความเสียหายจริงของทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์และโครงสร้างบ้าน การจัดการระบบระบายน้ำเชิงรุกอย่างการขุดลอกคลองและเปิดทางน้ำไหลจึงเป็นเหมือนการทำประกันภัยเพื่อปกป้องทรัพย์สินของประชาชน

28 มิถุนายน 2569 วันเข้าคูหาไปเลือกคนมาบริหาร "งบชีวิต"

ทั้งหมด พอให้ทำให้เห็นภาพได้ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นี้ มีความสำคัญอย่างไร ภายใต้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สูงถึงประมาณ 4.5 ล้านคน (สูงกว่าปี 2565) และมีผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ รวม 18 คน /ผู้สมัคร ส.ก. อีก 258 คนจากทุกเขตพื้นที่

โดยแม้ผลสำรวจโค้งแรกของนิด้าโพลจะชี้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ (หมายเลข 9) ยังคงมีคะแนนนิยมนำห่างอยู่ที่ 67.30 % ตามมาด้วย นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน (หมายเลข 10) ที่ 8.20% และ นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 5) ที่ 3.10% พร้อมด้วยผู้สมัครที่น่าจับตามองรายอื่น ๆ อย่าง คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (หมายเลข 13), มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (หมายเลข 14) และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (หมายเลข 1)

แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องพิจารณาไม่ใช่แค่ตัวบุคคล ทว่าคือแนวคิดเชิงนโยบายที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนเมือง เช่น

  • นโยบายจราจร: จะใช้มาตรการ "ทะลุซอยตัน" ของชัชชาติ หรือจะใช้ระบบ AI ในการบริหารจัดการตัดแต้มเพื่อแก้ปัญหารถติดของพรรคประชาชน?
  • นโยบายขนส่งและสวัสดิการ: การขยายเส้นทางรถเมล์รอบนอกและปรับเวลาศูนย์เด็กเล็ก กทม. เพื่อลดภาระค่าพี่เลี้ยงของพรรคประชาชน หรือยุทธศาสตร์เดินทางสะดวกและยกระดับรายได้กลุ่มเปราะบางของพรรคประชาธิปัตย์ ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปอัตราค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทในอนาคต?
  • นโยบายผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4: การปลดล็อกผังที่ดินชานเมืองฝั่งธนบุรี (ตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสร้างบ้านจัดสรรในราคาที่คนรุ่นใหม่จับต้องได้ต่ำกว่า 3 ล้านบาท หรือการเวนคืนและลดขนาดสายทางถนนเพื่อลดผลกระทบต่อเจ้าของที่ดินเดิม?

สุดท้าย การจัดสรรงบประมาณประจำปีของกรุงเทพมหานครที่มีมูลค่าราว 80,000 - 90,000 ล้านบาทต่อปีนั้น แท้จริงแล้วจะแปลงมาเป็นเงินที่ย้อนกลับมาบริหาร "งบชีวิต" (Life Budget) ของคนเมืองหลวงทุกคนได้ หากผู้ว่าฯ คนหนึ่ง จะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายที่ทำได้จริง เช่น ประหยัดค่าเดินทางให้คุณได้ 1,000 บาท/เดือน และ ลดค่าใช้จ่ายและเงินต่อสู้กับปัญหาสุขภาพได้ 500 บาท/เดือน หรือ คืนเวลาที่ต้องสูญเสียบนท้องถนนให้คุณได้วันละ 30 นาที

นั่นเท่ากับว่าเขาคนนั้น อาจจุนเจือและเพิ่มเงินในกระเป๋าให้คุณได้มากกว่าการได้ปรับขึ้นเงินเดือน 5% จากบริษัทเสียอีก!

28 มิถุนายนนี้ อย่าคิดว่าเราเข้าคูหาไปเพื่อทำหน้าที่พลเมืองตามกฎหมาย หรือไปเลือกเพราะความชอบทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังเดินไปเลือกคนที่จะเข้ามาบริหาร "กระเป๋าเงิน" และ "ต้นทุนชีวิต" ของตัวเราเอง! อีก 4 ปีนับจากนี้

ที่มา : สภาพัฒน์ฯ ,ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ,สำนักผังเมือง กทม. , Rocket Media Lab ,สมาคมประกันวินาศภัย ,คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ,สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รถติด น้ำท่วม ฝุ่นพิษ เมื่อ"ต้นทุนชีวิต"วิ่งเร็วกว่ารายได้ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.2569 สำคัญแค่ไหน?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...