โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครจะหยุดได้ ? ฝรั่งเศส ทีมที่สมบูรณ์แบบในศึกฟุตบอลโลก 2026

SIAMSPORT

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ฝรั่งเศสถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการคว้าแชมป์โลก และตลอดทัวร์นาเมนต์ทัพ

คำถามที่ยังค้างคาอยู่ในใจของหลายคนคือ "จะมีใครหยุดฝรั่งเศสได้หรือไม่?"

ทีมของกุนซือดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายเดียว นั่นคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ด้วยขุมกำลังที่แน่นทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะเกมรุกที่อุดมไปด้วยนักเตะระดับท็อปและมีศักยภาพน่าเกรงขาม

อย่างไรก็ตาม แม้ ฝรั่งเศส จะดูแข็งแกร่งรอบด้าน แต่ก็ยังมีบางชาติที่มีสไตล์การเล่นและศักยภาพมากพอจะสร้างปัญหาให้กับทัพ "เลส์ เบลอส์" ได้ หากต้องเผชิญหน้ากันบนเส้นทางสู่บัลลังก์แชมป์โลกบนดินแดนอเมริกาเหนือ

- ฝรั่งเศส ทีมที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ

ทั้งในแง่ศักยภาพของนักเตะแต่ละคนและการเล่นเป็นทีม ฝรั่งเศสคือทีมที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับคู่แข่งได้ทุกชาติ ขุมกำลังของพวกเขาแน่นทุกตำแหน่งจนแทบไม่มีจุดอ่อน พร้อมเล่นด้วยความมั่นใจและความนิ่งในทุกเกม ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายเดียวคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ต่อจากปี 1998 และ 2018

โดยเฉพาะแนวรุกของ "ตราไก่" ที่น่าเกรงขามอย่างยิ่ง เมื่อมีสามประสานอย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้, ไมเคิ่ล โอลิเซ่ และ อุสมาน เดมเบเล่ เป็นตัวชูโรง พวกเขาพาทีมเดินหน้าถล่มคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง และซัดไปแล้วถึง 14 ประตูจาก 5 นัด ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

เกมรุกขอ งฝรั่งเศส ขับเคลื่อนโดย เอ็มบัปเป้ ที่ระเบิดฟอร์มด้วยผลงาน 7 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ขณะที่ โอลิเซ่ รับบทจอมแอสซิสต์ของทีม ด้วยการจ่ายให้เพื่อนทำประตูถึง 5 ครั้งจาก 5 เกม ส่วน เดมเบเล่ ก็มีส่วนร่วมกับประตูถึง 6 ลูก จากการยิงเอง 4 ประตู ซึ่งรวมถึงแฮตทริกในเกมพบ นอร์เวย์ ในรอบแบ่งกลุ่ม และทำเพิ่มอีก 2 แอสซิสต์

การประสานงานของทั้งสามคนเป็นไปอย่างลงตัว พวกเขาเคลื่อนที่สลับตำแหน่ง เชื่อมเกม และเปิดช่องเจาะแนวรับคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในแนวรุกที่อันตรายที่สุดของฟุตบอลโลก 2026

- รุกโหดรับแน่น

เกมรุกของ ฝรั่งเศส กำลังอยู่ในช่วงที่ร้อนแรงสุดขีด โดยพวกเขายิงได้เฉลี่ย 2.8 ประตูต่อเกม จากผลงาน 14 ประตู ในฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งแบ่งเป็น 11 ประตูที่เกิดขึ้นในกรอบเขตโทษ และอีก 3 ประตูจากนอกกรอบ

นอกจากนี้ ทัพ "ตราไก่" ยังสร้างโอกาสทองได้เฉลี่ย 4.2 ครั้งต่อเกม พร้อมสถิติการยิง 17.6 ครั้งต่อเกม, ยิงตรงกรอบ 7.8 ครั้งต่อเกม, เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ 10 ครั้งต่อเกม และเปิดเกมโต้กลับได้ถึง 14 ครั้ง ตลอดทัวร์นาเมนต์ สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังเดินหน้าเต็มกำลังในทุกจังหวะของเกมรุก

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของฝรั่งเศสไม่ได้มีเพียงการทำประตูเท่านั้น แต่เกมรับก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน พวกเขาเสียไปเพียง 2 ประตูจาก 5 นัด และเก็บ 3 คลีนชีต ได้สำเร็จ

