โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

มุกใหม่โจร! ส่งอีเมล์อ้างเป็นCEO-บ.คู่ค้า สั่งโอนเงิน 3 เคสสูญร้อยล้าน

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.10 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

25 พ.ค. 2569 - ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 17 - 23 พ.ค. 69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,583 คดี มูลค่าความเสียหาย 214,377,369 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 10 - 16 พ.ค. 69 จำนวน 58 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 12.5 ล้านบาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีมีแนวโน้มทรงตัวในระดับที่ต่ำลง ส่วนมูลค่าความเสียหายเริ่มมีสัญญาณดีดตัวขึ้นสวนทางหลังจากมูลค่าความเสียหายทำจุดต่ำสุดในช่วงต้นเดือน และในสองสัปดาห์ล่าสุด มูลค่าความเสียหายกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยับขึ้นมาที่ประมาณ 197 ล้านบาท และล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 214 ล้านบาท ตามลำดับพบว่าการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการยังคงเป็นคดีอันดับ 1 ที่ประชาชนโดนหลอกบ่อยที่สุดกว่า 4,700 คดีต่อสัปดาห์ (คิดเป็น 84.9% ของคดีทั้งหมด) โดยมิจฉาชีพเน้นหลอกคนจำนวนมาก แต่ยอดเงินต่อครั้งไม่สูง

ขณะที่การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน และการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น คดีสองประเภทนี้มีจำนวนรวมกันไม่ถึง 8% ในระบบ แต่มูลค่าความเสียหายสูงถึง 63%-65% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด โดยสัปดาห์ล่าสุด “คดีหลอกลงทุน” พุ่งแซงขึ้นมาสร้างความเสียหายสูงที่สุดถึง 83.3 ล้านบาท ส่วนการโจมตีทางเทคนิคเชิงรุก แม้ตัวเลขจะดูน้อยแต่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ล่าสุด โดยจำนวนพุ่งขึ้นจาก 5 คดี เป็น 23 คดี และมูลค่าความเสียหายโตขึ้นเกือบ 4 เท่า (จาก 2.2 ล้านบาท พุ่งสู่ 8.4 ล้านบาท) เป็นสัญญาณเตือนว่าแก๊งแฮกเกอร์เริ่มปูพรมโจมตีหนักขึ้น

ขณะเดียวกันการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง เมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 2 เคส และสามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 15 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1,033,122 บาท

นอกจากนี้ทางศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ยังเปิดแผนประทุษกรรม มุกใหม่มิจฉาชีพที่เรียกว่า CEO Fraud/Business Email Compromise (BEC) โดยมิจฉาชีพจะใช้วิธีปลอมอีเมล หรือแอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท (CEO) รวมถึงอ้างตัวเป็นบริษัทแม่ หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ส่งข้อความสั่งการให้พนักงานฝ่ายการเงินเร่งโอนเงินชำระค่าบริการ ค่าลงทุน หรือเปลี่ยนบัญชีรับเงิน โดยใช้คำว่า “ด่วน” เพื่อสร้างความกดดัน จนทำให้หลายองค์กรหลงเชื่อและสูญเสียเงินจำนวนมาก

ซึ่งรูปแบบที่พบบ่อย คือ การปลอมชื่อและอีเมลให้คล้ายของจริง เช่น เปลี่ยนตัวอักษรเพียงเล็กน้อย หรือใช้อีเมลที่มีชื่อผู้บริหารและโลโก้บริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงสั่งห้ามพนักงานแจ้งผู้อื่น อ้างว่าเป็น “เรื่องลับภายในองค์กร” สอดคล้องกับข้อมูลจากการแจ้งความที่พบว่าเฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเบื้องต้น พบ 3 เคส มูลค่ารวมแล้วเกือบ 93 ล้านบาท

