"บล.พาย"ส่องหุ้นกลุ่มนอนแบงก์ หลังจีดีพีฟื้น ชู MTC-TIDLOR เด่น
#ทันหุ้น-บล.พาย (PI) มองจีดีพีไทยฟื้นตัวสู่ 2.3% คาดหุ้นกลุ่มนอนแบงก์รับผลดี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ทรงตัวและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลง โดยเลือกหุ้น MTC และ TIDLOR เป็นหุ้นเด่น
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมกลุ่มการเงินภายหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ขึ้นสู่ 2.3% โดยระบุว่า การปรับประมาณการดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจน
ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ถือเป็นกลุ่มที่จะได้รับปัจจัยบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ที่คาดว่าจะเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ให้สินเชื่อกลับมาขยายตัวได้ 2%-3% ซึ่งเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยมีแรงหนุนจากพอร์ตสินชื่อธุรกิจ
นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยหนุนให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย(Non-NII) โดยเฉพาะ รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage Commission),รายได้จากกองทุนรวมและบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management Fees) รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม/บริษัทย่อย (Share of Profit) เร่งตัวขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยหุ้นเด่นในกลุ่ม เลือกหุ้น KBANK, KTB เป็น Top Pick ขณะเดียวกันยังแนะนำ”ซื้อ” หุ้น BBL และ KKP อีกด้วย
ขณะที่กลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) มองว่าได้รับอานิสงส์จากทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ทรงตัวและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวลดลง ช่วยลดความกดดันและเปิดโอกาสให้บริษัทเลือกจังหวะระดมทุนในประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำลงได้ นอกจากนี้ พฤติกรรมของลูกหนี้ยังมีวินัยทางการเงินดีขึ้น โดยมีการแบ่งเงินสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐกึ่งหนึ่งมาเพื่อชำระหนี้คืน ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL)
กลยุทธ์การลงทุน นายธนเดช แนะนำให้ “ซื้อเก็งกำไร” ในกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) ที่เน้นการเติบโตของกำไรและควบคุมคุณภาพหนี้ได้ดี โดยเลือก MTC และ TIDLOR เป็นหุ้นเด่นที่สุด (Top Picks) พร้อมมอง SAWAD เป็นตัวเลือกที่ได้รับอานิสงส์ในทิศทางเดียวกัน และ AEONTS ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของกลุ่มลูกค้าพนักงานโรงงาน
**ประเมินดัชนีปีนี้ที่ 1,600 จุด
ด้านเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) คาดหวังว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,600 จุดได้ภายในปี 2569 และมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญเดิมที่ 1,800 จุด ในช่วงปี 2570-2571 เพื่อให้สอดคล้องกับระดับราคาหุ้นที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนติดตามความชัดเจนของผลประกอบการไตรมาส 2/69 และทิศทางปริมาณการซื้อขายในตลาดทุนอย่างใกล้ชิด