โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กบิล2อธิบดีสถ. ปปช.ตั้งไต่สวน6พันราย รบ.ฟันดาบสองจริยธรรม

ไทยโพสต์

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 4.11 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"อนุทิน" ได้รับรายงานแล้วบุกค้นบ้าน "บิ๊กท้องถิ่น" เอี่ยวโกงสอบ ขณะที่ "ปกรณ์" นั่งหัวโต๊ะนัดแรก ทุบโต๊ะตัดเนื้อร้ายออกจากระบบไม่ให้เกิดซ้ำอีก จี้ปลัด สปน.- เลขาฯ ก.พ.ลงดาบสอง "ผิดจริยธรรม" ตัดทอนเข้าระบบการเมือง พร้อมเคาะส่งรายงานล็อตแรกนายกฯ หนู 15 ก.ค. ชุดสอง 27 ก.ค. แจงบทบาทคล้ายโมเดลชุดวิชาคดีบอส ด้าน "ป.ป.ช." รุกคืบ ตั้งไต่สวนคดีทุจริตสอบ ขรก.ท้องถิ่นเป็นคดีพิเศษ พุ่งเป้า 4 กลุ่ม “บิ๊ก สถ.-จนท.จัดแข่งสอบ-นายหน้าเรียกรับเงิน-บุคคลอื่นที่ผิด” ผงะกว่า 6,000 คนอยู่ในร่างแห โผล่ชื่อเมียบิ๊ก ป.ป.ช.ร่วมด้วย

เมื่อวันพุธ เวลา 09.00 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 1 โดยมีกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายปกรณ์กล่าวก่อนการประชุมว่า เป็นเรื่องที่ทำลายความเชื่อมั่นของกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง มาตรา 251 ของรัฐธรรมนูญ พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า เรื่องการบริหารงานส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงเกินกว่าที่จะใช้คำว่า ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมได้

“ฉะนั้นผมคิดว่า คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่จะล้างบ้านนี้ให้สะอาด เราจะมาดูแลระบบทั้งหมดว่า มีช่องโหว่อย่างไร จะสามารถปิดช่องโหว่เหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมชั่วร้ายและน่าละอายเช่นนี้ เพราะการทุจริตเปรียบเสมือนมะเร็งร้าย ระบบท้องถิ่นของประเทศไทย ระบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยถูกทำลายเสียหายยับเยิน และจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ” นายปกรณ์ระบุ

นายปกรณ์กล่าวด้วยว่า ขอฝากไปยังเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่ยังไม่มีคนพูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องตรวจสอบนอกจากกฎหมาย กฎระเบียบ เอาผู้กระทำผิดมาลงโทษตามปกติแล้ว เรื่องมาตรฐานจริยธรรมก็ต้องจัดการอย่างจริงจังด้วย หากสาวถึงใคร ใช้มาตรฐานทางจริยธรรมในการจัดการส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงถึงขนาดเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ดังนั้นคนที่เข้ามาโดยระบบแบบนี้และใช้ช่องทางนี้หากิน เราไม่ควรให้อยู่ในระบบการเมืองต่อไปด้วยซ้ำ จึงขอฝากปลัดสำนักนายกฯ และเลขาธิการ ก.พ.ไว้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปกรณ์ได้แถลงหลังการประชุม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า กรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้มีเวลา 30 วัน ซึ่งเดือน ก.ค.มีวันหยุดหลายวัน จึงประชุมกันเร็ว เพื่อวางแนว กำหนดวัน และเร่งดำเนินการ โดยรายงานชุดแรกจะออกก่อนวันที่ 15 ก.ค. และจะนำเสนอนายกฯ วันที่ 15 ก.ค. ส่วนรายงานชุดที่ 2 จะเสร็จสิ้นประมาณวันที่ 27 ก.ค. สำหรับกระบวนการ เราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพราะส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ดำเนินการไปแล้ว จึงจะให้เป็นหัวหน้าทีม โดยมีองค์ประกอบ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ป.ป.ท. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

นายปกรณ์กล่าวว่า ส่วนที่ใช้เวลาในการประชุมครั้งแรกน้อยนั้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า ต้องทำอะไร ไม่จำเป็นต้องคุยกันนาน ไม่ต้องเสียเวลาประชุม ตอนนี้ทีมงานทำงานกันเลย ขอย้ำว่า การปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจที่เราเรียกร้องกัน แต่การกระจายอำนาจต้องโปร่งใส ชัดเจน ใครที่ทำไม่ดีต้องพ้นจากระบบ ส่วนการดำเนินคดีอาญา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องวินัย กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่

