โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แพทย์เตือนจริงใจ! เนื้อสัตว์ 4 ชนิด ยิ่งกินมากๆ ยิ่งเสี่ยง "ชักนำ" มะเร็งมาเร็วกว่าเนื้อแดง

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
อันตรายกว่าเนื้อแดง! เผย 4 เมนูเนื้อสัตว์ยอดฮิตแฝงสารก่อมะเร็งสูง ชี้ข้อสุดท้ายหลายบ้านทำอยู่ประจำ

แพทย์เตือนตรงๆ เนื้อสัตว์ 4 ประเภท ยิ่งกินบ่อยยิ่ง "กวักมือเรียกมะเร็ง" ร้ายแรงกว่าเนื้อแดงทั่วไป

"เนื้อแดง" ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อแกะ มักตกเป็นจำเลยในประเด็นเรื่องสุขภาพมาโดยตลอด และทำให้หลายคนหวาดกลัวว่าการรับประทานเนื้อสัตว์เหล่านี้เป็นประจำจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้าย ทว่าล่าสุดผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้ออกมาสั่นกระดิ่งเตือนว่า มีเนื้อสัตว์อีก 4 ประเภทที่อยู่ใกล้ตัว ซึ่งอันตรายและน่ากลัวกว่าเนื้อแดงทั่วไปหลายเท่า หากยังคงรับประทานอย่างต่อเนื่องและละเลยการควบคุม ปริมาณสารก่อมะเร็งจะสะสมในร่างกายและเร่งให้เซลล์มะเร็งเติบโตเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความจริงเกี่ยวกับ "เนื้อแดง" และเกณฑ์ความปลอดภัย

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื้อแดงไม่ได้เป็นอาหารที่ไร้ประโยชน์ โดย ศ.สวี รุ่ยเฟิน หัวหน้าภาควิชาโภชนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกฟู่เจิน (ไต้หวัน) ยืนยันว่า เนื้อแดงเป็นแหล่งของธาตุเหล็กฮีม (Heme Iron) ชั้นดี ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะโลหิตจางหรือสตรีมีครรภ์

อย่างไรก็ตาม ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อ "รับประทานมากเกินไป" ศ.สวี อธิบายว่า ธาตุเหล็กฮีมที่สะสมมากเกินไปจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ซึ่งส่งผลให้ร่างกายเกิดการอักเสบและไปกระตุ้นยีนก่อมะเร็ง ขณะที่ นพ.เซิน จี๋ ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์สหภาพปักกิ่ง เตือนว่า การบริโภคเนื้อแดงเกินวันละ 100 กรัม จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสูงถึง 17% ด้วยเหตุนี้ องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงจัดให้เนื้อแดงอยู่ในกลุ่ม สารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ (Group 2A) เท่านั้น โดยปริมาณที่ปลอดภัยและเหมาะสมคือการรับประทานเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ควรเกิน 300 - 500 กรัมต่อสัปดาห์

ทว่า เนื้อสัตว์ 4 ประเภทต่อไปนี้ กลับมีอันตรายที่รุนแรงและกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็งได้ง่ายกว่าเนื้อแดงธรรมดาหลายเท่า:

4 ประเภทเนื้อสัตว์อันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง

1. เนื้อสัตว์ปิ้งย่าง ลมควัน หรือทอดน้ำมันท่วม (Deep-fried)

แม้จะเป็นเมนูโปรดของใครหลายคน แต่กลับเป็นศัตรูตัวร้ายของเซลล์ในร่างกาย นพ.เซิน จี๋ เตือนว่า เมื่อเนื้อสัตว์ถูกย่างบนเตาถ่านโดยตรง ลมควัน หรือทอดด้วยความร้อนสูงในน้ำมันท่วม ไขมันสัตว์ที่สะสมและหยดลงไปจะแปรสภาพเป็นสาร "เบนโซไพรีน" (Benzopyrene) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่รุนแรงมาก นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าwebhookยังสร้างสารกลุ่มเอมีนเฮเทอโรไซคลิก (HCAs) และโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ที่เข้าไปทำลายโครงสร้าง DNA ของเซลล์โดยตรง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จำกัดการทานเมนูเหล่านี้ไม่เกิน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และห้ามรับประทานติดต่อกัน

