เป็นเสาหลักต้องรู้! 6 วิธีวางแผนการเงินคนโสดรับมือภาระครอบครัว
สำหรับคนโสดที่ต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัว หรือที่เรียกว่า ‘โสดเดอะแบก’ สามารถวางแผนการเงินคนโสดเพื่อรับมือกับภาระเหล่านี้ได้อย่างมีสติ ด้วย 6 แผนการเงิน ที่จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการดูแลคนที่รักและการปกป้องอนาคตของตัวเอง
ประเด็นสำคัญ
- 6 แผนการเงินต้องมี ที่เดอะแบกต้องทำตั้งแต่วันนี้
โดยมีตั้งแต่การกำหนดงบซัพพอร์ตครอบครัว การแยกบัญชีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับบ้าน ไปจนถึงการวางแผนเกษียณและเติมเต็มความฝันส่วนตัว เพื่อให้คุณเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งโดยไม่ทำให้ตัวเองต้องล้มลง
ชีวิตคนโสดอาจจะไม่ได้อิสระและสบายอย่างที่คิด เมื่อที่บ้านยังมีคนทั้งครอบครัวรอให้คนโสดดูแล โดยเฉพาะเดอะแบกของบ้าน ที่ไม่ว่าจะกี่ค่าใช้จ่ายก็รับจบด้วยคนคนเดียว
คนมักจะเข้าใจผิดว่า การไม่แต่งงาน ไม่มีลูก เท่ากับ ‘ไม่มีภาระ’ แต่ในความเป็นจริง คนโสดจำนวนมากกำลังสวมบทบาทผู้นำครอบครัวอย่างเงียบๆ บางคนมีพ่อแม่ที่เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณโดยไม่มีเงินเก็บ มีพี่น้องที่กำลังเรียนหรือไม่มีรายได้ หรือแม้แต่มีหลานๆ ที่ยังรอการซัพพอร์ตทางการเงินอยู่
บริบทเหล่านี้บีบบังคับให้คนโสดหลายคนต้องกลายมาเป็นเสาหลัก ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทบทุกอย่างในบ้านตั้งแต่ค่าน้ำ ค่าไฟ ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาล และมักจะต้องเป็นคนที่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของครอบครัวเพียงลำพัง
วิธีใช้ชีวิตโสดได้อย่างเบาภาระ ก็คือ ‘การวางแผนการเงินที่รัดกุม’ เพื่อให้คนโสดคนนี้สามารถดูแลคนทั้งบ้านได้ตามกำลัง โดยที่ตัวเองก็ไม่พังทลายลงไปเสียก่อน
6 แผนการเงินต้องมี ที่เดอะแบกต้องทำตั้งแต่วันนี้
เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการดูแลคนที่เรารัก และการปกป้องอนาคตของตัวเราเอง นี่คือ 6 แผนทางการเงินที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้
1. กำหนดงบซัพพอร์ตครอบครัวที่ชัดเจน (ตั้งลิมิตให้ตัวเอง)
ปัญหาแรกของเดอะแบกคือการให้แบบไม่จำกัด ให้จนตัวเองเดือดร้อน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การกางตัวเลขคุยกับตัวเองและครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา ลองจัดสรรเงินเป็นกองๆ อย่างชัดเจน
- คำนวณรายได้ทั้งหมด หักลบค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ ‘จำเป็นต้องใช้จริงๆในการดำรงชีวิต’ (เช่น ค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าเช่าห้อง)
- กำหนดไปเลยว่าในแต่ละเดือน เราสามารถส่งเงินให้ที่บ้าน หรือซัพพอร์ตรายจ่ายในบ้านได้สูงสุดกี่บาท และห้ามเกินงบนี้เด็ดขาด
