3 กูรูเปิดเกมหุ้นครึ่งปีหลัง เงินนอกไหลกลับไทย-งบ 4 แสนล้านหนุนศก. จับตา mai ถึงรอบฟื้น
3 กูรูเปิดเกมหุ้นครึ่งปีหลัง เงินนอกไหลกลับไทย-งบ 4 แสนล้านหนุนศก. จับตา mai ถึงรอบฟื้น
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -7 ก.ค. 69 10:26 น.
3 กูรูตลาดทุน เปิดมุมมองการลงทุนครึ่งปีหลัง ชี้เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับตลาดหุ้นไทย รับ Valuation ถูก ขณะที่เม็ดเงินภาครัฐ 4 แสนล้านบาท และ FDI ช่วยพยุงเศรษฐกิจ-หนุนกำไรบจ.ฟื้น เปิดโอกาสหุ้น mai ที่ราคายัง Laggard และ P/E ต่ำกลับมาโดดเด่น พร้อมชี้เป้าธีมลงทุน F&B-Data Center-ขายน้ำขายไฟ แต่เตือนครึ่งปีหลังลงทุนยากขึ้น ต้องจับตาเงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ยโลก และความเสี่ยง Yen Carry Trade
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนิตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน maiForum2026 ในหัวข้อ จับทิศเศรษฐกิจโลก กระแสเงินกำลังไหลเข้าไทย ? ว่า ขณะนี้ทิศทางดอกเบี้ยโลกเริ่มมีการปรับทิศ จากทิศทางขาลง โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว โดยจะต้องติดตามธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ (Fed) จะทำอย่างไร โดยประมาณการว่าจะมีการปรับขึ้น 0-3 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ภาวะแบบนี้ สะท้อนถึง เศรษฐกิจโลกยังดำเนินไปได้ ดอกเบี้ยยังไม่สูงมาก ซึ่งจะสะท้อน ภาวะตลาดแบบ Goldilocks หรือ ตลาดให้ผลตอบแทนดี
ปีนี้หุ้นญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเรื่อง develop market ตลาดหุ้นไทย พบว่า เรื่องผลตอบแทนอยู่ในระดับต้นๆของโลก ส่วน mai มีข่าวดี เนื่องจากเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ขึ้นอยู่กับ Data Center AI และจะสังเกตว่า AI ทั่วโลก สหรัฐฯ ลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ของไทย BOI อนุมัติ 8-9 แสนล้านบาท ถ้าดูระบบทั้งหมด ทางด่านเกี่ยวกับ AI Data Center energy renewable ที่ลงทุน 9 ล้านล้านดอลลาร์ เรียกว่า ภาวะแบบนี้ คือ มีเงินลงทุน ดอกเบี้ยไม่แพงมาก ราคาน้ำมันลง ฮอร์มุซเปิด จึงทำให้ตลาดทุนโลกให้ผลตอบแทนดีนายวิศิษฐ์ กล่าว
ขณะนี้เงินทุนไหลเข้าไทยค่อนข้างเยอะ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนักลงทุนต่างประเทศ มีการขายออกไปกว่า 3 แสนล้านบาทในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันเริ่มมีการซื้อกลับ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมีการซื้อประมาณ 70,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจากอานิสงส์มีเงินไหลจากอินโดนีเซีย อีกส่วนเกิดจากระดับราคาหุ้น (Valuation) หุ้นไทย หากไม่นับ DELTA PE ประมาณ 11-12 เท่า
สำหรับ mai ปีนี้ สิ่งที่เห็น คือ Private Equity Fund (กองทุนไพรเวทอิควิตี้) ซึ่งปกติจะเป็นการลงทุนหุ้นนอกตลาด แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นหุ้นในตลาด โดยเฉพาะ mai ในบางบริษัทที่เริ่มมี Valuation ที่ถูกเริ่มที่จะเข้ามาดู สิ่งที่น่าสนใจ คือ เนื่องจากบริษัทใน mai มีงบการเงินที่ถูกตรวจสอบมาแล้ว ผู้บริหารบางบริษัทมีธรรมาภิบาลดี ทั้งเรื่องงบดุล งบกำไร ขาดทุนที่โปร่งใส จึงเข้ามาเลือก Valuation
จับตา 2 ปัจจัยเสี่ยงระดับโลกที่ต้องเฝ้าระวัง Yen Carry Trade & Jackson Hole
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือ Unwind Yen Carry Trade เพราะค่าเงินเยนปัจจุบันอ่อนมาก การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น โดยบอนด์ยีลด์ของญี่ปุ่นขึ้นมาค่อนข้างเยอะ ดังนั้นจะมีช่วงใดช่วงหนึ่งในปีนี้จะเจอ Unwind Yen Carry Trade
ขณะเดียวกัน จับตาการประชุมที่ Jackson Hole ในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งถ้อยแถลง Kevin Warsh จะเป็นกุญแจสำคัญของเงินทุนไหลเข้า-ออก
หากประธานเฟดพูดอะไรในการประชุมดังกล่าว จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดทุนโลก ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์การเงินในปี 2012 และ 2022 ที่คำพูดของประธาน Fed Kevin Warsh ส่งผลโดยตรงต่อการปรับตัวขึ้นลงของตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญนายวิศิษฐ์ กล่าว