หัวใจสำคัญของแนวรับคือ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นตลอดทัวร์นาเมนต์ ด้วยการเอาชนะการดวลกับคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่อง จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในกองหลังที่สร้างความลำบากให้บรรดาศูนย์หน้ามากที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้

ภาพรวมแล้ว ฝรั่งเศสเสียประตูเฉลี่ยเพียง 0.4 ลูกต่อเกม พร้อมตัวเลขเกมรับที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสกัดเฉลี่ย 15.2 ครั้งต่อเกม, ตัดบอล 7.6 ครั้งต่อเกม และแย่งบอลกลับมาครองได้ถึง 51.6 ครั้งต่อเกม แสดงให้เห็นถึงความสมดุลทั้งเกมรุกและเกมรับ ซึ่งทำให้พวกเขาถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมที่ครบเครื่องที่สุดของฟุตบอลโลก 2026

- โมร็อกโก ไม่ธรรมดาเช่นกัน

หลังเฉือนเอาชนะ ปารากวัย ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฝรั่งเศสมีคิวดวลกับ โมร็อกโก ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ในเมืองฟอกซ์โบโร่ รัฐแมสซาชูเซตส์ แม้ทัพ "ตราไก่" จะถูกยกให้เป็นตัวเต็ง แต่เกมนี้ไม่ใช่งานง่าย เพราะคู่แข่งของพวกเขาพิสูจน์ให้เห็นตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์ว่าเป็นทีมที่เต็มไปด้วยคุณภาพ

ทัพ "สิงโตแอตลาส" มีเกมรุกที่อันตราย โดยอาศัยผู้เล่นที่มีความเร็วสูงและเล่นเกมโต้กลับได้อย่างเฉียบคม แม้แนวรับยังมีรายละเอียดที่ต้องปรับปรุงอยู่บ้าง แต่โดยรวมพวกเขารับมือกับแรงกดดันได้ดี รู้จักตั้งรับอย่างมีวินัย ยอมถอยเมื่อจำเป็นแต่ไม่เสียรูปเกม และรอจังหวะลงโทษคู่แข่งอย่างเฉียบขาด

ดังนั้น ฝรั่งเศสไม่อาจประมาท โมร็อกโก ได้แม้แต่น้อย นอกจากศักยภาพในสนามแล้ว เกมนี้ยังมีแรงจูงใจพิเศษสำหรับฝั่งโมร็อกโก เพราะหวังล้างแค้นจากฟุตบอลโลก 2022 ที่ ฝรั่งเศส เป็นฝ่ายยุติเส้นทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาด้วยชัยชนะ 2-0 ในรอบรองชนะเลิศ ที่ประเทศกาตาร์ ทำให้ความฝันในการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต้องจบลง

ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแย่งตั๋วสู่รอบรองชนะเลิศเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ โมร็อกโก จะได้ทวงคืนความแค้นจากเมื่อ 4 ปีก่อนอีกด้วย

- สเปน คู่ปรับที่ ฝรั่งเศส มักเจองานหนัก

หาก ฝรั่งเศส ผ่าน โมร็อกโก ได้ และ สเปน เอาชนะ เบลเยียม ทั้งสองทีมจะโคจรมาพบกันในรอบรองชนะเลิศ

สำหรับ ฝรั่งเศส แล้ว สเปน ถือเป็นคู่แข่งที่ไม่เคยรับมือได้ง่าย ตลอดประวัติศาสตร์การพบกันทั้ง 40 นัด ทัพ "กระทิงดุ" เป็นฝ่ายเหนือกว่าด้วยสถิติ ชนะ 19 นัด ยิงได้ 77 ประตู ขณะที่ฝรั่งเศสชนะ 13 นัด ยิงได้ 48 ประตู และเสมอกัน 8 นัด

การดวลกันครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในรอบรองชนะเลิศ ยูโร 2024 สเปนเป็นฝ่ายเฉือนชนะ 2-1

ในฟุตบอลโลก 2026 สเปน ยิ่งเล่นยิ่งแข็งแกร่ง แม้จะเริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยการเสมอ เคปเวิร์ด แบบไร้สกอร์ 0-0 แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ยกระดับผลงานขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพทั้งเกมรุกและเกมรับ

ผ่านไป 5 นัด สเปน ยังไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว กลายเป็นทีมเดียวในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ยังรักษาคลีนชีตได้ 100% พร้อมทำได้ 9 ประตู

