Thai Coco ทุ่มงบ 30 ล้านบาท ปั้นแบรนด์มะพร้าวพรีเมียม รุกตลาดไทยต่อยอดสู่เวทีโลก
ไทย โคโคนัท เดินหน้ากลยุทธ์ยกระดับสู่ “Coconut Specialty Brand” ทุ่มงบการตลาดกว่า 30 ล้านบาท เจาะตลาดไทยเต็มรูปแบบ ชูจุดแข็งมะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิกจากราชบุรี พร้อมสร้าง Brand Experience ผ่านนิทรรศการ “Ratchaburi in the City” ถ่ายทอดคุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งเป้ายอดขายในประเทศ 100 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจส่งออกเติบโตต่อเนื่องในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
11 กรกฎาคม 2569 - ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อสินค้าเพียงเพราะรสชาติหรือคุณภาพ แต่ต้องการรู้ที่มาของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และบทบาทของแบรนด์ในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน จึงเป็นที่มาของการยกระดับ Thai Coco ให้เป็นแบรนด์ที่สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านมะพร้าวอย่างแท้จริง ตั้งแต่การเพาะปลูก การทำงานร่วมกับเกษตรกร การคัดเลือกผลผลิต ไปจนถึงการผลิตด้วยมาตรฐานระดับสากล
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของปีนี้ คือ การสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคผ่าน Brand Experience Exhibition ภายใต้แนวคิด “Ratchaburi in the City” ซึ่งจัดขึ้นบริเวณโซน Beacon ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยยกเรื่องราวของสวนมะพร้าวออร์แกนิกจังหวัดราชบุรีมาถ่ายทอดผ่านรูปแบบ Immersive Experience ให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้เส้นทางของมะพร้าวตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม
ภายในนิทรรศการ ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสกระบวนการเพาะปลูกแบบออร์แกนิก เรียนรู้คุณสมบัติของดิน น้ำ และภูมิอากาศที่ทำให้ราชบุรีเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพของไทย รวมถึงกระบวนการคัดเลือกผลผลิตและมาตรฐานการผลิตที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีรสชาติและคุณภาพสม่ำเสมอ
อีกหนึ่งจุดเด่นของแบรนด์ คือการนำเสนอ “ความลับ 28 วัน” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเก็บเกี่ยวมะพร้าวน้ำหอม เพื่อให้ได้ระดับความหวาน กลิ่นหอม และรสชาติที่ดีที่สุด ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสากล พร้อมระบบ Traceability ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์จนถึงแหล่งปลูก ช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค
นางสาวนภัสสร ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การทำตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ บริษัทวางตำแหน่งแบรนด์ COCO ให้เป็น “Coconut Specialist” โดยชูจุดแข็งของมะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิกจากจังหวัดราชบุรี ซึ่งสอดคล้องกับกระแสผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z รวมถึงผู้ที่รักการออกกำลังกาย ซึ่งมองหาทางเลือกเครื่องดื่มที่มีอิเล็กโทรไลต์จากธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกาย
สำหรับปี 2569 บริษัทใช้งบการตลาดกว่า 30 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจร ทั้งการจัดนิทรรศการ การทำ Roadshow “รถน้ำมะพร้าวใจดี” การแจกชิมสินค้า และการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ
โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ ในราคาขวดละ 25 บาท พร้อมเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ขวด PET ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่นิยมเครื่องดื่มแช่เย็นมากกว่าบรรจุภัณฑ์แบบกล่อง
นอกจากนี้ บริษัทยังสร้างสีสันให้กับแบรนด์ผ่าน Coconut Bar ภายในงาน ซึ่งร่วมพัฒนาเมนูเครื่องดื่มกับ Roots Specialty Coffee เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค พร้อมเตรียมต่อยอดความร่วมมือกับ YENYEN by Ichitan ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมทางการตลาดในระยะต่อไป
แม้ประเทศไทยจะเป็นตลาดใหม่ที่เริ่มทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ และตั้งเป้ายอดขายไว้ 100 ล้านบาท แต่ Thai Coco มีประสบการณ์ในตลาดต่างประเทศมายาวนานกว่า 12 ปี โดยเริ่มส่งออกตั้งแต่ปี 2557 และปัจจุบันวางจำหน่ายแล้วในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมตลาดสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และยุโรป ซึ่งยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของกลยุทธ์บริษัท คือการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืน (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดราชบุรี ทั้งการส่งเสริมการปลูกแบบออร์แกนิก ถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูก รับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม และควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรและชุมชน
ดร.วรวัฒน์ กล่าวว่าเป้าหมายระยะยาวของบริษัท คือการผลักดันให้ Thai Coco ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคทั่วโลกนึกถึงเมื่อกล่าวถึงผลิตภัณฑ์มะพร้าวระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมะพร้าว กะทิ หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ โดยเชื่อว่าการสร้างความเชื่อมั่นผ่านคุณภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทั้งในประเทศไทยและตลาดโลก