โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

AWC ทุ่ม 2 พันผุด “เคเบิลคาร์รักษ์โลก-MONA Bangkok” ข้ามเจ้าพระยา คาด 3 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.22 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กางแผนลงทุนเมกะโปรเจกต์ยกเครื่องสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา “AWC” เชื่อมเอเชียทีคกับที่ดินผืนใหญ่เจริญนคร ปักหมุดธีมเคเบิลคาร์แห่งแรกของโลก มูลค่า 2,000 ล้าน ไร้เสากลางน้ำ ชู 4 เวอร์ชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟคาดเสร็จใน 3 ปี พร้อมจับมือมิวเซียมดังออสเตรเลียปั้น "MONA Bangkok" ดักนักท่องเที่ยวคุณภาพกระเป๋าหนัก มั่นใจศักยภาพไทยโตสวนกระแสโลก

11 กรกฎาคม 2569 - นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือAWC เปิดเผยถึงแผนการลงทุนโครงการแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งประกอบด้วยโครงการเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะ MONA Bangkok ภาพรวมของการลงทุนในพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะมีมูลค่ารวมมากกว่าหมื่นล้านบาท

โดยแบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ที่มีมูลค่าการลงทุนในพอร์ตเกือบ 8,000 ล้านบาท และกำลังจะมีการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของโครงการ "อวตาร" เมื่อนำมาบวกกับงบประมาณการลงทุนเฉพาะตัวโครงการเคเบิลคาร์รักษ์โลกอีกกว่า 2,000 ล้านบาท ประกอบกับการลงทุนพัฒนาที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ฝั่งเจริญนครฝั่งตรงข้ามอีกกว่า 4,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมของงบประมาณที่สะพัดในย่านน้ำนี้ทะลุหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยพัฒนาเปิดให้บริการเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

สำหรับการลงทุนในส่วนของเคเบิลคาร์นั้น AWCตั้งเป้าสร้างให้เป็นเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำรูปแบบรักษ์โลกแห่งแรกของโลก โดยจะใช้เทคโนโลยีมาตรฐานสูงสุดที่เน้นความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน โครงสร้างจะถูกออกแบบโดยไม่มีเสารับน้ำหนักอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ และจะมีความสูงเคลียร์พื้นที่ถึง 50 เมตรจากระดับปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 30 กว่าเมตร เพื่อไม่ให้กีดขวางการสัญจรทางเรือ ในขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเปรียบเทียบราคาและคัดเลือกผู้รับเหมาและผู้บริหารจัดการระดับท็อปของโลก ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ และจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 3 ปี

นางวัลลภา ระบุว่า โครงการเคเบิลคาร์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบคมนาคมข้ามแม่น้ำ แต่ต้องการออกแบบให้เป็นประสบการณ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ใช้งาน แต่ได้รับการออกแบบให้เป็น "ศิลปะเคลื่อนไหว" ที่มีธีมและลูกเล่นถึง 4 รูปแบบ ตั้งแต่กระเช้าธรรมดาที่กรุงเทพฯ ยังไม่เคยมี แพลตฟอร์มที่ผู้เล่นต้องสวมเข็มขัดนิรภัยแล้วยืนเกาะราวปล่อยให้ลมแม่น้ำพัดผ่าน หรือรูปแบบแชร์ลิฟต์นั่งห้อยขาตรงขึ้นไปบนความสูงเพื่อให้ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่มีโครงกระจกบดบังวิว และรูปแบบสุดท้ายที่เป็นไฮไลต์สูงสุดคือระบบ "ซิปไลน์" (Ziplining) สำหรับผู้ที่ต้องการความผาดโผนและรวดเร็วข้ามฝั่ง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้พื้นที่การออกแบบความสูงและความปลอดภัยมากที่สุด

ในด้านการพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกและอาคารพาณิชย์บริเวณดังกล่าว ปัจจุบันมีพื้นที่ขายอยู่ประมาณ 40,000 กว่าตารางเมตร แต่ AWC ได้เตรียมแผนที่จะขยายพื้นที่ขายเพิ่มขึ้นไปให้ถึง 224,000 ตารางเมตรในอนาคต โดยจะค่อยๆ เปิดให้บริการทีละส่วนตามความพร้อมของตลาดและกฎหมายผังเมืองที่ในเบื้องต้นยังอนุญาตให้สร้างอาคารริมน้ำเป็นไซส์เล็กพื้นที่ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร

ในประเด็นด้านโครงสร้างการลงทุนของโปรเจกต์มิกซ์ยูสและพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้ นางวัลลภา ชี้แจงว่า ปัจจุบัน AWC ถือครองสินทรัพย์ทั้งหมดร้อยละ 100 และเป็นที่ดินรูปแบบฟรีโฮลด์มากกว่า 90% แม้ว่าจะมีพันธมิตรหลายรายรวมถึงผู้บริหารจาก MONA แสดงความสนใจที่จะร่วมลงทุน แต่ในระยะเริ่มต้น AWC จะเดินหน้าลงทุนเองทั้งหมด 100% ไปก่อน เพื่อให้สามารถควบคุมทิศทางการพัฒนาโครงการให้ได้มาตรฐานคุณภาพสูงสุดตามที่ตั้งใจไว้ หลังจากนั้นจึงจะนำโครงการเข้าสู่บอร์ดบริหารเพื่อพิจารณาเรื่องผลกำไรจากการพัฒนา หรือศึกษาโครงสร้างการระดมทุนรูปแบบอื่น เช่น กองทุน AWC Growth Fund, REIT หรือการร่วมทุน (JV) ในภายหลัง

ทั้งนี้ การตัดสินใจทุ่มงบประมาณก้อนโตท่ามกลางปัจจัยความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกนั้น นางวัลลภา เล่าว่าเกิดจากการที่ AWCมองเห็นตัวเลขสถิติที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนและกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยพบว่านักเดินทางคุณภาพเหล่านี้มีทางเลือกในการเดินทางที่ค่อนข้างจำกัดจากสถานการณ์โลก ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายหลักในการเดินทาง

สะท้อนได้จากตัวเลขผู้เข้าพักและท่องเที่ยวในเครือAWC โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 และกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงกว่า 40% ประกอบกับการที่ภาครัฐมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power อย่างจริงจัง ยิ่งทำให้มั่นใจว่าโครงการมิกซ์ยูสริมน้ำที่ผสานศิลปะและการเดินทางรักษ์โลกนี้จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาตอบโจทย์และรองรับการเติบโตนี้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...