- คีย์สำคัญ ต้องกล้าที่จะสื่อสารกับคนในครอบครัวให้ชัดเจนว่า เราหารายได้มาเท่านี้ มีภาระส่วนตัวเท่านี้ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ทางการเงินที่แท้จริง ไม่ตั้งความหวังเกินกว่าที่เราจะรับไหว และฝึกให้คนในบ้านปรับตัวรับกับงบประมาณที่มีจำกัด
การคุยเรื่องเงินกับครอบครัวอาจจบลงด้วยดราม่า หรือคำว่า ‘เนรคุณ’ ให้ใช้หลักการคุยด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ หากถูกกดดันทางอารมณ์ ต้องใจแข็งและยืนยันในลิมิตของตัวเอง เพราะถ้าเราล้ม ทั้งบ้านก็จะล้มตาม
2. แยกบัญชี ‘เงินสำรองฉุกเฉินสำหรับครอบครัว’ โดยเฉพาะ
ปกติเรามักจะถูกสอนให้เก็บเงินสำรองฉุกเฉินส่วนตัวไว้ 3-6 เดือน แต่สำหรับเดอะแบก เราควรมีอีกหนึ่งบัญชีที่แยกไว้เป็น ‘เงินสำรองของบ้าน’
- เป้าหมายของเงินก้อนนี้คือ เอาไว้รับแรงกระแทกจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันในครอบครัว เช่น พ่อแม่อุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาล หลังคารั่ว ปั๊มน้ำเสีย หรือพี่น้องช็อตเงินกะทันหัน
- เมื่อมีเงินก้อนนี้ ก็จะช่วยลดความรู้สึกไม่มั่นคงจากความไม่แน่นอนในใจของเดอะแบกได้
- แนะนำให้เก็บเงินก้อนนี้ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลที่ให้ดอกเบี้ยสูง เพื่อให้เงินงอกเงยแต่ยังถอนมาใช้ได้ง่าย การมีเงินก้อนนี้แยกไว้ จะช่วยให้อุ่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เราจะไม่ต้องไปเบียดเบียนเงินเก็บส่วนตัว หรือต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหด
3. ควบคุมหนี้สินรวม อย่าให้เกิน 40% ของรายได้
ไม่ว่าจะเป็นหนี้ส่วนตัว หรือหนี้ที่สร้างเพื่อครอบครัว (เช่น ผ่อนบ้านให้พ่อแม่ ผ่อนรถให้ที่บ้านใช้) กฎเหล็กคือยอดผ่อนชำระหนี้รวมในแต่ละเดือน ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ เพื่อรักษาความคล่องตัวทางการเงิน
- หากเป็นหนี้กองกลางที่ใช้ร่วมกันในบ้าน พยายามพูดคุยเจรจากับสมาชิกในบ้านที่มีรายได้ ให้เข้ามาช่วยกันรับผิดชอบร่วมกันตามสัดส่วน อย่าเหมาจบรับจบไว้ที่ตัวเองคนเดียวทั้งหมด
- ข้อควรระวังสูงสุด หลีกเลี่ยง ‘การค้ำประกัน’ ให้ใครก็ตาม แม้แต่คนในครอบครัว หากเราไม่ได้มีกำลังพอที่จะจ่ายหนี้นั้นแทนได้ เพราะนั่นคือการเอาอนาคตทางการเงินของเราไปแขวนไว้บนความเสี่ยงของคนอื่น
4. ลดความเสี่ยงด้วยประกันชีวิตและสุขภาพ
เมื่อเราคือเครื่องผลิตเงินเพียงเครื่องเดียวของบ้าน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ถ้าเราล้ม สภาพคล่องของบ้านจะหยุดชะงักทันที
- ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ: สำหรับเดอะแบก การทำประกันแบบตลอดชีพถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะให้ความคุ้มครองระยะยาว มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันคนข้างหลังจะมีเงินก้อนไว้ตั้งหลักและปลดหนี้สินแล้ว กรมธรรม์ยังมีมูลค่าเงินสดที่เปรียบเสมือนการบังคับออมเงินระยะยาว หากเราอยู่ครบสัญญาก็สามารถนำเงินก้อนนี้มาใช้ดูแลตัวเองในวัยเกษียณได้อีกด้วย
