โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คำเตือนงบประมาณเข้าสู่วิกฤติ

เดลินิวส์

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
การจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 รัฐบาลถูกวิจารณ์หนัก เรื่องรายจ่ายประจำที่สูสีกับรายรับ สิ่งที่ตามมาคืองบลงทุนน้อยลง การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า

เพราะภาษีก็เก็บได้น้อยลง ไม่มี “เครื่องมือทางเศรษฐกิจใหม่” เข้ามาช่วย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้สรุปถึงทางตันงบประมาณว่า “ปี 70 งบรายจ่ายประจำ 3 ล้านล้าน เท่ากันพอดีกับรายได้รัฐบาล หมายความว่าปี 70 นี้ ทุกบาทที่รัฐลงทุน เราต้องใช้เงินกู้

เรามีกฎหมาย 1. พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ระบุว่า รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรวม และงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 2. พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ บอกว่าห้ามขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ ปี 70 หากรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น แต่รายได้ภาษีอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่าย เราจะมีปัญหา ต้องกู้มาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาคืนเงินกู้ แต่เงินลงทุนเหลือไม่ถึง 20% จะผิด พ.ร.บ.วินัยการคลัง

ทางออกคือ 1.ต้องลดค่าใช้จ่ายประจำ 2. เพิ่มรายได้ภาษี ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตช้า และสัดส่วนการจัดเก็บภาษีเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงอย่างน่าใจหาย 3. แก้ พ.ร.บ.วินัยทางการคลัง เพื่อลดสัดส่วนการลงทุน 4. แก้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ เพื่อเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น โดยรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เน้นข้อ 1,2 และว่า รัฐบาลเลือกจะกู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ การกู้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านนั้น ขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เตือนมาเหมือนกัน ว่า รัฐบาลมีความเสี่ยงสูงที่จะจัดทำงบประมาณในปีหน้าไม่ได้เลย งบประมาณปัจจุบันมีรายจ่ายหลักที่ไม่ใช่งบลงทุน (รายจ่ายประจำ เงินชำระคืนต้นเงินกู้ และเงินชดใช้เงินคงคลัง) พุ่งสูงจนเท่ากับรายได้ทั้งหมดของประเทศที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท สถานการณ์นี้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จากขนาดระบบราชการที่ใหญ่และภาระบำเหน็จบำนาญที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับรายได้ภาษีที่เติบโตช้า

“ปัญหาวิกฤตถูกซ้ำเติมโดย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่บังคับให้งบลงทุนต้องไม่น้อยกว่า 20% ต้องไม่น้อยกว่าวงเงินขาดดุล ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มก้อนใหญ่ถึง 7.9 แสนล้านบาทในปีนี้ เพื่อให้สัดส่วนงบลงทุนเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจจริงอาจไม่จำเป็นต้องกู้มากขนาดนั้น และหากปล่อยให้รายจ่ายประจำแซงหน้าขีดความสามารถในการหารายได้ เงินกู้จะถูกดึงไปใช้จ่ายประจำจนงบลงทุนต่ำกว่าวงเงินกู้ และจะขัดกฎหมาย”

นายจาตุรนต์ได้เสนอแนวทางแก้ไขเร่งด่วน 3 ข้อ คือ 1. ลดรายจ่ายประจำด้วยการปฏิรูปโครงสร้างและลดขนาดระบบราชการ 2. เพิ่มรายได้รัฐผ่านการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล AI และ Medical Hub แทนการใช้งบกระตุ้นการบริโภคแบบเดิม และ 3. ทบทวนแก้ไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่จากเดิมสร้างไว้เพื่อความปลอดภัย แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นกลไกบังคับให้รัฐบาลต้องกู้เงินมหาศาล โดยไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริง

สองผู้ใหญ่จากสองพรรค ส่งสัญญาณเดียวกัน ดูเป็นความตั้งใจอยากสื่อสารเน้นย้ำ กระตุ้นให้รัฐบาลขยับตัวเพื่อเพิ่มแนวทางหารายได้เป็นสำคัญ เครื่องมือของรัฐที่เรารู้กัน คือเน้นการเก็บภาษี การส่งออก การท่องเที่ยว แต่การเก็บภาษีนี่เป็นอะไรที่ดูตลกร้าย ที่รัฐไทยยังฝึกคนเป็นพลเมืองที่รู้ว่าภาษีคือหน้าที่ไม่ได้ ดูจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ร้านค้าหลายร้านเลี่ยงจะไม่เข้าอ้างว่า“กลัวต้องจ่ายภาษีเพิ่ม” แต่เวลาจะเอาอะไร อ้าง“ภาษีกู”ฉ่ำ

สิ่งที่รัฐบาลพูดว่า จะเป็นเครื่องมือเศรษฐกิจใหม่ ขณะนี้เร่งการลงทุนคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำชิป ทำแผงวงจรแบบครบกระบวนการ การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ลงทุนดาตาเซนเตอร์ ในส่วนกระทรวงที่เพื่อไทยรับผิดชอบ เน้นพูดเรื่องคน การอัพสกิล รีสกิลแรงงาน ส่วน ครม.ภูมิใจไทย จะเน้นพูดถึงเรื่องการแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน อย่างที่ได้เปิดงาน Thailand FastPass ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ก็หวังให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอนาคต

แต่จากการอภิปรายงบ 70 ความท้าทายที่สุดของรัฐบาล คือ ปฏิรูปกำลังพลราชการอย่างไร จะลดรายจ่ายประจำได้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...