โดยเคสแรก เกิดในพื้นที่ สน.ทองหล่อ บก.น.5 ผู้เสียหายระบุว่า เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2568 บริษัทของตนได้รับอีเมลแจ้งเปลี่ยนบัญชีธนาคารจากบริษัทคู่ค้า จนกระทั่งวันที่ 9 ก.พ. 69 ทางตนจึงได้ส่งอีเมลยืนยันอีเมลผู้รับโอนอีกครั้ง ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง ทางตนจึงได้โอนเงินไปยังบริษัทดังกล่าว ในวันที่ 12 ก.พ. 68 เป็นจำนวน 3,774,582.68 บาท และวันที่ 13 ก.พ. 69 โอนเพิ่มไปอีกจำนวน 40,176,463.02 บาท หลังจากนั้นไม่นานบริษัทคู่ค้าได้มีการการทวงถามมาว่าทางตนยังไม่ชำระเงิน จึงได้ตรวจสอบอีเมลอีกครั้ง จึงทราบว่าอีเมลที่ได้รับมานั้น มีความใกล้เคียงกับอีเมลบริษัทคู่ค้ามาก จนทำให้หลงคิดว่าเป็นของจริง จึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและรีบเข้าแจ้งความทันที สำหรับเคสนี้ รวมยอดความเสียหายทั้งหมด 43.9 ล้านบาท

เคสที่ 2 เกิดในพื้นที่ สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง ผู้เสียหายรับมอบอำนาจกระทำแทนบริษัทระบุว่า ได้มีบุคคลแอบอ้างว่าเป็นผู้บริหารของบริษัทแม่ของบริษัทที่ตนทำงานอยู่ แจ้งให้ผู้บริหารของตน ติดต่อกับคู่ค้า เพื่อโอนเงินชำระค่าการลงทุนของกลุ่มบริษัท (Group) ทั้งนี้ ได้มีบุคคลแอบอ้างเป็นผู้บริหารจากต่างประเทศ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวให้มีความน่าเชื่อถือ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ได้โอนเงินให้แก่ขบวนการมิจฉาชีพ รวม 3 รายการ ดังนี้ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 โอนเงินเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าเงินไทยโดยประมาณ 11,405,000 บาท ไปยังบัญชีปลายทาง โดยอ้างว่าเป็นการชำระค่าการลงทุนครั้งที่ 2 ต่อมาอ้างให้โอนเงินเพื่อการลงทุนเช่นเดียวกัน แต่ในเอกสารระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการบริการ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงได้โอนเพ่ิมไปเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าเงินไทยประมาณ 3,739,000 บาท และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ผู้เสียหายได้โอนเงิน ครั้งนี้เป็นสกุลเงินบาท จำนวน 28,500,000 บาท

ไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ได้มีผู้ใช้บัญชีแอปพลิเคชัน Telegram ติดต่อมายังผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ติดต่อคู่ค้าเพื่อโอนเงินเพิ่มเติม ด้วยข้อความในลักษณะเดียวกันกับครั้งก่อนๆ แต่ผู้เสียหายเห็นว่ามีพิรุธและผิดสังเกต จึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังบริษัทโดยตรงอีกครั้ง ได้รับคำตอบว่า บุคคลที่ผู้เสียหายติดต่อด้วยก่อนหน้านั้น ไม่ใช่ผู้บริหารตัวจริงของบริษัทแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงทราบว่าถูกหลอกลวง รีบแจ้งความดำเนินคดีทันที เบื้องต้นพบการโอนเงินไป 3 ครั้ง มูลค่าความเสียหายรวม 41 ล้านบาท

เคสที่ 3 พื้นที่รับผิดชอบของ กก.2 บก.สอท.1 บช.สอท. บริษัทผู้เสียหายได้รับอีเมล แจ้งเตือนให้ชำระค่าบริการ โดยในอีเมลดังกล่าวมีการแอบอ้างเป็น CEO ของบริษัทฯ ทำให้พนักงานบัญชีของบริษัทฯ เข้าใจว่ารายการค่าบริการดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ และทำรายการโอนจ่ายชำระค่าบริการดังกล่าวไปที่บัญชีธนาคารต่างประเทศตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้ที่ได้รับมาใน อีเมลดังกล่าว รวมจำนวนทั้งสิ้น 4 รายการ เป็นจำนวนเงินรวมความเสียหาย ทั้งสิ้นกว่า 8.8 ล้านบาท.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...