คลื่น‘AI’เขย่าตลาดแรงงานไทย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะการพัฒนาของ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)ที่สามารถเรียนรู้ ประมวลผล และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายภาคส่วนเริ่มนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเท่านั้น
แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการทำงานของแรงงานในหลากหลายอาชีพ หลายองค์กรเริ่มปรับกระบวนการทำงานให้พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ขณะที่ แรงงานจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้สอดคล้องกับทักษะที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้ทักษะใหม่จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการทำงานและการเติบโตในสายอาชีพ
ขณะเดียวกัน นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายต่างให้ความสนใจกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายตัวของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะประเด็นด้านการจ้างงาน ความเหลื่อมล้ำทางทักษะ และการเปลี่ยนแปลงลักษณะงานในอนาคต แม้เทคโนโลยีจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ และเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน แต่ก็มีข้อกังวลว่าการพัฒนาอย่างรวดเร็วอาจส่งผลต่อความมั่นคงของแรงงานบางกลุ่มที่มีลักษณะงานสามารถถูกทดแทนได้ง่าย
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องติดตามและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของแรงงาน การศึกษา และการกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และรองรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดแรงงานยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกับข้อมูลของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้อย่างรวดเร็ว ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Generative AI (Gen AI) ที่สามารถสร้างคำตอบได้ใหม่ด้วยตัวเอง และกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ Agentic AI ที่สามารถวางแผน ลงมือทำ และปรับปรุงงานแทนมนุษย์ได้ครบวงจร
โดยการประเมินอาชีพที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก Gen AI พบว่า ในไตรมาส 4 ปี 2568 มีแรงงานที่ได้รับผลกระทบประมาณ 8.7 ล้านคน (21.8% ของกำลังแรงงานทั้งหมด) แบ่งเป็น 1.กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทน (Task Replacement) มีประมาณ 2.2 ล้านคน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป 55.8% มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 36.5 ปี และทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่ง AI มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนงานที่ทำซ้ำๆ และมีแบบแผนตายตัว อาทิ เสมียน พนักงานบัญชี และโปรแกรมเมอร์
2.กลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงาน (Task Augmentation) 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ราว 72.7% มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 42.3 ปี ซึ่ง AI สามารถเสริมประสิทธิภาพ แต่ภาระงานหลักยังต้องอาศัยทักษะของมนุษย์ อาทิ ทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง และการบริหารจัดการ
ข้อมูลข้างต้นสะท้อนว่า AI กำลังสร้างผลกระทบและความเสี่ยงต่อโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ทั้งจากการลดการจ้างงานและโอกาสการทำงานของเด็กจบใหม่ โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะซ้ำหรือวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น การโยกย้ายแรงงานจากงานทักษะสูงไปสู่งานทักษะต่ำ (Downshifting) เนื่องจากงานทักษะต่ำได้รับผลกระทบจาก AI น้อยกว่า ขณะเดียวกันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสู่ Agentic และ Physical AI จะส่งผลให้งานที่มีขั้นตอนตายตัวหรืองานที่อาศัยตรรกะซ้ำ รวมถึงงานที่ต้องใช้แรงกายและทักษะปฏิบัติ ถูกลดบทบาทในอนาคต
ดังนั้น ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบจาก AI ได้แก่ 1.เร่งส่งเสริมการใช้ AI อย่างครอบคลุม ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบประมวลผล 2.ปรับบทบาทของแรงงานทักษะสูงสู่การเป็น ‘ผู้บริหารจัดการ AI’ และ 3.การพัฒนากรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลดิจิทัลและการใช้ AI ให้ครอบคลุมทั้งการคุ้มครองแรงงาน และความรับผิดชอบหาก AI ก่อความเสียหาย.
ครองขวัญ รอดหมวน