โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘รัฐมนตรีโลกลืม’ สัญญาณเตือนจากทำเนียบฯ ใครอยู่ ใครไป ผลงานคือคำตอบ

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘รัฐมนตรีโลกลืม’ สัญญาณเตือนจากทำเนียบฯ ใครอยู่ ใครไป ผลงานคือคำตอบ

“ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯ ก็จะลืมบ้าง” ประโยคนี้ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือ สัญญาณเตือนจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ส่งตรงถึงรัฐมนตรีทุกคน หลังผลสำรวจนิด้าโพลสะท้อนว่าคะแนนนิยมในไตรมาสที่ 2 ของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นสำคัญ

  • นายกรัฐมนตรี หรือ โฆษกรัฐบาล ?
  • รัฐมนตรีที่อาจยังไม่ปังตามที่หวัง

นายกรัฐมนตรียอมรับว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการสื่อสารของรัฐบาลที่ยังไม่ทั่วถึง แม้หลายกระทรวงจะมีผลงาน แต่ประชาชนจำนวนมากกลับยังไม่รับรู้ ส่งผลให้ภาพรวมของรัฐบาลถูกประเมินต่ำกว่าผลงานที่รัฐบาลเชื่อว่าทำได้จริง

ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงเรียกรัฐมนตรีเข้าหารือ พร้อมกำชับให้ทุกกระทรวงเร่งสื่อสารผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ การทำงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ถึงผลลัพธ์ของนโยบายได้

นายกรัฐมนตรี หรือ โฆษกรัฐบาล ?

ในรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 35 คน และยังมีทีมโฆษกรัฐบาลอีกถึง 4 คน แต่คนที่ต้องออกมาตอบคำถามแทบทุกประเด็น ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจ ความมั่นคง ไปจนถึงประเด็นร้อนรายวัน กลับเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

จนเจ้าตัวต้องเอ่ยปากว่า ผู้สื่อข่าวควรไปสอบถามรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงโดยตรง เช่น เรื่องเศรษฐกิจก็ควรสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มากกว่าจะโยนทุกคำถามมายังนายกรัฐมนตรีตอบในทุกเรื่อง

ภาพดังกล่าวสะท้อนทั้งจุดแข็งและจุดเปราะของรัฐบาล เพราะเมื่อการสื่อสารของรัฐบาลกระจุกตัวอยู่ที่ผู้นำเพียงคนเดียว คะแนนนิยมของรัฐบาลก็แทบผูกติดกับคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คะแนนนิยมของผู้นำรัฐบาลลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากผลสำรวจล่าสุด

รัฐมนตรีที่อาจยังไม่ปังตามที่หวัง

หากพิจารณาจากการสื่อสารต่อสาธารณชน กลุ่มแรก คือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มากถึง 4 คน ได้แก่ ศุภมาส อิศรภักดี, นภินทร ศรีสรรพางค์, ภราดร ปริศนานันทกุล และสุขสมรวย วันทนียกุล แม้หลายคนจะได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ แต่การสื่อสารต่อสาธารณะยังมีไม่มากนัก

โดยเฉพาะสุขสมรวย ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกองทุนหมู่บ้าน นโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนระดับฐานราก แต่การประชาสัมพันธ์ผลงานยังไม่ต่อเนื่อง ขณะที่นภินทรเอง แม้อาจมีบทบาทในการทำงานเบื้องหลัง แต่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ถึงผลงานได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงเกรด A ที่มีบทบาทในโควตาพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีช่วยอีก 2 คน ได้แก่ ปิยะรัฐ ติยะไพรัช และวัชระพล ขาวขำ

แม้จะรับผิดชอบภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ซึ่งเป็น ‘กระดูกสันหลังของชาติ’ และเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ แต่บทบาทที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณะยังไม่โดดเด่นมากนัก

ด้านกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้การนำของ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างกระแสและภาพลักษณ์ทางการเมืองให้กับพรรคมาก่อน แต่หลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว กลับยังไม่สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นและจับต้องได้อย่างชัดเจน โดยภารกิจส่วนใหญ่ที่ปรากฏยังคงเป็นงานประจำของกระทรวงมากกว่าจะเป็นนโยบายเชิงรุกที่สร้างการเปลี่ยนแปลง

ขณะที่กระทรวงคมนาคม เป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่มีรัฐมนตรีถึง 4 คน แต่บทบาทด้านการสื่อสารต่อสาธารณะกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน พิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะเจ้ากระทรวง ก็กลายเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า จากหลายประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงกรณีบุคคลใกล้ชิดลาออก ท่ามกลางกระแสตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการสอบราชการท้องถิ่น

ส่วนรัฐมนตรีช่วยอีก 3 คน คือ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นในด้านการสื่อสารผลงานและชี้แจงนโยบายต่อสาธารณะมากที่สุด จนกลายผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของกระทรวง ส่วนสรรเพชญ บุญญามณี และภัทรพงษ์ ภัทรประสิทธิ์ แม้จะรับผิดชอบภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ยังมีพื้นที่ข่าวไม่มากนัก ทำให้บทบาทและผลงานที่รับผิดชอบยังไม่ปรากฏต่อสายตาสาธารณะอย่างเด่นชัด

สำหรับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลโดยตรง และรัฐมนตรีช่วยอีก 3 คน ได้แก่ พลพีร์ สุวรรณฉวี เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ที่แม้จะมีพื้นที่ข่าวเพิ่มขึ้น จากการต้องรับมือกับประเด็นร้อน

ทั้งคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น การปราบปรามผู้มีอิทธิพล และปัญหาภายในองค์กร ทำให้ต้องออกมาชี้แจงต่อสื่ออย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหายังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตา จึงอาจยังไม่ใช่ผลงานที่สร้างความโดดเด่นได้อย่างชัดเจน

ส่วนอีกกลุ่มที่ถูกจับตาไม่แพ้กัน คือ รองนายกรัฐมนตรีสายมืออาชีพที่นายกรัฐมนตรีดึงเข้ามารับผิดชอบกระทรวงเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

เอกนิติรับบทเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในภาพรวม ทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน และการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

ขณะที่ สีหศักดิ์ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศและเสริมสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ โดยเฉพาะการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยบนเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งนับเป็นภารกิจสำคัญท่ามกลางบริบทด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อน

ส่วนศุภจี ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งจากประสบการณ์ในภาคธุรกิจ กลับมีบทบาทบนพื้นที่ข่าวค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับความคาดหวังที่มีต่อกระทรวงพาณิชย์ จนเกิดคำถามว่าความคาดหวังที่เคยสูง กำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่

อย่างไรก็ตาม วาทะของอนุทินไม่ได้สะท้อนเพียงความกังวลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลที่ลดลง หากยังเป็นสัญญาณเตือนไปถึงรัฐมนตรีทุกคนว่า ในยุคที่การรับรู้ของประชาชนมีความสำคัญไม่แพ้ผลงาน การทำงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถสื่อสารให้สังคมเห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้

จากนี้ สิ่งที่จะตอบได้ว่า คำเตือนครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่ คงไม่ใช่คำพูดของนายกรัฐมนตรี แต่คือผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคน และความเชื่อมั่นของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นในทุกไตรมาสต่อจากนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...