"บิล เกตส์" ชี้ 4 อาชีพสุดแกร่ง รอด AI แย่งงาน!
ทุกวันนี้ ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญผลกระทบจาก เอไอ ชัดเจนขึ้น เช่น ในสหราชอาณาจักร ผลศึกษาของธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลก Morgan Stanley เมื่อต้นปี ระบุว่า บริษัทในสหราชอาณาจักรที่นำ เอไอ มาใช้ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การจ้างงานสุทธิลดลงถึงร้อยละ 8
นั่นหมายถึงว่า จำนวนตำแหน่งงานที่หายไปจากการนำ เอไอ มาใช้ มีมากกว่าตำแหน่งงานใหม่ที่เกิดขึ้น
ถือเป็นอัตราสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี และออสเตรเลีย สะท้อนว่า แรงงานในสหราชอาณาจักร ได้รับผลกระทบจาก เอไอ อย่างเด่นชัด ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ยิ่งซ้ำเติมตลาดแรงงานให้เปราะบางยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางอาชีพที่สามารถอยู่รอดจากการถูก เอไอ เข้ามาแทนที่ได้ ซึ่งตามความเห็นของ "บิล เกตส์" ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟต์ และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการเทคโนโลยี มองว่ามีอยู่ 4 อาชีพ ได้แก่ โปรแกรมเมอร์, นักชีววิทยา, บุคลากรด้านพลังงาน และนักกีฬาอาชีพ ซึ่งอาชีพสุดท้าย เพิ่งจะเพิ่มเข้ามาในการให้สัมภาษณ์ทางสื่อโทรทัศน์เมื่อไม่นานมานี้
อาชีพแรก โปรแกรมเมอร์ เขามองว่า แม้ เอไอ จะสามารถเขียนโค้ดและช่วยงานด้านโปรแกรมได้มากขึ้น แต่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ จะยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลโครงการที่ซับซ้อน แก้ไขข้อผิดพลาด และพัฒนา เอไอ ให้ก้าวหน้าต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น หากระบบเกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ ยังจำเป็นต้องมีมนุษย์ที่เข้าใจทั้งต้นเหตุของปัญหาและโครงสร้างสถาปัตยกรรมของระบบ เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้น โปรแกรมเมอร์อาจไม่ได้ถูกแทนที่ แต่บทบาทจะเปลี่ยนไปสู่การควบคุม ตรวจสอบ และกำกับการทำงานของ เอไอ มากขึ้น
สำหรับ นักชีววิทยา เขาเชื่อว่า งานวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์ จะยังต้องอาศัยมนุษย์ แม้ เอไอ จะมีความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล เช่น การตรวจพบปฏิสัมพันธ์ของโปรตีน หรือความผิดปกติในลำดับพันธุกรรม แต่ เอไอ ยังไม่สามารถตั้งคำถามใหม่หรือพลิกกรอบความคิดของงานวิจัยได้
สิ่งที่ยังต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์ คือ การตั้งสมมติฐานใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ว่าจะเดินหน้าหรือยุติงานวิจัยในประเด็นใด ด้วยเหตุนี้ ความรู้เฉพาะทาง การสร้างสมมติฐาน และการใช้วิจารณญาณของนักชีววิทยา จึงยังเป็นจุดแข็งที่ เอไอ ไม่สามารถทดแทนได้
ถัดมา บุคลากรด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารโครงข่ายไฟฟ้า การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตระดับโลก ล้วนเป็นงานที่ไม่สามารถอาศัยการประมวลผลข้อมูลเพียงอย่างเดียว แม้ เอไอ จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งเตือนความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การชั่งน้ำหนักปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญ ยังคงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ
เช่น เอไอ อาจแจ้งเตือนความเสี่ยงของโครงข่ายไฟฟ้าได้ แต่การตัดสินใจว่าจะรับมืออย่างไร ยังต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการใช้ไฟฟ้า และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งยังต้องอาศัยประสบการณ์และวิจารณญาณของมนุษย์
และสุดท้าย นักกีฬาอาชีพ เขาอธิบายว่า แม้หุ่นยนต์อาจเล่นกีฬาได้ดีกว่ามนุษย์ในอนาคต แต่เชื่อว่าผู้ชมไม่ต้องการชมการแข่งขันระหว่างเครื่องจักร พร้อมยกตัวอย่างบอกว่า "เราคงไม่อยากดูคอมพิวเตอร์มาแข่งเบสบอลกันเองหรอก"
นั่นเพราะสิ่งที่ทำให้กีฬาเป็นที่น่าติดตาม ไม่ใช่เพียงความสามารถในการแข่งขัน แต่คือเรื่องราวของมนุษย์ ทั้งการต่อสู้ ความผิดพลาด ความพยายาม และความสำเร็จที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนัก ผู้ชมจึงไม่ได้สนใจเพียงว่าลูกเบสบอลถูกตีไปได้ไกลแค่ไหน แต่สนใจว่าใครเป็นคนตี เขาต้องผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง และชัยชนะครั้งนั้นมีความหมายอย่างไร ซึ่งเป็นคุณค่าที่ เอไอ หรือหุ่นยนต์ไม่สามารถทดแทนได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การปลดพนักงานที่มีสาเหตุจาก เอไอ ก็มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด รอยเตอร์ส รายงานว่า Allianz กลุ่มบริษัทประกันภัยสัญชาติเยอรมนี เตรียมลดตำแหน่งงานในแผนกประกันการเดินทางลง 1,800 ตำแหน่ง เนื่องจากการนำเอไอ มาใช้งานเพิ่มขึ้น
พนักงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นพนักงานศูนย์บริการลูกค้า ซึ่งเป็นงานที่ เอไอ สามารถเข้ามาช่วยดำเนินการและทดแทนได้มากขึ้น
ขณะที่ ไมโครซอฟต์ ก็เพิ่งประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ว่า จะลดจำนวนพนักงานลงประมาณร้อยละ 2.1 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด หรือราว 4,800 ตำแหน่ง เนื่องจากการปรับโครงสร้างธุรกิจเชิงพาณิชย์ โดยธุรกิจเกมอย่าง Xbox ได้รับผลกระทบมากที่สุด มีตำแหน่งงานถูกยกเลิกทันทีมากกว่า 1,600 ตำแหน่ง
รอยเตอร์ส ระบุด้วยว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีกำลังเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนด้าน เอไอ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ทำให้หลายบริษัทต้องแสดงให้เห็นว่าการลงทุนดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนได้ พร้อมกับควบคุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งทั้ง Amazon และ Meta ต่างก็ปลดพนักงานหลายพันคนในปีนี้เช่นกัน
การลดจำนวนพนักงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ว่า การนำ เอไอ มาใช้อาจพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่สามารถนำระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ ซึ่งในหลายอุตสาหกรรม การสูญเสียตำแหน่งงานได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม Amy Coleman ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของ ไมโครซอฟต์ ยืนยันกับพนักงานว่า ตำแหน่งงานที่ถูกยกเลิกไปนั้น ไม่ได้ถูกแทนที่ด้วย เอไอ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เอไอ กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน มีรายงานที่ชี้ว่า แม้ เอไอ จะเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ก็จะสร้างอาชีพใหม่ขึ้นจำนวนมาก เช่นกัน รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 โลกจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้น 170 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ 92 ล้านตำแหน่ง จะหายไป ส่งผลให้จำนวนงานสุทธิเพิ่มขึ้น 78 ล้านตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าคนที่ตกงานจะสามารถย้ายไปทำงานใหม่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะตำแหน่งงานใหม่มักต้องการทักษะที่แตกต่างจากเดิม เช่น ความรู้ด้าน เอไอ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) หรือยกระดับทักษะเดิม (Upskill) เพื่อให้แข่งขันในตลาดแรงงานได้
มุมมองดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินของ McKinsey & Company ที่ระบุว่า แรงงานทั่วโลกประมาณร้อยละ 14 หรือราว 375 ล้านคน อาจต้องเปลี่ยนสายอาชีพใหม่โดยสิ้นเชิงภายในปี 2030 เนื่องจาก เอไอ และระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในหลายอุตสาหกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง