โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เป็นเสาหลักต้องรู้! 6 วิธีวางแผนการเงินคนโสดรับมือภาระครอบครัว

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เป็นเสาหลักต้องรู้! 6 วิธีวางแผนการเงินคนโสดรับมือภาระครอบครัว

สำหรับคนโสดที่ต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัว หรือที่เรียกว่า ‘โสดเดอะแบก’ สามารถวางแผนการเงินคนโสดเพื่อรับมือกับภาระเหล่านี้ได้อย่างมีสติ ด้วย 6 แผนการเงิน ที่จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการดูแลคนที่รักและการปกป้องอนาคตของตัวเอง

ประเด็นสำคัญ

  • 6 แผนการเงินต้องมี ที่เดอะแบกต้องทำตั้งแต่วันนี้

โดยมีตั้งแต่การกำหนดงบซัพพอร์ตครอบครัว การแยกบัญชีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับบ้าน ไปจนถึงการวางแผนเกษียณและเติมเต็มความฝันส่วนตัว เพื่อให้คุณเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งโดยไม่ทำให้ตัวเองต้องล้มลง

ชีวิตคนโสดอาจจะไม่ได้อิสระและสบายอย่างที่คิด เมื่อที่บ้านยังมีคนทั้งครอบครัวรอให้คนโสดดูแล โดยเฉพาะเดอะแบกของบ้าน ที่ไม่ว่าจะกี่ค่าใช้จ่ายก็รับจบด้วยคนคนเดียว

คนมักจะเข้าใจผิดว่า การไม่แต่งงาน ไม่มีลูก เท่ากับ ‘ไม่มีภาระ’ แต่ในความเป็นจริง คนโสดจำนวนมากกำลังสวมบทบาทผู้นำครอบครัวอย่างเงียบๆ บางคนมีพ่อแม่ที่เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณโดยไม่มีเงินเก็บ มีพี่น้องที่กำลังเรียนหรือไม่มีรายได้ หรือแม้แต่มีหลานๆ ที่ยังรอการซัพพอร์ตทางการเงินอยู่

บริบทเหล่านี้บีบบังคับให้คนโสดหลายคนต้องกลายมาเป็นเสาหลัก ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทบทุกอย่างในบ้านตั้งแต่ค่าน้ำ ค่าไฟ ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาล และมักจะต้องเป็นคนที่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของครอบครัวเพียงลำพัง

วิธีใช้ชีวิตโสดได้อย่างเบาภาระ ก็คือ ‘การวางแผนการเงินที่รัดกุม’ เพื่อให้คนโสดคนนี้สามารถดูแลคนทั้งบ้านได้ตามกำลัง โดยที่ตัวเองก็ไม่พังทลายลงไปเสียก่อน

6 แผนการเงินต้องมี ที่เดอะแบกต้องทำตั้งแต่วันนี้

เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการดูแลคนที่เรารัก และการปกป้องอนาคตของตัวเราเอง นี่คือ 6 แผนทางการเงินที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

1. กำหนดงบซัพพอร์ตครอบครัวที่ชัดเจน (ตั้งลิมิตให้ตัวเอง)

ปัญหาแรกของเดอะแบกคือการให้แบบไม่จำกัด ให้จนตัวเองเดือดร้อน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การกางตัวเลขคุยกับตัวเองและครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา ลองจัดสรรเงินเป็นกองๆ อย่างชัดเจน

  • คำนวณรายได้ทั้งหมด หักลบค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ ‘จำเป็นต้องใช้จริงๆในการดำรงชีวิต’ (เช่น ค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าเช่าห้อง)
  • กำหนดไปเลยว่าในแต่ละเดือน เราสามารถส่งเงินให้ที่บ้าน หรือซัพพอร์ตรายจ่ายในบ้านได้สูงสุดกี่บาท และห้ามเกินงบนี้เด็ดขาด
  • คีย์สำคัญ ต้องกล้าที่จะสื่อสารกับคนในครอบครัวให้ชัดเจนว่า เราหารายได้มาเท่านี้ มีภาระส่วนตัวเท่านี้ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ทางการเงินที่แท้จริง ไม่ตั้งความหวังเกินกว่าที่เราจะรับไหว และฝึกให้คนในบ้านปรับตัวรับกับงบประมาณที่มีจำกัด

การคุยเรื่องเงินกับครอบครัวอาจจบลงด้วยดราม่า หรือคำว่า ‘เนรคุณ’ ให้ใช้หลักการคุยด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ หากถูกกดดันทางอารมณ์ ต้องใจแข็งและยืนยันในลิมิตของตัวเอง เพราะถ้าเราล้ม ทั้งบ้านก็จะล้มตาม

2. แยกบัญชี ‘เงินสำรองฉุกเฉินสำหรับครอบครัว’ โดยเฉพาะ

ปกติเรามักจะถูกสอนให้เก็บเงินสำรองฉุกเฉินส่วนตัวไว้ 3-6 เดือน แต่สำหรับเดอะแบก เราควรมีอีกหนึ่งบัญชีที่แยกไว้เป็น ‘เงินสำรองของบ้าน’

  • เป้าหมายของเงินก้อนนี้คือ เอาไว้รับแรงกระแทกจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันในครอบครัว เช่น พ่อแม่อุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาล หลังคารั่ว ปั๊มน้ำเสีย หรือพี่น้องช็อตเงินกะทันหัน
  • เมื่อมีเงินก้อนนี้ ก็จะช่วยลดความรู้สึกไม่มั่นคงจากความไม่แน่นอนในใจของเดอะแบกได้
  • แนะนำให้เก็บเงินก้อนนี้ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลที่ให้ดอกเบี้ยสูง เพื่อให้เงินงอกเงยแต่ยังถอนมาใช้ได้ง่าย การมีเงินก้อนนี้แยกไว้ จะช่วยให้อุ่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เราจะไม่ต้องไปเบียดเบียนเงินเก็บส่วนตัว หรือต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหด

3. ควบคุมหนี้สินรวม อย่าให้เกิน 40% ของรายได้

ไม่ว่าจะเป็นหนี้ส่วนตัว หรือหนี้ที่สร้างเพื่อครอบครัว (เช่น ผ่อนบ้านให้พ่อแม่ ผ่อนรถให้ที่บ้านใช้) กฎเหล็กคือยอดผ่อนชำระหนี้รวมในแต่ละเดือน ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ เพื่อรักษาความคล่องตัวทางการเงิน

  • หากเป็นหนี้กองกลางที่ใช้ร่วมกันในบ้าน พยายามพูดคุยเจรจากับสมาชิกในบ้านที่มีรายได้ ให้เข้ามาช่วยกันรับผิดชอบร่วมกันตามสัดส่วน อย่าเหมาจบรับจบไว้ที่ตัวเองคนเดียวทั้งหมด
  • ข้อควรระวังสูงสุด หลีกเลี่ยง ‘การค้ำประกัน’ ให้ใครก็ตาม แม้แต่คนในครอบครัว หากเราไม่ได้มีกำลังพอที่จะจ่ายหนี้นั้นแทนได้ เพราะนั่นคือการเอาอนาคตทางการเงินของเราไปแขวนไว้บนความเสี่ยงของคนอื่น

4. ลดความเสี่ยงด้วยประกันชีวิตและสุขภาพ

เมื่อเราคือเครื่องผลิตเงินเพียงเครื่องเดียวของบ้าน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ถ้าเราล้ม สภาพคล่องของบ้านจะหยุดชะงักทันที

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ: สำหรับเดอะแบก การทำประกันแบบตลอดชีพถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะให้ความคุ้มครองระยะยาว มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันคนข้างหลังจะมีเงินก้อนไว้ตั้งหลักและปลดหนี้สินแล้ว กรมธรรม์ยังมีมูลค่าเงินสดที่เปรียบเสมือนการบังคับออมเงินระยะยาว หากเราอยู่ครบสัญญาก็สามารถนำเงินก้อนนี้มาใช้ดูแลตัวเองในวัยเกษียณได้อีกด้วย
  • ประกันสุขภาพและสวัสดิการรัฐ: ค่ารักษาพยาบาลคือค่าใช้จ่ายที่น่ากลัวที่สุด เช็กสิทธิรักษาพยาบาลพื้นฐานของทุกคนในบ้าน (เช่น บัตรทอง ประกันสังคม) ให้ครบถ้วน จากนั้นค่อยซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมเพื่ออุดรอยรั่ว การจำกัดเพดานค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ จะช่วยไม่ให้เงินเก็บทั้งชีวิตต้องละลายหายไปกับค่าโรงพยาบาล

