จาก “ซูเปอร์เอลนีโญ” ยุคโลกเดือด สู่มหาวิกฤตภัยพิบัติ 2027
NOAA ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญได้เริ่มต้นขึ้นบนโลกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังกังวล ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือรูปแบบฝนตามฤดูกาล เพราะมีความเป็นไปได้มากกว่า 60% ที่เอลนีโญครั้งนี้อาจทวีความรุนแรงไปสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ”
ความแตกต่างของครั้งนี้ คือมันกำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นกว่าที่เคย เมื่อความร้อนจากมหาสมุทรมารวมกับภาวะโลกร้อนที่กำลังดำเนินอยู่
เอลนีโญอาจไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่กลายเป็นตัวเร่งให้ภัยพิบัติหลายรูปแบบรุนแรงขึ้น เชื่อมโยงกัน และสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก
ย้อน 3 ปี โลกเผชิญภัยพิบัติสุดขั้ว
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โลกเจอภัยพิบัติถี่ ซับซ้อน และรุนแรงกันมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า ไปจนถึงผลกระทบด้านอาหาร
รายงานจาก UNEP, IPCC และองค์กร WWA สะท้อนให้เห็นตรงกันว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ภัยพิบัติสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น พร้อมเพิ่มความเสี่ยงของ “ภัยพิบัติแบบซ้อนทับ” ที่หลายเหตุการณ์สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันหรือส่งต่อผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเปรียบเสมือนเชื้อเพลิง ที่เร่งให้ภัยพิบัติเหล่านี้ทวีความรุนแรง ขยายวงกว้าง และยืดเยื้อยาวนานกว่าเดิม
รายงานตั้งแต่ปี 2023-2025 จากฐานข้อมูลเหตุการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติระดับโลก หรือ EM-DAT ระบุว่า โลกเผชิญภัยพิบัติทั้งสิ้น 1,150 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 119,833 ราย กระทบประชาชนมากกว่า 365.5 ล้านคน สร้างความเสียหายต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 6.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 20.04 ล้านล้านบาท
เมื่อย้อนดูแนวโน้มอุณหภูมิโลก จะพบว่า ปี 2023, 2024 และ 2025 กลายเป็น 3 ปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกัน โดยเฉพาะปี 2024 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.55 องศาเซลเซียส และเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขดังกล่าวทะลุเกณฑ์เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส
“เอลนีโญ”ยุคโลกเดือด จุดชนวนวิกฤตภัยพิบัติแบบซ้อนทับ
ตัดภาพมาปี 2026 เอลนีโญครั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวล คือการที่มันเกิดขึ้นบนโลกที่กำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อความร้อนจากมหาสมุทรมารวมกับภาวะโลกร้อนที่มีอยู่เดิม ภัยพิบัติที่เราเคยเจออาจไม่ได้รุนแรงขึ้นเท่านั้น แต่อาจกลายเป็นวิกฤตที่เชื่อมต่อกัน และสร้างผลกระทบในวงกว้างกว่าเดิม
งานวิจัยเรื่อง “Super El Niño events drive climate regime shifts with enhanced risks under global warming” เผยแพร่วารสาร Nature Communications ศึกษาว่า ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ อาจไม่ได้สร้างแค่สภาพอากาศรุนแรงชั่วคราว แต่มีโอกาสผลักให้ระบบภูมิอากาศบางส่วนของโลกเปลี่ยนรูปแบบครั้งใหญ่ และส่งผลต่อเนื่องยาวนานขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นบนโลกที่กำลังร้อนขึ้นจากภาวะโลกร้อน
งานวิจัยชี้ว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” สามารถสร้างผลกระทบแบบลูกโซ่ คล้ายโดมิโนที่ล้มต่อกัน เริ่มตั้งแต่ความร้อนจัดที่เพิ่มความเสียหายต่อภาคเกษตร เพิ่มความต้องการใช้น้ำ กดดันระบบพลังงาน และสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบฝนอาจทำให้บางพื้นที่เผชิญฝนลดลง ภัยแล้งยาวนานขึ้น และความชื้นในดินลดลง ส่งผลให้การเพาะปลูกทำได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร
นอกจากนี้ ซูเปอร์เอลนีโญยังสามารถสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศ ทั้งปะการังฟอกขาว การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเล และความเสียหายต่อผืนป่า โดยผลกระทบบางส่วนอาจยังคงอยู่ แม้ปรากฏการณ์เอลนีโญจะสิ้นสุดลงแล้ว
ปี 2027โลกอาจต้องเจอกับอะไร ?