2. เนื้อสัตว์แปรรูป หรือเนื้อสัตว์หมักเกลือเป็นเวลานาน

นพ.หวง ชุน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน เน้นย้ำว่า เนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ไส้กรอก, แฮม, เบคอน, เนื้อแดดเดียว หรือเนื้อหมักเกลือโบราณ ถูกองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อยู่ในกลุ่ม สารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 (Group 1) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับบุหรี่และแร่ใยหิน กระบวนการหมักเกลือและการใส่สารกันบูดจะทำให้เกิดสารประกอบ "ไนไตรต์" ในปริมาณมหาศาล ซึ่งจะเปลี่ยนสภาพเป็นสาร "ไนโตรซามีน" (Nitrosamines) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ผลการวิจัยทางคลินิกระบุว่า การรับประทานเนื้อแปรรูปเพียงวันละ 50 กรัม เป็นประจำ จะส่งผลให้ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่พุ่งสูงขึ้นทันที 18% ทางที่ดีไม่ควรรับประทานทุกวัน และจำกัดไว้ที่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ในปริมาณที่น้อยที่สุด

3. เนื้อสัตว์ส่วนที่ไหม้เกรียม

หลายคนมักติดนิสัยชอบรับประทานเนื้อสัตว์ส่วนที่ไหม้เกรียมเพราะมีความกรอบและรสชาติเข้มข้น แต่ ศ.สวี เตือนว่านี่คือพฤติกรรมที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อเนื้อสัตว์ไหม้เกรียม โปรตีนและกรดอะมิโนในเนื้อจะเปลี่ยนสภาพโดยสิ้นเชิงภายใต้อุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัด ก่อให้เกิดสารพิษทางเคมีที่มีความเข้มข้นสูงกว่าเนื้อปกติหลายสิบเท่า การรับประทานส่วนที่ไหม้เกรียมเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารต้องทำงานหนักเพื่อขับสารพิษ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้โดยตรง เกณฑ์ความปลอดภัยของเมนูนี้คือศูนย์ (0) จึงควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมทิ้งให้หมดก่อนรับประทาน

4. เนื้อสัตว์ที่แช่แข็งนานเกินไป หรือผ่านการละลายซ้ำหลายรอบ

ตู้เย็นช่วยยืดอายุอาหารได้จริง แต่ไม่ใช่ตู้เซฟที่จะรักษาความสดของเนื้อสัตว์ไว้ได้ตลอดไป นพ.หวง ชุน อธิบายว่า การแช่แข็งเพียงแค่ชะลอการเติบโตของจุลินทรีย์เท่านั้น แต่ไม่ได้ทำลายให้หมดสิ้น แม้ในอุณหภูมิระดับติดลบ 18 องศาเซลเซียส แบคทีเรียอันตรายอย่าง Listeria ก็ยังสามารถมีชีวิตและเติบโตได้อย่างช้า ๆ การเก็บเนื้อสัตว์ทิ้งไว้ในช่องแช่แข็งนานเกินกำหนด หรือการนำเนื้อสัตว์ออกมาระลายน้ำแข็งแล้วนำกลับไปแช่แข็งซ้ำไปซ้ำมา จะทำลายโครงสร้างโปรตีนและทำให้ผนังเซลล์ของเนื้อสัตว์แตกออก ส่งผลให้แบคทีเรียขยายพันธุ์และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณเมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิภายนอก ยิ่งไปกว่านั้น ไขมันในเนื้อสัตว์จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจนสร้างอนุมูลอิสระที่เป็นตัวเร่งการอักเสบในร่างกาย ส่งผลให้ตับและไตต้องทำงานหนักเกินไปในการขับสารพิษ

คำแนะนำในการจัดเก็บ: ควรเก็บเนื้อสัตว์ในช่องแช่เย็นธรรมดา (อุณหภูมิ 3-5 องศาเซลเซียส) ไม่เกิน 3-5 วัน และช่องแช่แข็ง (อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส) ไม่เกิน 1-2 เดือน หากเนื้อสัตว์เริ่มมีสี กลิ่น หรือผิวสัมผัสที่เปลี่ยนไปให้ทิ้งทันที และที่สำคัญ ควรแบ่งเนื้อสัตว์เป็นก้อนเล็ก ๆ พอดีคำก่อนนำไปแช่แข็ง เพื่อให้นำออกมาละลายใช้งานเพียงครั้งเดียว โดยไม่ต้องนำเนื้อส่วนที่เหลืออกมาระลายซ้ำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...