โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'กะเทย'รากเหง้าจากคำมอญ-เขมร การนิยามความหลากหลายทางเพศที่ยาวนานหลายพันปีในอุษาคเณย์

The Better

อัพเดต 01 มิ.ย. เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. เวลา 10.23 น. • THE BETTER
ภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ความหลากหลายทางเพศ เพื่อเฉลิมฉลอง Bangkok Pride

คำว่า 'กะเทย' มีรากเหง้ามาจากภาษาเขมรว่า 'ขฺเทิย' (ខ្ទើយ) ซึ่งออกเสียว่า 'เตย'

คำๆ นี้มีที่มาโบร่ำโบราณมาก มาจากภาษามอญ-เขมรยุคต้น (Proto-Mon–Khmer) ว่า *ɡɗəəj ซึ่งออกเสียงว่า 'กเดย'

ครับ มอญและเขมรเป็นญาติกันในทางภาษา ใครที่หูดีหน่อยเวลาฟังภาษามอญจะรู้สึกเหมือนได้ยินภาษาเขมร เพียงแต่ปัจจุบันแต่ละชนชาติจะเข้าใจกันยากสักหน่อย

'กเดย' แปลว่า sexually abnormal male (ผู้ชายที่มีความผิดปกติทางเพศ) ตามที่นิยามไว้โดยนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์จากหนังสือ Shorto, H. L.: 2006. "Mon-Khmer Comparative Dictionary". (Sidwell, Paul. Cooper Doug. Bauer, Christian. eds.) Pacific Linguistics.

หนังสือเล่มนี้ยังแจกแจงเอาไว่า *gɗəəy จากภาษาบรรพบุรุษหรือ Proto ภาษามอญ-เขมรกลายเป็นคำเขมรว่า khtɤ̀ːy แล้วถ่ายทอดเป็นภาษาไทยว่า kratʰəəy แปลว่า hermaphrodite (คนที่มีสองเพศ) และคำๆ นี้ยังมีส่งไปถึงภาษากูย อันเป็นภาษาตระกูลหนึ่งของมอญ-เขมร ว่า khthɤ̀ːi แปลว่า homosexual (คนรักเพศเดียวกัน)

*gmɗəəy มีในภาษามอญวรรณคดีว่า kamnuy แปลว่า eunuch (ขันที)

คำว่า Proto หมายถึงอายุของภาษาในระดับก่อนประวัติศาสตร์ เฉพาะภาษามอญ-เขมรยุคต้นกำหนดอายุไว้ที่ราว 3000 ก่อนคริสตกาล – ราว 2000 ก่อนคริสตกาล

นั่นหมายความว่า 'กะเทย' เป็นคำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก และย่อมหมายความว่าพฤติกรรมการเป็นกะเทยก็ยืนยาวเพียงนั้น

'กะเทย' หมายความว่าอย่างไร? ความหมายนั้นเราควรยึดตามเจ้าของภาษา คือภาษาเขมร จาก 'พจนานุกรมเขมร' ฉบับสมเด็จพระสังฆราช จวน นาถ (វចនានុក្រមខ្មែររបស់សម្តេចសង្ឃរាជ ជួន ណាត ) นิยามไว้ว่า "'ขฺเทิย' (คำนาม) มนุษย์มีเพศกึ่งบุรุษ กึ่งสตรี เรีกยว่า มนุษย์กะเทย"

คำว่า 'กึ่ง' นี้ในพจนานุกรมใช้ว่า 'สเดิร' (ស្ទើរ) ซึ่งก็เป็นที่มาของคำว่า 'สะเทิน' ในภาษไทยที่ใช้กันในคำว่า 'สะเทินน้ำสะเทินบก' หรือครึ่งบกครึ่งน้ำนั่นเอง

สมเด็จพระสังฆราช จวน นาถ ทรงเป็นปราชญ์ด้านภาษา เชี่ยวชาญทั้งภาษาเขมร บาลี ไทย พจนานุกรมของพระองค์ใช้เป็นที่อ้างอิงอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกกัมพูชา

คำหลายคำในพจนานุกรมของพระองค์บอกว่ามาจากไทย (ภาษาเสียม) ก็ทรงย้ำว่าเป็นคำไทย แสดงให้เห็นถึงความซื่อตรงทางวิชาการของพระองค์ พจนานุกรมของพระองค์จึงเป็นเครื่องเตือนใจคนกัมพูชาว่าศัพท์แสงของสยามนั้นเขมรก็ใช้ และควรจะจำรากเหง้าไว้ อย่าได้ทำให้ผิดเพี้ยนที่มา เพราะหากลืมผิดที่มาแล้วความหมายจะเสียหาย จนกระทั่งวัฒนธรรมผิดเพี้ยน การสื่อภาษาผิดพลาด

เช่นกัน คนไทยก็ควรตระหนักว่าคำไทยหลายคำมาจากภาษาเขมร หากดึงดันที่จะไม่ยอมรับโดยยกตนข่มท่านหรือเกลียดชังความเป็นเขมรไปเสียหมด ก็เท่ากับตัดขาดรากฐานทางวัฒนธรรมของตัวเองไป

กลับมาที่ความเป็นกะเทย

ในภาษาไทยเราไม่มีคำนามที่อธิบาย 'ความเป็นกะเทย' ในคำๆ เดียว แต่ในภาษาเขมรยังมีอยู่คือคำว่า 'การขฺเทิย' (ការខ្ទើយ)

ครับ คำว่า การ (ការ) ที่เราไว้ใส่หน้าคำกริยาไทยเราก็ยืมจากเขมรเหมือนกัน

ผมลืมบอกไปว่า 'ขฺเทิย' เป็นได้ทั้งคำกริยาและคำนาม หากต้องการจะพรรณนาความเป็นคนสองเพศหรือรักเพศเดียวกันก็ใส่คำว่า 'การ' เข้าไปด้วยจะยิ่งมีความหมายชัดเจนขึ้น

ความเก่าแก่ของพฤติกรรม 'การกะเทย' นั้นมีอายุก่อนประวัติศาสตร์เสียอีก เพียงแต่เราไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมในแง่ของบันทึกหรือโบราณวัตถุ เพียงแต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีวัฒนธรรม 'เพศที่สาม' ที่หลากหลายไม่ว่าจะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ (ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร (มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน ติมอร์ตะวันออก) ต่างก็มีวัฒนธรรมของการยอมรับกะเทยในฐานะเพศหนึ่งในสังคม ในบางสังคมนั้นถึงกับถือว่าเพศกะเทยมีสถานะสูงเป็น 'คนกลาง' ระหว่างผีและคนหรือเป็นพ่อมดหมอผี

เราไม่มีหลักฐานเรื่อง 'การกะเทย' ในสมัยเมืองพระนคร แต่ก็สามารถอนุมานได้จากการนับถือบูชาพระศิวะปางอรรธนารีศวร ซึ่งเป็นปางกึ่งชายกึ่งหญิง และนิยมสร้างบูชาทั้งในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอินเดียทุกวันนี้ พระอรรธนารีศวรก็ยังเป็นที่เคารพบูช่ในหมู่ชาวหิชรา (Hijra) หรือกะเทยในอิเดีย

ในสมัยเมืองพระนครนั้นพบรูปพระอิศวรครึ่งหญิงครึ่งชายหลายรูป แต่เราไม่ทราบชัดว่าเขาบูชาเพื่อหวังอะไร? บางคติว่าบูชาอรรธนารีศวรเพื่อระลึกถึงพลังบุรุษและสตรีรวมเป็นหนึ่งอันเป็นพลังรากฐานของจักรวาล แต่บางทีอาจเพราะมีกะเทยในเมืองพระนครอยู่มาก การบูชาอรรธนารีศวรจึงแพร่หลาย เหมือนพวกกะเทยอินเดียยังบูชาพระองค์อยู่จนทุกวันนี้ก็ว่าได้

