ศุภจีแจงสภาฯ รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาระยะยาวควบคู่วิกฤตระยะสั้น เผยความท้าทายเศรษฐกิจ 4 ด้าน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงและตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ประเด็นสำคัญ
- ▪️รับสภาพปัญหาเรื้อรัง พร้อมเปิด 4 ความท้าทาย
- ▪️พยุงราคาพืชผล รัฐบาลรับซื้อข้าวเปลือกนำตลาด
- ▪️หนุน SME ไทย พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ
- ▪️ขอรัฐสภาเข้าใจรัฐบาล แก้โครงสร้างระยะยาวควบคู่วิกฤตระยะสั้น
▪️รับสภาพปัญหาเรื้อรัง พร้อมเปิด 4 ความท้าทาย
ศุภจียอมรับว่า การจัดทำงบประมาณในปีนี้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน และรัฐบาลกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 4 ประการที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ความท้าทายประการแรก คือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความตึงเครียดและแบ่งขั้วอำนาจชัดเจน แต่ละขั้วพยายามผลักดันนโยบายของตนให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลางจึงต้องรักษาสมดุลและทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายมีความยากลำบาก
ความท้าทายประการที่สอง คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ถูกทำลายได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคการขนส่งให้มีความตึงตัว
ความท้าทายประการที่สาม คือปัญหาโครงสร้างทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ จำนวนเด็กที่เข้าสู่ระบบลดลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างทักษะแรงงานให้สามารถต่อสู้และแข่งขันได้
ความท้าทายประการที่สี่ คือโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งรัฐบาลมีความต้องการที่จะยกระดับประเทศออกจากสภาวะดังกล่าว
ศุภจีเน้นย้ำว่า ภายใต้ความท้าทายและข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไป ปัญหาหลายอย่างที่ สส. หยิบยกขึ้นมาอภิปราย ล้วนเป็นปัญหาระยะสั้นที่เรื้อรังมานาน ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ในวันเดียว จำเป็นต้องมีการวางโครงสร้างเพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย
โดยคณะรัฐบาลได้พยายามบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายกระทรวง โดยเฉพาะการดูแลค่าครองชีพผ่านนโยบาย ‘ไทยช่วยไทย’ ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ริเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นของวิกฤตตะวันออกกลาง
▪️พยุงราคาพืชผล รัฐบาลรับซื้อข้าวเปลือกนำตลาด
ในส่วนของภาคการเกษตร ซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ถึงร้อยละ 10 แต่กลับมีสัดส่วนแรงงานสูงถึงร้อยละ 30 ของประเทศ ศุภจีระบุว่า หากแก้ไขปัญหาในภาคส่วนนี้ได้ จะเท่ากับช่วยเหลือประชาชนได้ถึงหนึ่งในสามของประเทศ การแก้ปัญหาต้องมองภาพรวมทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ (การแปรรูปและตั้งล้งชุมชน) และปลายน้ำ (การตลาด)
ตัวอย่างเช่น การบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนในปีนี้ที่มีปริมาณออกมามากกว่าปกติร้อยละ 30 และมีขนาดผลเล็กลงเนื่องจากสภาพอากาศ กระทรวงพาณิชย์ได้ทำการตลาดล่วงหน้าเพื่อเตรียมการรองรับ ทำให้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งการดำเนินการล่วงหน้าเช่นนี้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม
สำหรับภาพรวมของราคาสินค้าเกษตร ศุภจียืนยันว่าแม้มีสินค้าบางชนิดที่ราคาลดลง แต่โดยเฉลี่ยสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เช่น ราคาข้าวเปลือกที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้น รัฐบาลได้ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอุปทานส่วนเกิน โดยเข้าไปรับซื้อนำตลาดเพื่อพยุงราคาให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวในช่วงที่ราคาดี รวมถึงมีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าว
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นในพื้นที่ท้ายไร่ หรือเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยเริ่มนำร่องไปแล้ว 200 ชุมชน และตั้งเป้าหมายขยายเป็น 466 ชุมชนภายในปีนี้
▪️หนุน SME ไทย พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ
การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ เนื่องจากปัจจุบัน SME สร้างรายได้คิดเป็นร้อยละ 35 ของจีดีพี และรัฐบาลตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 เพื่อช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการฝึกทักษะให้แก่ผู้ประกอบการแล้วกว่า 55,400 ราย และมีผู้เข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาทักษะกว่า 300,000 ราย โดยเตรียมขอจัดสรรงบประมาณจากพระราชกำหนดเงินกู้เพื่อเสริมศักยภาพ SME ให้สามารถเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ได้มากขึ้น
พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งการขาย (GP) ของแพลตฟอร์มออนไลน์ผ่านกลไกของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และการส่งเสริมเครือข่ายธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งสร้างรายได้กว่า 200,000 ล้านบาท
▪️ขอรัฐสภาเข้าใจรัฐบาล แก้โครงสร้างระยะยาวควบคู่วิกฤตระยะสั้น
ประเด็นการปราบปรามธุรกิจนอมินีและกลุ่มทุนสีเทา ศุภจีระบุว่าได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ 23 หน่วยงานภาครัฐเพื่อดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง ส่งผลให้สถิติการจดทะเบียนตั้งบริษัทที่ต้องสงสัยลดลงร้อยละ 51.05 และตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ผู้รับจดทะเบียนจะต้องยื่นหลักฐานประกอบการพิจารณาให้เข้มงวดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการฐานข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อป้องกันการนำไปเปิดบัญชีม้า รวมถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนอมินีเชิงลึกใน 35 พื้นที่ 11 จังหวัด โดยมีการส่งต่อข้อมูลให้กรมสรรพากร กรมที่ดิน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
ด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลมุ่งสร้างสมดุลการส่งออกด้วยการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา และเจรจากับจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลักที่ไทยนำเข้าสินค้าเป็นอันดับหนึ่งเพื่อให้ใช้วัตถุดิบจากประเทศไทยในการลงทุน พร้อมเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่
สำหรับการส่งออกข้าวซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีนเป็นหลัก รัฐบาลกำลังพยายามขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง มาเลเซีย และแอฟริกาใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยง
ในช่วงท้าย ศุภจีกล่าวถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการและตรวจสอบความเสี่ยง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจำนวนมากแต่ใช้การบูรณาการข้อมูลร่วมกับ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อประเมินพื้นที่อุปทานส่วนเกินและพยุงราคาสินค้าเกษตรอย่างแม่นยำ
พร้อมเน้นย้ำว่า ขอให้รัฐสภาเข้าใจและสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาวควบคู่ไปกับการบริหารจัดการวิกฤตระยะสั้นของรัฐบาล