‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หนุน GDP โต 0.4% ทริสฯ ชี้ค้าปลีกใหญ่กระทบสั้น
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน ทริสเรทติ้ง ประเมินมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเป็นโครงการร่วมจ่ายของภาครัฐในสัดส่วน 60% และผู้บริโภค 40% ว่าจะส่งผลกระทบต่อเครดิตของผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ในวงจำกัดและเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น โดยมาตรการนี้มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางท่ามกลางค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะหนุนให้เกิดการเปลี่ยนช่องทางการใช้จ่ายไปสู่การค้าปลีกแบบดั้งเดิมชั่วคราว มากกว่าการก่อให้เกิดอุปสงค์ใหม่ และคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยเพิ่ม GDP ได้ประมาณ 0.4%
ไทยช่วยไทยพลัส: มาตรการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น จึงส่งผลกระทบต่อเครดิตจำกัด
การใช้จ่ายเปลี่ยนไปสู่การค้าปลีกแบบดั้งเดิมชั่วคราว
โครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นมาตรการร่วมจ่ายของภาครัฐที่มีแนวโน้มทำให้เปลี่ยนช่องทางการใช้จ่ายมากกว่าก่อให้เกิดอุปสงค์ใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ผลต่อ GDP จึงน่าจะอยู่ในวงจำกัด (ทริสเรทติ้งประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะมีส่วนเพิ่มประมาณ 0.4% ของ GDP) โดยบทบาทหลักของมาตรการอยู่ที่การประคองกำลังซื้อของครัวเรือนท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง
มาตรการนี้มุ่งลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือนและหนุนการใช้จ่ายผ่านผู้ค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านธงฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงในระยะแรก ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่อาจเผชิญแรงกดดันต่อจำนวนลูกค้าในระยะสั้น โดยเฉพาะในหมวดอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น อย่างไรก็ดี ผลกระทบดังกล่าวไม่น่าจะยืดเยื้อ
กลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตเผชิญกับแรงกดดันที่มากกว่า
ในกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ทริสเรทติ้งมองว่าไฮเปอร์มาร์เก็ตมีแนวโน้มที่จะได้รับแรงกดดันหนักที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้จากสินค้าจำเป็นสูงและมีฐานลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคา จึงมีความเสี่ยงต่อการถูกทดแทนสินค้าโดยตรงมากกว่าเมื่อการใช้จ่ายย้ายไปยังช่องทางที่ได้รับการอุดหนุน ส่งผลให้จำนวนลูกค้าและยอดขายอาจอ่อนตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงในด้านลบยังน่าจะอยู่ในวงจำกัด โดยเห็นได้จากตัวอย่างของโครงการร่วมจ่ายของภาครัฐในอดีต (โครงการคนละครึ่งพลัส) โดยกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตยังคงมีฐานลูกค้าประจำที่มีความภักดีจากการที่ร้านค้ามีความหลากหลายของสินค้า มีระดับราคาที่แข่งขันได้ และความสะดวกสบายจากการผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ที่ราบรื่น
กลุ่มค้าส่งยังคงมีความยืดหยุ่น ในขณะที่ร้านสะดวกซื้อได้รับผลกระทบที่จำกัด
ธุรกิจค้าส่งมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบในวงจำกัด เนื่องจากรายได้จากการขายในปริมาณมากให้แก่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกับโครงการอุดหนุนโดยตรงที่น้อยกว่า หากมองในแง่ดีแล้ว โครงการนี้อาจส่งผลดีเล็กน้อยต่อผู้ค้าเหล่านี้ เนื่องจากร้านค้าปลีกรายย่อยที่ต้องสต็อกสินค้าเพิ่มเพื่อรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นจะสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยภาวะซบเซาของอุปสงค์ได้ในระดับหนึ่ง สำหรับร้านสะดวกซื้อ ผลกระทบน่าจะอยู่ในระดับเป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย แม้ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการ แต่สภาพคล่องของผู้บริโภคที่ดีขึ้นอาจหนุนให้การซื้อเพื่อความสะดวกและการซื้อแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ การเข้าถึงและความจำเป็นในการบริโภคประจำวันน่าจะช่วยรักษาปริมาณผู้ใช้บริการ รวมทั้งจำกัดความเสี่ยงในด้านลบ
การใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยอาจชะลอลง
ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงร้านแฟชั่นและร้านเฉพาะทาง มีแนวโน้มได้รับผลกระทบในระดับเป็นกลางถึงลบเล็กน้อย เนื่องจากการใช้จ่ายบางส่วนอาจเบี่ยงไปยังสินค้าจำเป็นในช่วงที่โครงการมีผลบังคับใช้ (มิถุนายน-กันยายน 2569) อย่างไรก็ดี ผลกระทบดังกล่าวไม่น่าจะมีนัยมากและน่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะการใช้จ่ายในหมวดนี้ขึ้นอยู่กับรายได้และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากกว่ามาตรการอุดหนุน
นัยต่อเครดิต
โดยรวมแล้ว ทริสเรทติ้งมองว่าผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสน่าจะมีนัยต่อเครดิตของผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ในวงจำกัดและเป็นเพียงระยะสั้น ๆ โดยการเปลี่ยนการใช้จ่ายไปสู่การค้าปลีกแบบดั้งเดิมในช่วงสั้น ๆ ไม่ได้สะท้อนสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของภูมิทัศน์ในธุรกิจค้าปลีก ทั้งนี้ ผลกระทบต่อธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือยคาดว่าจะอยู่ในระดับเพียงเล็กน้อยที่สามารถจัดการได้ และไม่น่าจะกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรหรือปัจจัยพื้นฐานด้านเครดิตของผู้ประกอบการในระยะยาว
การเปรียบเทียบมาตรการร่วมจ่าย
รายการ ไทยช่วยไทยพลัส (ใหม่)
1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 คนละครึ่งพลัส (เดิม)
29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568 เป้าหมายนโยบาย บรรเทาภาระค่าครองชีพและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กระตุ้นการบริโภคในวงกว้าง ผู้มีสิทธิ ประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีช่องทางสนับสนุนแยกต่างหากสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปหรือ 18 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับแต่ละระยะของโครงการ สัดส่วนการร่วมจ่าย ภาครัฐ 60% / ผู้บริโภค 40% ภาครัฐ 50% / ผู้บริโภค 50% วงเงินสิทธิประโยชน์ รวม 4,000 บาท (1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน) รวม 2,000-2,400 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละระยะของโครงการ ข้อจำกัดการใช้สิทธิ ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และ 1,000 บาทต่อเดือน โดยยอดคงเหลือรายเดือนที่ไม่ได้ใช้จะไม่สามารถยกไปใช้ในเดือนถัดไปได้ มีการกำหนดวงเงินใช้จ่ายรายวัน แต่สิทธิรวมของโครงการกำหนดตามแต่ละระยะ ไม่ได้กำหนดเป็นรายเดือน ขอบเขตร้านค้าที่เข้าร่วม ผู้ค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และมีความเชื่อมโยงในวงกว้างกับร้านธงฟ้า ผู้ค้ารายย่อยที่ลงทะเบียนและผู้จำหน่ายอาหารท้องถิ่น ช่องทาง แอปเป๋าตัง / จี-วอลเล็ต แอปเป๋าตัง / จี-วอลเล็ต วงเงินงบประมาณภาครัฐ 120,000 ล้านบาท 66,400 ล้านบาท