“ทองคำ” หลุด 4,000 ดอลลาร์ครั้งแรกรอบ 7 เดือน นักลงทุนลดถือ ETF เอเชีย หันซบหุ้น AI
"ทองคำ" หลุด 4,000 ดอลลาร์ครั้งแรกรอบ 7 เดือน นักลงทุนเอเชียเริ่มลดการถือครองทองคำและโยกเงินเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยี
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.35 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น ขณะที่นักลงทุนในเอเชียซึ่งเคยเป็นแรงซื้อสำคัญของกองทุน ETF ทองคำ เริ่มลดการถือครองและมีมุมมองเชิงลบต่อทองคำมากขึ้น
สัญญาทองคำล่วงหน้าในตลาดนิวยอร์กร่วงลงต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ก่อนฟื้นกลับมายืนเหนือ 4,100 ดอลลาร์ ในวันศุกร์ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอกว่าคาด
ราคาทองคำร่วงแรงตั้งแต่เดือนมีนาคม จากระดับสูงสุดเกือบ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในเดือนกุมภาพันธ์ ลงมาอยู่ราว 4,100 ดอลลาร์ หลังราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นทำให้ตลาดคาดว่า Fed จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ราคาจะทรงตัวในเดือนเมษายน แต่ก็กลับมาอ่อนตัวอีกครั้งจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย
โดยทั่วไป ราคาทองคำมักปรับตัวลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐสูงขึ้น เนื่องจากทองคำไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย แม้ยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าก็ยิ่งกดดันราคาทอง เนื่องจากทองคำถูกมองเป็นสกุลเงินไร้รัฐที่นักลงทุนหันมาถือครองเมื่อความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินหลักลดลง
ข้อมูลจาก World Gold Council (WGC) ระบุว่า กองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในเอเชียมียอดเงินทุนไหลออกสุทธิในเดือนพฤษภาคม นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ขณะที่ข้อมูลรายสัปดาห์จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน ยังสะท้อนกระแสเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ ETF ทองคำในเอเชียเป็นแรงพยุงสำคัญของตลาด โดยคิดเป็นราว 19% ของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ ETF ทองคำทั่วโลก ในปีนี้ เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปี 2568 และในเดือนมีนาคม กระแสเงินลงทุนจากเอเชียยังช่วยชดเชยแรงขายของนักลงทุนตะวันตกได้บางส่วน
อีวาน ออง หัวหน้าฝ่ายเอเชียของ GraniteShares ซึ่งบริหารกองทุน ETF ทองคำในสหรัฐฯ กล่าวว่า นักลงทุนเอเชียมีแนวโน้มถือครองทองคำในระยะยาว ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมของเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ยแบบใดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หลังราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง 63% ในปี 2568 นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเริ่มมองทองคำในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย และเมื่อราคาหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ความน่าสนใจของทองคำก็ลดลงตามไปด้วย
อองระบุว่า กระแสความสนใจของนักลงทุนเริ่มหันไปยังหุ้น AI รวมถึง SpaceX หลังเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เมื่อเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เม็ดเงินบางส่วนไหลออกจากทองคำ อีกปัจจัยที่ลดความต้องการถือครองทองคำคือ การคลี่คลายของความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ยูกิ ทาคาชิมะ นักเศรษฐศาสตร์จาก Nomura Securities กล่าวว่า เมื่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกจึงอ่อนตัวลง นักลงทุนหันกลับไปลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้มากขึ้น
ปัจจัยภายในประเทศก็มีผลต่อพฤติกรรมของนักลงทุนเอเชียเช่นกัน โดยเรย์ เจีย หัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชีย-แปซิฟิกของ WGC ระบุว่า ความต้องการ ETF ทองคำในจีนขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศมากกว่านโยบายการเงินของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางราคาทองคำในประเทศ ความต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ราคาทองคำโลกที่อ่อนตัว เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และอุปสงค์ทองคำในตลาดค้าส่งจีนที่ลดลง ล้วนกดดันราคาทองคำในประเทศ ทำให้ความต้องการ ETF ทองคำในเดือนมิถุนายนยังคงซบเซา
ส่วนในอินเดีย WGC ประเมินว่านักลงทุนบางส่วนขายกองทุน ETF เพื่อทำกำไร หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้นจากการที่รัฐบาลปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำในเดือนพฤษภาคม
แม้ราคาทองคำจะอ่อนตัวในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในช่วงปลายปี
ทาคุจิ สึคาโมโตะ นักวิจัยอาวุโสของ Pictet Asset Management ญี่ปุ่น มองว่า เมื่อราคาทองคำเคลื่อนไหวบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ ตลาดได้สะท้อนปัจจัยลบเกือบทั้งหมดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ดอกเบี้ยที่เข้มงวดหรือราคาน้ำมันที่ลดลง
เขาระบุว่า หากตลาดเริ่มลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว หรือเกิดความกังวลด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ราคาทองคำก็มีโอกาสฟื้นตัวได้อีกครั้ง
ด้านโนมูระคาดว่า ความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งมักเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาด ขณะที่หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบายที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจโลก ราคาทองคำอาจกลับขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดในเดือนมกราคมที่ มากกว่า 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
อ้างอิง : asia.nikkei.com