บล.กสิกรไทย ชี้งบ 4 แสนล้านตัวแปรพยุงศก.ไทยโต 2% เตือนครึ่งปีหลังลงทุนยากขึ้น-เงินเฟ้อพีค Q3 เสี่ยงทุบหุ้นปรับฐาน
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังยังไม่ได้อยู่ในสภาวะที่น่ากังวล เนื่องจากหลายประเทศมีนโยบายการคลังและการเงินคอยประคับประคอง สำหรับประเทศไทย นโยบายการคลังวงเงิน 400,000 ล้านบาท จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยพยุงตัวเลขการเติบโต
"เดิมทีถ้าไม่มีเงิน 4 แสนล้านนี้ GDP อาจหดตัวลงไปเหลือ 1.2% แต่เมื่อมีเม็ดเงินนี้กลับเข้ามา จะช่วยดึง GDP กลับมาอยู่ที่ระดับ 2% ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าเม็ดเงินนี้มีวันหมด และปีหน้าอาจมีข้อจำกัดในการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะที่อัตราดอกเบี้ยบ้านเราช่องว่างในการปรับลดลงมันค่อนข้างจำกัด ระดับ 1,600 จุด มองเป็น"นายสรพล กล่าว
ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคือประเทศที่มีการกระจุกตัวของหุ้นขนาดใหญ่สูง เช่น ไต้หวัน เกาหลี และไทย โดยเฉพาะหุ้น 10 ตัวแรกของไทย (เช่น Delta, Advanc, Gulf) มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) รวมกันถึงเกือบ 80% ของตลาด ในขณะที่หุ้นอีกกว่า 400-500 ตัวที่เหลือ มีสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น
ความแตกต่างนี้อธิบายว่าทำไมดัชนีในบางประเทศถึงพุ่งสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการกระจายตัวของหุ้นอย่างอินเดียหรือจีน แต่สำหรับครึ่งปีหลัง การลงทุนจะยากและจะท้าทายมากขึ้นทั้งต่างประเทศและในประเทศ เพราะปัจจัยหนุนระดับมหภาคอาจไม่แข็งแกร่งเท่าช่วงต้นปี
สำหรับปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง Geopolitical (ภูมิรัฐศาสตร์) จะไม่รุนแรงเท่าครึ่งปีแรก เพราะกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งของสหรัฐฯ และจะเห็นเรื่อง Kevin Warsh โดยวันนี้ ตลาดรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 1 ครั้ง ต่อให้ปรับขึ้นในครั้งนี้เลย เชื่อว่าตลาดจะไม่ลงอย่างแน่นอน แต่หากเป็นสัญญาณในการปรับขึ้น 2 ครั้ง ตลาดอาจจะไม่ได้รับความเสี่ยงในเรื่องนี้ ดังนั้น มองว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ปรับขึ้น 1 ครั้ง ถือว่า inline กับตลาด ทั้งดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และค่าเงินบาท
สิ่งที่ไม่ค่อยได้พูดถึงอีกอัน คือ เงินเฟ้อของไทยและสหรัฐฯ จะพีคในไตรมาส 3 โดยไม่คิดว่าจะพีคในไตรมาส 4 และไตรมาส 1แต่อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ต้องระวังว่าจะกดลงยาก ไม่ได้ห่วงเรื่องน้ำมัน เพราะน้ำมันไม่ได้กระทบ PCE เยอะ แต่พวกที่ Memory Chip และ RAM ที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 200-250% ซึ่งจะเริ่มส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สินค้าไอที ผลิตภัณฑ์ของ Apple ในเร็วๆ นี้ โดยเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ระวังว่าจะกดลงยาก ราคา Memory Chip ที่พุ่งขึ้นจะเริ่มส่งผลในราคาสินค้า ซึ่งจะไปกดดันค่า CPI และอาจทำให้ PE ของตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานได้"นายสรพล กล่าว
ทั้งนี้มองว่า หุ้นในครึ่งปีหลังจะมีการกระจายตัวมากขึ้น ซึ่งดัชนีหุ้นระดับ 1,620 จุด เชื่อว่า อาจจะเห็นการกระจายตัวออกมาบ้าง จากเดิม พลังงาน ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ จะกระจายตัวมายังหุ้นที่เคยเสียประโยชน์จากฮอร์มุซ
ในระยะสั้น จะต้องหาธุรกิจ mai ที่ได้ประโยชน์จากเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ยอมรับว่า mai บางบริษัท อาจมีผลกระทบต่อต้นทุนจากฮอร์มุซเยอะ เมื่อเทียบกับ SET
ระยะสั้นต้องดูว่าใครได้จากเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาทแรก ก็คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) vs ค้าปลีก (Commerce) แต่กลุ่ม F&B มากกว่า เนื่องจากข้อจำกัดของช่องทางการใช้เงินที่อาจไม่เอื้อต่อห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในทันที แต่สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มและอาหารสามารถกระจายเข้าสู่ร้านค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional Trade) ในต่างจังหวัดได้ดีกว่านายสรพล กล่าว
ส่วน 200,000 ล้านบาทหลังจากต้องดูว่า การปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดใครจะได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องของ Data Center ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนยอดการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้กลายเป็นการผลิตจริงโดยเร็วที่สุด ทั้งในด้านการขายที่ดิน การก่อสร้าง และการใช้สาธารณูปโภค เพื่อส่งผลต่อ GDP ให้เร็วที่สุด
มองหุ้นกลุ่มที่เป็นประโยชน์จากเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาท คือ F&B 2 แสนล้านบาทแรก และในระยะกลาง ยาว จะอยู่ในกลุ่ม Photonics Data Center และขายน้ำ ขายไฟนายสรพล กล่าว
ทั้งนี้ ในระยะสั้น การลงทุนจะมีการกระจายตัว แต่ต้องยอมรับว่า การกระจายตัวจะไปทุก sector ที่ laggard ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ในระยะสั้นการกระจายตัวเฟสแรก จะกระจายตัวจาก ซื้อที่ดิน กับการลงทุน ไปอยู่ในการขายน้ำ และขายไฟ
เรื่องที่ดินนิคมอุตสาหกรรมบ้านเราเล่นมา 2-3 ปีแล้ว แต่จริงๆ การขายน้ำและไฟเพิ่งเกิดขึ้น จึงเชื่อว่า เฟสของการขายน้ำ และขายไฟ เช่น GPSC BGRIM WHAUP EASTW จะเป็นเฟสในช่วงครึ่งปีหลัง โดยครึ่งปีแรกเราเล่นกับพวกก่อสร้าง WHA STECON AMATA แต่ครึ่งปีหลังจะกระจายน้ำ ไฟในอนาคต มันคือธีมเดียวกัน แต่เปลี่ยนกลุ่มเล่นนายสรพล กล่าว
บลจ.แอสเซท พลัส ชี้ศก.ไทยดีกว่าคาด อานิสงส์มาตรการรัฐ-FDI หนุนอัปเกรดกำไร แนะกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง สกัดความผันผวน
นางสาวทิพย์วดี อภิชัยสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการและผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ยอมรับว่าภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจดีกว่าที่คาด โดยตั้งแต่ต้นปีหลายที่ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 1.5% ขณะที่หลังจากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่มเห็นเม็ดเงิน FDI และการลงทุนจริง จึงเห็นภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มไม่แน่อย่างที่คาด
ปีนี้ถือเป็นปีแรก ที่หลังจากบริษัทจดทะเบียนไทยประกาศงบไตรมาสแรก เห็นการอัปเกรดประมาณการกำไรของตลาดอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กกลับมาน่าสนใจอีกครั้งนางสาวทิพย์วดี กล่าว
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หุ้น mai เผชิญกับภาวะราคาไม่ไปไหน แม้กำไรจะเติบโต แต่ปัจจุบันระดับ Valuation หรือ P/E ได้ลดลงมาอยู่ในจุดที่ต่ำมากจนน่าสนใจ เมื่อเกิดการปรับเพิ่มประมาณการกำไร (Earnings Upgrade) จะนำไปสู่การปรับระดับราคาที่เหมาะสมใหม่ (Re-rating)
"เวลาคนเห็น Growth เห็นอะไรเนี่ย จากหุ้นที่เคยเทรด P/E 12 เท่า พอเห็นกำไรโต 20 เท่าก็ยังถือว่าถูก เราอยู่ในจุดที่กำไรก็ต่ำ และ Valuation ปรับมาจนต่ำมากแล้วสำหรับหุ้น mai หรือหุ้นที่ตัวไม่ใหญ่"นางสาวทิพย์วดี กล่าว
สำหรับการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีความผันผวนสูง แนะนำว่า การกระจายความเสี่ยง เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ไม่ควรทุ่มเงินลงทุน 100% ไปที่หุ้นเพียงตัวเดียวหรือสองตัว แต่ควรใช้วิธีการกระจายตัวหุ้นและกระจายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคา แต่จะไม่หลีกเลี่ยงความผันผวน
การซื้อหุ้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การตัดสินใจขายหรือบริหารจัดการพอร์ตเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปนั้นยากกว่า โดยได้ให้คำแนะนำว่านักลงทุนต้องแยกแยะประเภทหุ้นและวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น การเลือกซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารเพื่อเน้นเงินปันผล (Yield) หรือการซื้อหุ้นขนาดเล็กเพื่อเน้นการเติบโต มีเงินใครก็ซื้อได้ แต่จะขายเมื่อไหร่ นักลงทุนแต่ละคนต้องมีวัตถุประสงค์ เช่น ซื้อหุ้นใหญ่ ซื้อแบงก์เพื่อเอาปันผล หรือซื้อหุ้นเล็ก สิ่งที่เรามองผิดเนี่ย มันต้องดูว่าเราควรจะเก็บต่อไหม ถ้าต้องทำสิ่งที่ควรทำก็ต้องทำนางสาวทิพย์วดี กล่าว
อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news
เรียบเรียง โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์
อีเมล์. pattraporn@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