งัดโมเดลคดีบอส

"สิ่งที่คณะกรรมการชุดนี้รับผิดชอบคือ จะดูกระบวนการว่า มีช่องโหว่ตรงไหน ต้องปิดตรงไหน รวมถึงจะดูเรื่องการประพฤติผิดจริยธรรมของข้าราชการและท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นเรื่องสำคัญ ผมคิดว่า ต้องกำจัดคนที่ขาดจริยธรรมให้ออกจากระบบ ป้องกันไม่ให้เข้ามาสู่ระบบมากที่สุด เรามุ่งมั่นทำในเรื่องนี้" นายปกรณ์ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการชุดนี้จะเหมือนกับกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า โดยสรุปจะเป็นทำนองนั้น เราจะดูว่ากระบวนการทั้งหมดมีช่องโหว่ตรงไหน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมไปถึงการเสนอกฎหมายอะไรต่างๆ ว่าควรจะมีหรือไม่ อย่างไร เช่น เมื่อวันที่ 7 ก.ค. พรรคภูมิใจไทยออกมาเปิดเผยว่า เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ….ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะไปดำเนินการต่อ ทั้งนี้ ข้อสรุปที่คณะกรรมการชุดนี้ได้ จะรายงานนายกฯ เพื่อมีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า การดำเนินการเรื่องจริยธรรม จะดำเนินการอย่างไร นายปกรณ์กล่าวว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญ โดยมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกฯ นำเรื่องนี้เข้าไปหารือในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะการกระจายอำนาจที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากคนที่สุจริต เราต้องป้องกันไม่ให้คนทุจริตเข้ามาในระบบ และมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ไปดูตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมว่า สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อจัดการคนที่ไม่มีจริยธรรมพวกนี้

เมื่อถามอีกว่า กรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตรวจสอบคะแนนกับกระดาษคำตอบ พบไม่ตรงกันกว่า 5,000 ราย คนเหล่านี้จะต้องออกจากราชการเลยหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ทำหนังสือขอข้อมูลในนามของคณะกรรมการเข้ามา เพื่อประกอบการพิจารณา เพราะเราไม่มีอำนาจวินิจฉัย เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อดูว่า เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ คุณควรจะต้องทำอย่างไร

นายปกรณ์กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีมติในแผนปฏิบัติการยกระดับการสอบ ก.พ. ภาค ก. เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) 100% ว่า e-Exam เป็นวิธีการสอบของ ก.พ. ซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องเดินทาง เพราะการสอบ ก.พ.แต่ละครั้ง ในภาค ก. มีคนสอบทั้งประเทศ ซึ่งจะมีต้นทุนในการเดินทางไปยังสนามสอบ แต่การทำระบบ e-Exam คือสามารถกระจายไปสอบตรงไหนก็ได้ รวมถึงด้านมาตรการในการตรวจข้อสอบ นอกจากจะใช้เครื่องตรวจ จะต้องมีคนตรวจอีก 2 รอบ จึงจะมีการประกาศผลที่ช้า แต่เมื่อมีการตั้งคำถามว่าการตรวจ e-Exam ด้วยเครื่องน่าจะเร็ว แต่ต้องย้ำถึงความถูกต้อง ซึ่งหากจะเปลี่ยนการสอบมาเป็นระบบ e-Exam ก.พ.สามารถกำหนดได้เอง ทั้งนี้ ระบบการสอบแบบ e-Exam ยังไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะบางพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต คาดการณ์ว่าจะทำในอีก 2-3 ปีนี้

วันเดียวกัน เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี ป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บุกค้นคอนโดย่านพระราม 8 ของอดีตรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีส่วนในการร่างทีโออาร์สอบข้าราชการท้องถิ่นว่า เพิ่งทราบเรื่องดังกล่าว ตนเองเพิ่งประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ขอให้ถามเรื่องเศรษฐกิจ

ป.ป.ช.ยกคดีพิเศษ

ขณะที่ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช.ได้เคยแจ้งความคืบหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทยดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการไต่สวนและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น เจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมข้อมูล และพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวแล้วพบว่า จากข้อเท็จจริงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อธิบดี สถ.กับพวกดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ซึ่งมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อไปได้

“อีกทั้งเรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องกล่าวหาที่มีความสำคัญระดับประเทศที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และยังเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิเศษตามแนวทางในการพิจารณาและการบริหารคดีพิเศษ จึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณารับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษวันนี้” นายสุรพงษ์ระบุ

นายสุรพงษ์กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่านไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยตั้งคณะกรรมการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 51 เพื่อดำเนินการไต่สวนกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2.กลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสอบและประกาศผลสอบ 3.กลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่แก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบกลุ่มนายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ และกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแก้ไขคะแนนในกระดาษคำตอบ 4.บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการดำเนินการไต่สวนเรื่องกล่าวหาข้างต้น สำนักงาน ป.ป.ช.จะได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอพนักงานเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานดังกล่าวมาเป็นผู้ช่วยเหลือคณะกรรมการไต่สวนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มบุคคล 4 กลุ่มที่ถูก ป.ป.ช.ไต่สวน มีจำนวนมากถึง 6,014 คน โดยในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีชื่อของ 2 อดีตอธิบดีคือ 1.ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วันที่ 29 ก.ค.-11 พ.ย.2568 2.นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ที่เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 12 พ.ย.2568-24 มิ.ย.2569 ขณะที่กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่การจัดสอบและประมวลผล มีผู้ถูก ป.ป.ช.ไต่สวน 22 คน

โดยปรากฏชื่อนางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่เป็นภรรยาของนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ กรรมการ ป.ป.ช.ร่วมอยู่ด้วย ทำให้นายแมนรัตน์ขอถอนตัวออกจากที่ประชุมคดีพิเศษ เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณา ส่วนกลุ่มบุคคลที่แก้ไขคะแนนผู้เข้าสอบ กลุ่มนายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ ถูกไต่สวน 33 คน ส่วนที่เหลือเป็นบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...