สำนักข่าว The Guardian วิเคราะห์ถึงผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญที่เกิดขึ้น และอาจต่อเนื่องยาวไปจนถึงปี 2027 แบ่งออกได้เป็นดังนี้
1.วิกฤตอาหารและทรัพยากรโลก
พื้นที่เกษตรสำคัญ โดยเฉพาะแอฟริกา อาจเผชิญภัยแล้งรุนแรง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหาร
ขณะเดียวกัน พืชอาหารหลักของโลก เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง อาจได้รับผลกระทบ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกเกิดความผันผวน ผลักดันให้ราคาอาหารสูงขึ้น
นอกจากนี้ ปริมาณปลาในทะเลจะลดลง เนื่องจากน้ำทะเลอุ่นขึ้นจากเอลนีโญ สร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงทั่วโลก
2.ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น
บางพื้นที่อาจเผชิญกับภัยแล้งและไฟป่าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่มีอากาศแห้งอยู่แล้ว เช่น อเมริกาใต้ ไฟป่าจะทำลายระบบนิเวศ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น
ขณะที่ บางภูมิภาคอาจเจอฝนตกหนักผิดปกติ จนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน เช่น ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ อเมริกาใต้ แอฟริกาตะวันออก และเอเชียกลาง
3.วิกฤตพลังงานและสุขภาพมนุษย์
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ประชาชนต้องใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และอาจทำให้หลายประเทศต้องกลับมาใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพลังงาน
ภัยแล้งยังทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดลง อาจเกิดไฟฟ้าขาดแคลนหรือไฟดับ และเมื่อความร้อนสูงขึ้น คนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกรและแรงงานก่อสร้าง ก็มีความเสี่ยงต่อโรคจากความร้อนและผลกระทบด้านสุขภาพมากขึ้น
4.วิกฤตความมั่นคงและความขัดแย้ง
เมื่อทรัพยากรลดลง ความตึงเครียดทางสังคมเพิ่มขึ้น อาหารแพง เศรษฐกิจชะลอตัว และประชาชนได้รับผลกระทบ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่สงบภายในประเทศ ประเทศต่าง ๆ อาจแข่งขันกันเพื่อควบคุมทรัพยากรสำคัญ เช่น อาหาร ปุ๋ย และพลังงาน เป็นต้น
สำหรับไทย นอกจากต้องเผชิญวิกฤตภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงยาวนานแล้ว ยังต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย ตามการรายงานของ Innovestx Research เผยว่า ผลกระทบเศรษฐกิจไทยในปี 2027 มี 2 รูปแบบหลัก คือ
ถ้าเอลนีโญไม่แรงมาก เศรษฐกิจจะยังโตได้ราว 2.3% เพราะการลงทุนและเศรษฐกิจโลกยังพอไปได้
แต่ถ้าเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” รุนแรงเหมือนครั้งใหญ่ในอดีต จะทำให้แล้งจัด ผลผลิตเกษตรเสียหาย ของแพงขึ้น คนใช้จ่ายน้อยลง เศรษฐกิจเลยโตช้าลงเหลือประมาณ 1.7% และอาจเกิดภาวะของแพง แต่เศรษฐกิจไม่ค่อยโต พร้อมเงินบาทอ่อนลงและประเทศขาดดุลมากขึ้น
เมื่อการ “ปรับตัว” คือทางรอดของมนุษย์
