โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“อนุทิน” คิกออฟมสินเชื่ออุ้มเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ปล่อยกู้ 1 แสนบาทต่อราย

อีจัน

อัพเดต 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 1.06 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อีจัน

วันนี้ (3 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการยกระดับขีดความสามารถของภาคเกษตร ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการผลักดันให้เกษตรกรก้าวสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ โดยอาศัยเทคโนโลยีและข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ

สำหรับโครงการมีวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี เปิดโอกาสให้เกษตรกรกู้เงินได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 3% ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร

“โครงการนี้รัฐบาลกำหนดอัตราดอกเบี้ยรวมไว้ที่ 6% แต่รัฐจะช่วยรับภาระออกให้ครึ่งหนึ่ง เท่ากับว่าพี่น้องเกษตรกรจะจ่ายดอกเบี้ยจริงเพียง 3% ต่อปีเท่านั้น โดยให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เป็นเจ้าภาพหลัก” นายอนุทิน กล่าว

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้ชี้เห็นถึงโอกาสทองของเกษตรกรไทยท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทั่วโลก ว่า ประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับสงครามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศที่มีพลังงาน เช่น น้ำมัน แต่ผลิตอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งสิ่งที่ประเทศเหล่านี้ต้องการมากที่สุดคือเสบียงอาหาร ขณะที่ประเทศไทยอาจไม่มีบ่อน้ำมัน แต่เรามีแหล่งผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์ วิกฤตนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะสามารถนำผลผลิตทางการเกษตรไปส่งออกขายในตลาดโลกได้ในราคาที่ดี ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างกำไรมหาศาลให้เกษตรกรไทย แต่ยังเพิ่มอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยในเวทีโลกอีกด้วย

ด้าน นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อสำหรับโครงการนี้ไว้สูงถึง ปีละ 30,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยเริ่มปล่อยสินเชื่อสินเชื่อไปแล้วตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเกษตรกรตื่นตัวมาก เฉพาะในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 40 ล้านบาท

“โครงการนี้ใช้กรอบวงเงินตามมาตรา 28 ของ ธ.ก.ส. โดยแบ่งเป็นวงเงินชดเชยดอกเบี้ย 2,700 ล้านบาท และอีก 270 ล้านบาทสำหรับระบบอัพสกิลเกษตรกร ผ่านแอปพลิเคชันที่มี AI Chatbot ชื่อ ‘น้องเมฆฝน’ คอยให้คำปรึกษาเรื่องค่าวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ย ครอบคลุม 6 พันธุ์พืชเศรษฐกิจและผลไม้” นายฉัตรชัย กล่าว

นายฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ธ.ก.ส. มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม โดยเกษตรกรจะต้องซื้อปุ๋ยผ่านร้าน AOP ของ ธ.ก.ส. หรือสหกรณ์การเกษตร พร้อมระบบ สอบทานซากปุ๋ยเพื่อยืนยันว่ามีการนำเงินกู้ไปซื้อปัจจัยการผลิตจริง

“ส่วนที่มาของตัวเลข 100,000 บาทนั้น ประเมินจากต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 5,000 บาท หากทำนา 20 ไร่ ก็จะอยู่ที่ 100,000 บาทพอดี ทั้งนี้ หากวงเงิน 3 หมื่นล้านบาทเต็มโควตา ธ.ก.ส. ก็พร้อมชงรัฐบาลขอขยายเพดานวงเงินเพิ่มเติมทันที เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือต้องสะดุดลง” นายฉัตรชัย กล่าว

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจสำคัญ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้ รวมถึงต้องผ่านการอบรมด้านการบริหารจัดการต้นทุนหรือการเพิ่มทักษะการผลิต และใช้ปัจจัยการผลิตตามมาตรฐานที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด

ทั้งนี้คาดหวังว่าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนการผลิต เพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกร และสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับรายได้และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในระยะยาว เกษตรกรที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2572

นายฉัตตรชัย กล่าวด้วยว่า เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมจะต้องผ่านการอบรม หรือเรียนรู้ การพัฒนาทักษะและบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น และต้องใช้เงินกู้ เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด รวมถึงเกษตรกรต้องใช้พันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง มีมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

ทั้งนี้ภายในงานยังมีการสาธิตเทคโนโลยีสนับสนุนภาคเกษตร อาทิ “น้องเมฆฝน” AI Chatbot บนแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ที่ให้คำแนะนำด้านการวิเคราะห์ปุ๋ยและการเพาะปลูก ระบบตรวจสอบคุณภาพดินผ่าน “น้องดินดี” และแอปพลิเคชัน Agri-Map Online ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกและแนะนำการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตให้เหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...