5. อย่าลืมวางแผนเกษียณให้ตัวเองอย่างจริงจัง

ประโยคที่ว่า ‘คนโสดแก่ตัวไปไม่มีใครคอยดูแล’ คือความจริงที่เราต้องเตรียมใจรับให้ได้ ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังเลี้ยงดูคนทั้งบ้าน ห้ามลืมที่จะกันเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนเพื่อการเกษียณของตัวเองเด็ดขาด

  • เราไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ถึงจะเริ่มลงทุนได้ ลองใช้วิธีทยอยลงทุนรายเดือน (DCA) เดือนละ 1,000 – 2,000 บาท ในกองทุนรวมดัชนี, กองทุนลดหย่อนภาษี (SSF/RMF) หรือหุ้นพื้นฐานดี
  • จำไว้เสมอว่า เรากำลังดูแลผู้ใหญ่ในวันนี้ แต่ในอนาคตจะไม่มีใครมาดูแลเรา เราจึงต้องใช้เงินสร้างผลตอบแทนมาเป็นผู้ดูแลตัวเราเองในวัยเกษียณ

6. แบ่งเงินส่วนหนึ่ง เพื่อเติมฝันและหล่อเลี้ยงจิตใจ

นี่คือข้อที่สำคัญไม่แพ้เรื่องไหนๆ แม้เราจะต้องแบกรับภาระหนัก แต่ต้องไม่ลืมว่าตัวเราก็มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง และอย่ารู้สึกผิดที่ใช้เงินเพื่อตัวเองบ้าง

  • หักเงินจำนวนเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละเดือน (อาจจะแค่ 5% – 10% ของรายได้) เข้าบัญชีความฝันส่วนตัว
  • เงินก้อนนี้มีไว้เพื่อเป้าหมายส่วนตัวของเราเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการลงคอร์สเรียนอัปสกิลใหม่ๆ การซื้อของขวัญให้ตัวเอง หรือการจัดทริปไปเที่ยวพักผ่อนไกลๆ เพื่อชาร์จแบต
  • แม้เป้าหมายนี้อาจจะถึงช้ากว่าคนอื่นเพราะมีเงินเติมน้อย แต่มันจะกลายเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจชั้นดี ที่ทำให้เรามีแรงลุกขึ้นไปทำงานในทุกๆ เช้า และช่วยป้องกันไม่ให้เราตกอยู่ในสภาวะหมดไฟหรือซึมเศร้าไปเสียก่อน

*Tips: เดอะแบกอย่าลืมใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งค่าลดหย่อนบิดามารดา หากพ่อแม่อายุ 60 ปีขึ้นไปและไม่มีรายได้ นำชื่อพ่อแม่มาลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ที่เราจ่ายให้ท่าน นำมาลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท*

สุดท้ายแล้ว อยากให้เดอะแบกทุกคนโอบกอดตัวเองแน่นๆ และจำไว้ว่าไม่มีใครใช้ชีวิตแทนใครได้ เราทำดีที่สุดเท่าที่ลูกคนหนึ่ง พี่คนหนึ่ง น้องคนหนึ่ง หลานคนหนึ่ง จะทำไหวแล้ว

อย่ากลัวหรือรู้สึกผิดที่จะสื่อสารกับครอบครัวอย่างชัดเจนว่า เรามีลิมิตที่เท่าไหร่ ช่วยได้มากสุดแค่ไหนโดยที่ตัวเราก็ยังไม่ล้มไปก่อน เพราะครอบครัวที่รักและหวังดีต่อกันจริงๆ จะไม่ปล่อยให้คนใดคนหนึ่งลำบากอยู่ลำพัง แต่จะช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขไปพร้อมๆ กัน

ภาพ:Darko 1981/ Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...