เมื่อรวมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าเอลนีโญในปี 2027 ไม่ได้กระทบแค่อากาศหรือภัยพิบัติ แต่กำลังลากผลกระทบไปทั้งระบบโลก ตั้งแต่อาหาร พลังงาน เศรษฐกิจ ไปจนถึงความมั่นคงของสังคม ในขณะที่บางประเทศเผชิญภัยแล้งและผลผลิตลดลง อีกหลายพื้นที่ต้องรับมือกับน้ำท่วม คลื่นความร้อน และต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้เราอาจไม่สามารถที่จะหลีกหนีมันได้อีกต่อไป แต่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับความร้อนนี้แทน
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนหนัก และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมชี้แนะว่า การปรับตัวคือทางออก เพราะโลกไม่สามารถกลับไปอยู่จุดเดิมได้อีก
“เอลนีโญปกติจะห่างกัน 6-8 ปี อันนี้ 2 ปีหน มันไม่ใช่อยู่ในสถานการณ์ที่อะไรจะฟื้นน่ะ คือมันโดนอย่างงี้ ยังไม่ทันอะไร ก็โดนซ้ำอีก แล้วแรงขึ้นกว่าเดิมอีก มันถึงบอกว่า พอโลกร้อนแล้ว ทุกอย่างมันแปรปรวนไปหมด” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว
“อีก 3 ปีมันอาจจะมาอีก แล้วอาจจะแรง มันก็โลกมันร้อนขึ้น โลกมันร้อนขึ้น มันก็ยิ่งทำให้ร้อนขึ้น หนักขึ้นไป มันก็เห็นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผลนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า ใครจะสามารถปรับตัวสู้กับโลกยุคใหม่ได้”
“มันไม่มีทางออก ทางเลือกมันไม่มี มันไม่ใช่ทางเลือก เราไม่เลือกเอง ทุกคนก็รู้ทางเลือกอยู่แล้ว ก็คือลดก๊าซเรือนกระจก ทำให้โลกเย็นขึ้น แต่พวกเราไม่เคยเลือก ไม่ใช่คนไทยอย่างเดียว คนทั้งโลกไม่เคยเลือก เพราะคนทั้งโลกไม่เคยเลือก เราก็ต้องรับสิ่งที่เราไม่เลือก” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว
ผลกระทบทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ สะท้อนว่าโลกไม่ได้กำลังเผชิญแค่ภัยความร้อนเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่วิกฤตหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันและเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ซึ่งอาจยืดเยื้อและซับซ้อนเกินกว่าจะรับมือได้ทันในแบบเดิม และทำให้มนุษย์ต้องเริ่มมองหาแนวทางใหม่ในการปรับตัว เพื่ออยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงนี้ในระยะยาว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
บทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์
The risk of a 'super' El Niño is rising. Here's what it means for North America - BBC
How climate change worsens heatwaves, droughts, wildfires and floods - BBC
Strongest El Niño in a century? What this rare phenomenon could bring. - The Washington Post
Here are 10 ways a ‘super’ El Niño could impact the planet - The Guardian
Getting even hotter: Researchers predict global warming of 1.7 degrees by 2027 - Uni Graz
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- WMO เตือนเอลนีโญรุนแรงขึ้น ยุโรปเผชิญไฟป่า สเปน-โปรตุเกสเร่งคุมเพลิง
- สเปนรับมือคลื่นความร้อน แจก “กำไลวัดอุณหภูมิ” แจ้งเตือนก่อนกระทบสุขภาพ
- วิกฤตคลื่นความร้อนขยายความเหลื่อมล้ำ ดันค่าครองชีพเพิ่มแต่รายได้ต่ำ
- “เอลนีโญ” ส่อแล้งหนัก ยาวถึงกลางปี 70 เสี่ยงกระทบข้าวลดลง 1 ใน 4
- “ฝรั่งเศส” ร้อนโหด ยอดเสียชีวิตเพิ่ม 30% ภายใน 1 สัปดาห์