- ประกันสุขภาพและสวัสดิการรัฐ: ค่ารักษาพยาบาลคือค่าใช้จ่ายที่น่ากลัวที่สุด เช็กสิทธิรักษาพยาบาลพื้นฐานของทุกคนในบ้าน (เช่น บัตรทอง ประกันสังคม) ให้ครบถ้วน จากนั้นค่อยซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมเพื่ออุดรอยรั่ว การจำกัดเพดานค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ จะช่วยไม่ให้เงินเก็บทั้งชีวิตต้องละลายหายไปกับค่าโรงพยาบาล
5. อย่าลืมวางแผนเกษียณให้ตัวเองอย่างจริงจัง
ประโยคที่ว่า ‘คนโสดแก่ตัวไปไม่มีใครคอยดูแล’ คือความจริงที่เราต้องเตรียมใจรับให้ได้ ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังเลี้ยงดูคนทั้งบ้าน ห้ามลืมที่จะกันเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนเพื่อการเกษียณของตัวเองเด็ดขาด
- เราไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ถึงจะเริ่มลงทุนได้ ลองใช้วิธีทยอยลงทุนรายเดือน (DCA) เดือนละ 1,000 – 2,000 บาท ในกองทุนรวมดัชนี, กองทุนลดหย่อนภาษี (SSF/RMF) หรือหุ้นพื้นฐานดี
- จำไว้เสมอว่า เรากำลังดูแลผู้ใหญ่ในวันนี้ แต่ในอนาคตจะไม่มีใครมาดูแลเรา เราจึงต้องใช้เงินสร้างผลตอบแทนมาเป็นผู้ดูแลตัวเราเองในวัยเกษียณ
6. แบ่งเงินส่วนหนึ่ง เพื่อเติมฝันและหล่อเลี้ยงจิตใจ
นี่คือข้อที่สำคัญไม่แพ้เรื่องไหนๆ แม้เราจะต้องแบกรับภาระหนัก แต่ต้องไม่ลืมว่าตัวเราก็มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง และอย่ารู้สึกผิดที่ใช้เงินเพื่อตัวเองบ้าง
- หักเงินจำนวนเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละเดือน (อาจจะแค่ 5% – 10% ของรายได้) เข้าบัญชีความฝันส่วนตัว
- เงินก้อนนี้มีไว้เพื่อเป้าหมายส่วนตัวของเราเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการลงคอร์สเรียนอัปสกิลใหม่ๆ การซื้อของขวัญให้ตัวเอง หรือการจัดทริปไปเที่ยวพักผ่อนไกลๆ เพื่อชาร์จแบต
- แม้เป้าหมายนี้อาจจะถึงช้ากว่าคนอื่นเพราะมีเงินเติมน้อย แต่มันจะกลายเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจชั้นดี ที่ทำให้เรามีแรงลุกขึ้นไปทำงานในทุกๆ เช้า และช่วยป้องกันไม่ให้เราตกอยู่ในสภาวะหมดไฟหรือซึมเศร้าไปเสียก่อน
*Tips: เดอะแบกอย่าลืมใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งค่าลดหย่อนบิดามารดา หากพ่อแม่อายุ 60 ปีขึ้นไปและไม่มีรายได้ นำชื่อพ่อแม่มาลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ที่เราจ่ายให้ท่าน นำมาลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท*
สุดท้ายแล้ว อยากให้เดอะแบกทุกคนโอบกอดตัวเองแน่นๆ และจำไว้ว่าไม่มีใครใช้ชีวิตแทนใครได้ เราทำดีที่สุดเท่าที่ลูกคนหนึ่ง พี่คนหนึ่ง น้องคนหนึ่ง หลานคนหนึ่ง จะทำไหวแล้ว
อย่ากลัวหรือรู้สึกผิดที่จะสื่อสารกับครอบครัวอย่างชัดเจนว่า เรามีลิมิตที่เท่าไหร่ ช่วยได้มากสุดแค่ไหนโดยที่ตัวเราก็ยังไม่ล้มไปก่อน เพราะครอบครัวที่รักและหวังดีต่อกันจริงๆ จะไม่ปล่อยให้คนใดคนหนึ่งลำบากอยู่ลำพัง แต่จะช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขไปพร้อมๆ กัน
ภาพ:Darko 1981/ Shutterstock
อ้างอิง: