โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอลนีโญพลิกเกมตลาดข้าวโลก ไทยได้อานิสงส์อุปสงค์เพิ่ม แต่เสี่ยงผลผลิตลด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เอลนีโญเปลี่ยนสมการตลาดข้าวโลก หลายประเทศเร่งนำเข้าและสำรองข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหาร หนุนความต้องการซื้อเพิ่ม ขณะที่ไทยเริ่มเห็นสัญญาณส่งออกฟื้นตัว แต่ยังเผชิญความท้าทายจากผลผลิตที่อาจลดลงและการแข่งขันด้านราคาจากอินเดียและเวียดนาม

แม้ปรากฏการณ์เอลนีโญจะสร้างความกังวลต่อภาคการเกษตรทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดข้าวโลกเปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ โดยหลายประเทศเริ่มเร่งนำเข้าข้าวและเพิ่มการสำรองสินค้าเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้ความต้องการซื้อในตลาดโลกขยายตัว และกลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้ส่งออกข้าว รวมถึงประเทศไทย

ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวได้ประมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท ลดลง 21% อย่างไรก็ตาม เดือนพฤษภาคมเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 5.3% และมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับทั้งปี 2569 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประเมินว่า ไทยจะส่งออกข้าวได้ราว 7.2 ล้านตัน แม้จะต่ำกว่าปี 2568 ที่ส่งออกได้ประมาณ 7.9 ล้านตัน แต่แนวโน้มความต้องการซื้อจากต่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา มาจากคำสั่งซื้อของประเทศในเอเชียและแอฟริกาที่ทยอยกลับเข้ามา หลังหลายประเทศกังวลผลกระทบจากภัยแล้งและให้ความสำคัญกับนโยบายความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) มากขึ้น ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของการบริโภคและภาคการท่องเที่ยวในหลายประเทศยังช่วยสนับสนุนความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยยังต้องเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งความผันผวนของค่าเงินบาท การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่แข่ง และความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ หากเอลนีโญส่งผลให้ผลผลิตข้าวของไทยลดลง ก็อาจทำให้ไทยมีข้อจำกัดด้านปริมาณ แม้ว่าตลาดโลกจะมีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นก็ตาม

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดข้าวโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่อุปสงค์เพิ่มขึ้น ขณะที่อุปทานมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ประเทศที่สามารถรักษากำลังการผลิตและส่งมอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าประเทศที่มีเพียงความต้องการจากตลาด

หลายประเทศเริ่มปรับยุทธศาสตร์ด้านอาหารอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ ซึ่งยังคงเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดว่าในปี 2569 จะนำเข้าข้าวประมาณ 5.7 ล้านตัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหาร หลังคาดว่าผลผลิตภายในประเทศอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ

ขณะที่มาเลเซียได้ขยายปริมาณสำรองข้าวจากเดิมประมาณ 3 เดือน เป็น 9 เดือน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากภัยแล้งและความผันผวนของผลผลิตในประเทศผู้ส่งออก

ด้านองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้หลายประเทศให้ความสำคัญกับนโยบายความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศเพิ่มการสำรองสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรจำนวนมาก

ในด้านการแข่งขัน ไทยยังคงรักษาอันดับ 3 ของโลกด้านการส่งออกข้าวในช่วง 5 เดือนแรกของปี รองจากอินเดียและเวียดนาม โดยอินเดียส่งออกประมาณ 10 ล้านตัน เพิ่มขึ้นราว 2% ส่วนเวียดนามส่งออก 4.29 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 2.2%

แม้ไทยยังคงเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักของโลก แต่การแข่งขันกำลังเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากอินเดียมีความได้เปรียบด้านต้นทุนและปริมาณผลผลิต ส่วนเวียดนามเร่งทำข้อตกลงการค้าระยะยาวกับประเทศผู้นำเข้า พร้อมยกระดับคุณภาพสินค้าและทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น

ผู้ส่งออกไทยจึงหันมาให้ความสำคัญกับตลาดพรีเมียม โดยใช้จุดแข็งของข้าวหอมมะลิและผลิตภัณฑ์ข้าวมูลค่าเพิ่ม แทนการพึ่งการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว

เอลนีโญจึงสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายให้กับอุตสาหกรรมข้าวไทย แม้ความต้องการซื้อจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นและช่วยสนับสนุนระดับราคา แต่ความสามารถในการรักษาผลผลิตและการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดข้าวโลกต่อจากนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...