ศาสนามีส่วนอย่างมากในการยอมรับความหลากหลายทางเพศ

หลังจากที่เมืองพระนครสิ้นไป กัมพูชาเลิกถือศาสนาพระเวทแล้วหันมาถือพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ฝ่ายเถรวาทนั้นแม้ไม่เหยียดเพศที่หลากหลาย แต่ก็กำหนดไว้ว่าบัณเฑาะก์ หรือ Hermaphrodite หรือกะเทย เป็นเพศอาภัพเพราะทำกรรมไม่ดีมา และหากในชาตินี้ "คนปกติ" ทำกรรมไม่ดีก็จะเกิดเป็นกะเทยในชาติหน้า

ตัวอย่างเช่น ในวรรณกรรมยุคหลังเมืองพระนครของกัมพูชา คือ 'จฺบาบสเร็ย' (ច្បាប់ស្រី) หรือคำสั่งสอนสตรี ซึ่งเป็นสุภาษิตสอนหญิงที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคหลังพระนครแต่ก็เรียบเรียงโดยนักเขียนหลายคนในยุคหลังจนถึงศตวรรษที่ 19 มีฉบับหนึ่งสอนหญิงว่าอย่าข่มเหงสามี หากทำเช่นนั้นเมื่อตายไปจะเกิดเป็นกะเทยในนรก

มาถึงยุคนั้นการเป็นกะเทยถือเป็นบาปกรรมไปเสียแล้ว แต่นี่ยังไม่เท่าไร

ต่อมาเมื่อชาวยุโรปเข้ามายึดครองประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาณานิคมบ้างรัฐอารักขาบ้าง ก็นำเอาความคิดทางศาสนาตะวันตกอันเหยียดความหลากหลายทางเพศและการกำหนดเพศเพียงสองเพศมาใช้ในภูมิภาคนี้ด้วย ในบางประเทศยังตรากฎหมายเอาผิดการเป็นกะเทย (แต่งตัวเป็นหญิงและมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน) ตามเจ้าอาณานิคมฝรั่งให้เป็นกฎหมายอาญาทั้งๆ ที่สังคมก็เคยยอมรับเพศภาพอันหลากหลายมาก่อน

กัมพูชาในยุคเป็นรัฐอารักขาของอินโดจีนฝรั่งเศสแม้ไม่มีการตรากฎหมายเอาผิดความเป็นกะเทย แต่ทัศนะต่อกะเทยเป็นไปแบบอนุรักษ์นิยม

ทุกวันนี้ บางประเทศในเอเชียตะวันออเฉียงใต้ก็ยังเอาผิดความเป็นกะเทยว่าเป็นความทางอาญา โดยรักษาอคติของเจ้าอาณานิคมเดิมเอาไว้ทั้งๆ ที่ตนเป็นเอกราชมาหลายสิบปีแล้ว อีกทั้ง ความอยากเป็นเหมือนฝรั่งที่ตกทอดมาจากยุคนั้น ทำให้ประชาชนทั่วไปยังเหยียดกะเทยเพราะเห็นว่าเป็น "ความผิดปกติ" เพราะคิดแบบฝรั่งโดยลืมวิถีบรรบุรุษไปแล้ว

แม้แต่คำว่า 'กะเทย' บางคนกลับปรุงแต่งว่าเป็นคำดูหมิ่น ทั้งๆ ที่คำๆ นี้เป้นคำกลางๆ และไม่ได้สะท้อนถึงการเหยียดอะไร แต่เป็นคำที่บอกความหมายถึงสภาวะทางเพศเท่านั้น

ดังนั้น การปลดปล่อยความหลากหลายทางเพศ จึงเป็นภารกิจสุดท้ายที่ยังไม่สำเร็จของการ "ปลดเปลื้องตัวเองจากการล่าอาณานิคม" (Decolonization) ในภูมิภาคอุษาคเณย์

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ประติมากรรม อรรธนารีศวร ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี (ขอบคุณภาพจาก Ubon Ratchathani National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี/Fecebook)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...