โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ยุคนี้คนเบื่อไว FMCG ต้องเร็ว ยูนิลีเวอร์ ใช้ AI + Data พัฒนาสินค้าใหม่ใน 3 เดือน

TODAY

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • TODAY

ปัจจุบันตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ของไทยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เบื่อสินค้าเดิมเร็วขึ้น พร้อมเปิดใจลองสินค้าใหม่ภายในไม่กี่เดือน รวมถึงการเติบโตของการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ที่เริ่มเข้ามาแทนการเดินเลือกซื้อในห้างมากขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ ยูนิลีเวอร์ จึงเดินหน้าขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรม FMCG ในไทย ด้วยการผสาน AI วิทยาศาสตร์ระดับโลก และข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์คนไทยได้รวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว

‘อาซีม ปุริ’ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ “นวัตกรรม” ไม่ได้หมายถึงแค่การปรับปรุงสินค้า แต่คือความสามารถในการคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคล่วงหน้า และสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกและไว้วางใจอยู่เสมอ

เขามองว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของยูนิลีเวอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะผู้บริโภคไทยเป็นกลุ่มที่สร้างเทรนด์ใหม่อยู่ตลอด ทั้งด้านสุขภาพ ความงาม และไลฟ์สไตล์ ทำให้บริษัทต้องดึงศักยภาพด้านนวัตกรรมระดับโลกมาปรับใช้กับความต้องการเฉพาะของคนไทย

หนึ่งในแกนหลักสำคัญ คือการใช้ Data และ AI เพื่อทำความเข้าใจผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ทั้งข้อมูลการค้นหา พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย เทรนด์วัฒนธรรม และข้อมูลเชิงพาณิชย์ต่างๆ เพื่อหา Insight ใหม่ที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าได้จริง

ปัจจุบัน AI ช่วยให้ยูนิลีเวอร์วิเคราะห์ข้อมูลและดึง Insight ได้ภายในไม่กี่นาที จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาหลายวัน ทำให้ตัดสินใจพัฒนาสินค้าได้เร็วขึ้น และลดระยะเวลาการสร้างนวัตกรรมจากเดิม 1-2 ปี เหลือเพียงประมาณ 3-6 เดือนในบางโปรเจกต์

ตัวอย่างคือ “บรีส ซักด่วน” ที่พัฒนาภายในเวลาเพียง 15 เดือน โดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ขั้นสูง AI Simulation และระบบหุ่นยนต์ เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว ซักไว และใช้งานสะดวก

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ คือการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และงานวิจัยระดับโลก ปัจจุบันยูนิลีเวอร์มีเครือข่าย R&D ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน นักวิจัยระดับปริญญาเอกกว่า 500 คน และสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก

ขณะที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทย มีนักวิทยาศาสตร์ 98 คน ทำหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดไทยและต่อยอดสู่ตลาดโลก โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ คือ Vaseline Gluta-Hya เซรั่มบำรุงผิวกายที่ออกแบบให้เหมาะกับอากาศร้อนชื้น และ Knorr Lime Powder ที่ใช้เทคโนโลยี Encapsulation ช่วยกักเก็บรสชาติและกลิ่นมะนาวสดไว้ภายในผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ยังใช้แนวคิด “SASSY” ในการพัฒนาสินค้า ซึ่งประกอบด้วย Science, Aesthetics, Sensorials, Shared by Others และ Young Spirited เพื่อให้สินค้าไม่ได้มีแค่ประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างประสบการณ์ ความรู้สึกร่วม และความอยากบอกต่อในโลกออนไลน์

แนวคิดนี้สะท้อนผ่านสินค้าหลายกลุ่ม เช่น Dove UV Ferulic+ UV Repair & Glow Damage Therapy ที่พัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาผมเสียจากรังสียูวีในประเทศเขตร้อน หรือ LUX Sparkling Glow ที่นำศาสตร์ด้านน้ำหอมและเทรนด์ Skinification มาผสานในผลิตภัณฑ์อาบน้ำ

ในด้านตลาด ‘อาซีม ปุริ’ มองว่า FMCG ไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคฉลาดเลือกมากขึ้นโดยคนไทยยังต้องการสินค้าที่มีคุณภาพสูง แต่ในราคาที่คุ้มค่า ทำให้พฤติกรรมอย่างการซื้อแพ็กใหญ่ การรอช่วงโปรโมชัน หรือการใส่สินค้าไว้ในตะกร้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อ กลายเป็นเรื่องปกติ

ขณะเดียวกัน ตลาด E-commerce ยังเติบโตสูงถึง 25-30% ทำให้ยูนิลีเวอร์เริ่มเปิดตัวสินค้าใหม่บนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น รวมถึงมองโอกาสจากนักท่องเที่ยวกว่า 25 ล้านคน และเทรนด์ “Slow Aging” ที่ผู้บริโภคต้องการดูดีและสุขภาพดีในระยะยาว

อีกกลุ่มที่บริษัทจับตามอง คือครัวเรือนยุคใหม่ทั้งคนอยู่คนเดียว และกลุ่ม Pet Household ที่เริ่มมีความต้องการสินค้าเฉพาะทางเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ‘อาซีม ปุริ’ ยังบอกอีกว่า แม้ต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยูนิลีเวอร์ระบุว่ายังคงใช้จุดแข็งด้าน Scale และการบริหารซัพพลายเชน เพื่อควบคุมต้นทุนให้ผู้บริโภคยังเข้าถึงสินค้าได้ พร้อมทำโปรโมชันต่อเนื่องเพื่อลดภาระค่าครองชีพ

ยกตัวอย่าง Sunsilk Serum ที่ใช้เทคโนโลยีดูแลเส้นผมระดับใกล้เคียงคลินิกความงาม แต่จำหน่ายในราคาประมาณ 170 บาท สะท้อนแนวคิดการนำเทคโนโลยีระดับสูงมาทำให้เข้าถึงคนจำนวนมากได้จริง

ในระยะต่อไป ยูนิลีเวอร์ยืนยันว่าจะลงทุนเพิ่มทั้งด้านกำลังการผลิต การพัฒนาแบรนด์ใหม่ และการขยายเข้าสู่หมวดหมู่สินค้าใหม่ๆ พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรม FMCG สำคัญของภูมิภาค

“ในอนาคตยูนิลีเวอร์จะเดินหน้าขับเคลื่อนความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคชาวไทยได้

เราเชื่อว่าการผสานพลังระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในอนาคต โดยเรายังคงเดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการเติบโตเคียงข้างประเทศไทย และคนไทยทุกคน” อาซีม ปุริ กล่าวสรุป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...