เอกลักษณ์การเล่นของทัพ "ลา โรฆา" ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาครองบอลเป็นอาวุธสำคัญ โดยมีสถิติการครองบอลเฉลี่ย 65.4% ต่อเกม และจ่ายบอลแม่นยำถึง 90.5% (จ่ายสำเร็จเฉลี่ย 598 ครั้งต่อเกม) การต่อบอลอย่างอดทนช่วยให้พวกเขาค่อยๆ เจาะแนวรับคู่แข่งจนสร้างโอกาสทำประตูได้

สำหรับเกมรับ สเปนก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน ด้วยผลงาน 5 คลีนชีตจาก 5 นัด, แย่งบอลกลับมาครองได้เฉลี่ย 50.8 ครั้งต่อเกม, เข้าสกัด 15.4 ครั้งต่อเกม และชนะการดวลกับคู่แข่ง 50.8% ของจังหวะทั้งหมด

ด้วยสไตล์การครองเกมที่เหนียวแน่นและแนวรับที่แทบไร้ช่องโหว่ สเปนจึงอาจเป็นบททดสอบที่หนักที่สุดของฝรั่งเศส หากทั้งสองทีมได้เผชิญหน้ากันในรอบตัดเชือกฟุตบอลโลก 2026

- อาร์เจนตินา แชมป์เก่าที่มีอดีตค้างคากับฝรั่งเศส

แฟนบอลทั่วโลกความวาดฝันอยากเห็นการรีแมตช์นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกอีกครั้ง ระหว่าง ฝรั่งเศส ปะทะ อาร์เจนตินา ซึ่งต้องบอกว่าเป็นสองชาติที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นมากๆ ในทัวร์นาเมนต์นี้

อาร์เจนตินา ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการเอาชนะฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ หลังเสมอกันสุดระทึก 3-3 ก่อนเฉือนชนะในการดวลจุดโทษ 4-2 ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นยังคงเป็นบาดแผลที่ยากจะลืมสำหรับทัพ "ตราไก่"

นอกจากนี้ สถิติการพบกันตลอด 40 นัด ก็ยังเป็น อาร์เจนตินา ที่เหนือกว่า โดยชนะ 19 นัด ขณะที่ ฝรั่งเศส ชนะ 13 นัด และเสมอกัน 8 นัด

ในฟุตบอลโลก 2026 ทัพ "ฟ้าขาว" ยังคงโชว์ฟอร์มสมราคาแชมป์เก่า หลังคว้าแชมป์ กลุ่ม เจ ด้วยผลงานชนะรวดทั้ง 3 นัด และเสียเพียง 1 ประตู ในรอบแบ่งกลุ่ม ล่าสุดก็เพิ่งพลิกนรกจากตามหลัง อียิปต์ 0-2 กลับมาชนะ 3-2 คว้าตั๋วเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างสุดยอด

จนถึงตอนนี้ เมสซี่ ทำไปแล้ว 8 ประตู รั้งตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ และเป็นนักเตะที่แนวรับของ ฝรั่งเศส ต้องจับตาเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม อาร์เจนตินาไม่ได้พึ่งพา เมสซี่ เพียงคนเดียว ทีมของลิโอเนล สกาโลนี่ ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับการลุ้นแชมป์โลก โดยสามารถสลับระบบการเล่นระหว่าง 4-3-3, 4-2-3-1 และ 4-4-2 ได้อย่างยืดหยุ่นตามคู่แข่ง ทำให้รับมือได้ยากในเชิงแท็กติก

แดนกลางที่มีทั้ง เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ โรดริโก้ เด ปอล เป็นหัวใจสำคัญ ใช้การเพรสซิ่งอย่างดุดันหลังเสียบอล เพื่อแย่งการครองบอลกลับมาให้เร็วที่สุด ก่อนสร้างพื้นที่ให้ เมสซี่ ได้เล่นเกมรุกในพื้นที่สุดท้าย

ขณะที่สองกองหน้าอย่าง เลาตาโร่ มาร์ตีเตซ และ ฮูเลียน อัลวาเรซ พร้อมจบสกอร์อย่างเฉียบคม ทำให้ อาร์เจนตินา กลายเป็นทีมที่มีทั้งคุณภาพเฉพาะตัว ความยืดหยุ่นทางแท็กติก และประสบการณ์ของแชมป์เก่า จนถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่สุดของ ฝรั่งเศส บนเส้นทางสู่แชมป์ฟุตบอลโลก 2026

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...